ย้อนรอยกรณีพิพาทเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ในศาลโลก

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง 7 ฉบับ ในวาระ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย - กัมพูชา เมื่อ 23 เม.ย. 2568

ที่มาของภาพ, thaigov

คำบรรยายภาพ, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลง 7 ฉบับ ในวาระ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย - กัมพูชา เมื่อ 23 เม.ย. 2568

สมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน หรือสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ออกมาสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อข้อเสนอของนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ซึ่งเป็นบุตรชายของตน ที่เสนอให้นำข้อพิพาทเรื่องชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice - ICJ) หรือศาลโลก

สื่อกัมพูชาสองสำนัก ได้แก่ ขแมร์ ไทม์ส (Khmer Times) และพนมเปญ โพสต์ (Phnom Penh Post) รายงานตรงกันถึงการออกมาสนับสนุนของสมเด็จฮุน เซน

"หากเราไม่ให้ศาลตัดสิน ประเด็นนี้จะเป็นเหมือนกับเรื่องกาซาระหว่างปาเลสไตน์และอิสราเอล แก้ไขไม่ได้ จะมีการสู้กันร่ำไป ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ทำไมถึงกลัวไปขึ้นศาลหากเรามีความจริงใจ ?" พนมเปญ โพสต์ รายงานคำพูดของสมเด็จฮุน เซน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (2 มิ.ย.) ในที่ประชุมร่วมของสภาแห่งชาติและวุฒิสภากัมพูชา

ตามการรายงานของสื่อกัมพูชา เขากล่าวด้วยว่า หากประเทศไทยยังคงหลบเลี่ยงทางเลือกนี้ "ก็เป็นที่ชัดเจนว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่เบื้องหลัง"

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมร่วมของสภาแห่งชาติและวุฒิสภากัมพูชา ยังลงมติให้ความเห็นชอบข้อแถลงการณ์ของนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ในการนำเรื่องข้อพิพาทชายแดนยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศด้วย

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อ 23 เม.ย. 2568 ที่วุฒิสภาราชอาณาจักรกัมพูชา

ที่มาของภาพ, thaigov

คำบรรยายภาพ, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อ 23 เม.ย. 2568 ที่วุฒิสภาราชอาณาจักรกัมพูชา

ก่อนหน้านี้ นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ออกมาแสดงความเห็นเรื่องนี้ผ่านทางโพสต์บนเฟซบุ๊กของเขาเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) เสนอให้มีจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างกัมพูชา-ไทย (JBC) กับฝ่ายไทยทันที เพื่อดำเนินการสำรวจ กำหนดแนวเขต และติดตั้งเครื่องหมายพรมแดนระหว่างสองประเทศ

พร้อมทั้งระบุว่าให้รวมเอาประเด็นของกรณีพื้นที่พิพาทพื้นที่ปราสาทตาเมือนและใกล้เคียงรวม 5 จุด ซึ่งจะนำขึ้นสู่ศาลโลกบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมของเจบีซีด้วย ซึ่งพื้นที่พิพาทดังกล่าวส่วนใหญ่คือกลุ่มปราสาทตาเมือนที่อยู่แนวชายแดนไทยด้าน จ.สุรินทร์

ความเคลื่อนไหวที่ช่วงวันที่ 1-2 มิ.ย. เกิดขึ้นหลังจากเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 28 พ.ค. โดยทางกัมพูชาระบุว่า มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย

บีบีซีไทยรวบรวมความเคลื่อนไหวกรณีล่าสุด และย้อนรอยข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในศาลโลกกรณีเขาพระวิหาร อันอาจทำให้เห็นขั้นตอนทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อพิพาทในอดีต

ฮุน มาเนต กล่าวว่าอย่างไรเรื่องการนำกรณีพิพาทขึ้นศาลโลก

ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Hun Manet เป็นภาษากัมพูชาและภาษาอังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ (1 มิ.ย.) ว่าหลังจากกลับจากภารกิจในต่างประเทศ เขาได้พบกับผู้นำทหารที่ประจำการในพื้นที่ชายแดนเพื่อรับฟังรายงานสถานการณ์จริงในพื้นที่ชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย และระบุว่ากัมพูชายึดมั่นในการแก้ไขปัญหาพรมแดนอย่างสันติผ่านกลไกทางเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นพื้นฐานหลัก

ฮุน มาเนต กล่าวต่อไปว่าในกรณีดังกล่าว เขาได้ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างกัมพูชา-ไทย (JBC) ว่าให้มีการจัดประชุมร่วมคณะกรรมการเจบีซีกับฝ่ายไทยทันที เพื่อดำเนินการสำรวจ กำหนดแนวเขต และติดตั้งเครื่องหมายพรมแดนระหว่างสองประเทศ พร้อมกับรวมเอากรณีพิพาทในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม (Ta Moan Thom), ตาเมือนโต๊ด (Ta Moan Toch), ปราสาทตาควาย (Ta Kro Bei temples) และพื้นที่มอมเบย (Mombei area) ที่จะนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ บรรจุในวาระการประชุมของเจบีซีด้วย

"เนื่องจากข้อเท็จจริงเมื่อเร็ว ๆ นี้ ความตึงเครียดได้ยกระดับขึ้นในพื้นที่มอมเบย ตาเมือนธม และตาเมือนโต๊ด สืบเนื่องจากการปลุกระดมอย่างต่อเนื่องของกลุ่มสุดโต่งกลุ่มเล็ก ๆ เติมเชื้อไฟให้กับขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมในทั้งสองประเทศที่อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหม่ในอนาคต ผมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อบรรลุการแก้ปัญหาขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับพื้นที่พิพาทที่มีความอ่อนไหว รวมถึงการดำเนินการสำรวจ กำหนดแนวเขต และติดตั้งเครื่องหมายพรมแดนในพื้นที่ที่ยังไม่ได้กำหนดเขตแดนอย่างสันติ โดยอ้างอิงจากเหตุผลทางเทคนิคและกฎหมายระหว่างประเทศ" ข้อความบนเฟซบุ๊กของ ฮุน มาเนต ระบุ

ฮุน มาเนต

ที่มาของภาพ, facebook/Hun Manet

คำบรรยายภาพ, นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา โพสต์ข้อความเรื่องการนำกรณีพิพาทขึ้นศาลโลกพร้อมกับรูปของเขาในเครื่องแบบทหาร

ฝ่ายไทยมีปฏิกิริยาอย่างไร

ท่าทีของฝ่ายไทยมีความเคลื่อนไหวมาจากกองทัพบกตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมา โดย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องบก จ.อุบลราชธานี ภายหลังนายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา เตรียมให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมเจบีซีไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้นกลางเดือน มิ.ย. เสนอนำขึ้นศาลโลกว่า ยังเป็นคนละเรื่องกับปัญหาปัจจุบัน

พล.ต.วินธัย ระบุว่าปัจจุบันคือการทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกันในพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนที่ยังไม่ชี้ชัดว่าควรเป็นพื้นที่ของใครในขั้นตอนแรก ทั้งสองฝ่ายจึงถอยห่างจากจุดปะทะ และให้คณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชาหรือเจบีซีมาดูในเป็นเรื่องปักปันเขตแดน หรือกฎหมาย ข้อตกลง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

"เพราะข้อตกลงที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ไปพูดคุยกับ ผบ.ทบ.กัมพูชา มีเห็นตรงกัน 3 ประเด็นคือ การถอยกำลังออกจากพื้นที่จุดปะทะ และใช้กลไกเจบีซีมาร่วมแก้ปัญหาเรื่องเขตแดน เรื่องสนธิสัญญา และข้อปฎิบัติตามเอ็มโอยูที่จะระมัดระวังดูแลกำลังพลพยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก"

โฆษก ทบ. กล่าวต่อด้วยว่ากติกาที่ทำมาก่อนหน้านี้ เส้นที่มีอยู่แล้วของ 2 ประเทศไม่ได้ทับกัน เช่น พื้นที่ที่มีการขุดคูเลตเป็นพื้นที่อยู่ระหว่างจัดทำเขตแดน ซึ่งตามกติกาที่ใช้ร่วมกันมาอยู่ได้ตลอด ไม่ให้มีการดัดแปลงสภาพภูมิประเทศ ต้องไม่มีการวางกำลังทหาร วางปืนหันหน้ามาฝ่ายไทย จึงต้องมาร่วมกันรักษากติกาข้อตกลงที่ให้ไว้ต่อกันให้ได้ก่อนที่จะไปใช้กลไกอื่น ๆ

สมเด็จฮุน เซน โพสต์ภาพถ่ายคู่กับ ทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่า “แม้ว่าท่านจะเจ็บป่วย แต่ยังมีความเป็นพี่น้อง” หลังมาเยี่ยมอดีตนายกฯ ไทยที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เมื่อ 21 ก.พ.

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/SAMDECH HUN SEN

คำบรรยายภาพ, สมเด็จฮุน เซน โพสต์ภาพถ่ายคู่กับ ทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่า "แม้ว่าท่านจะเจ็บป่วย แต่ยังมีความเป็นพี่น้อง" หลังมาเยี่ยมอดีตนายกฯ ไทยที่บ้านจันทร์ส่องหล้า เมื่อ 21 ก.พ. 2567

ส่วนความเห็นจากรัฐบาล สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า รัฐบาลขอให้กองทัพอย่าพึ่งดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดแนวทั้ง 5 จุด ซึ่งในเวลาต่อมานายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีความเข้าใจผิดเรื่องการปิดชายแดน โดยยืนยันว่า เขาและกองทัพ หารือร่วมกันหลายครั้ง และเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ปัจจุบันทั้งสองประเทศพยายามหาทางออก จึงกำหนดขอบเขตในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และพยายามลดเงื่อนไขไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว

"สำหรับเรื่องการปิดชายแดนขณะนี้รัฐบาลเห็นว่า ท่าทีและการแสดงออกของทั้งสองประเทศ ยังเป็นการแสดงออกที่สามารถลดระดับความรุนแรงได้ เพราะการปิดด่านชายแดนแม้ไม่ใช่เรื่องการสู้รบทางตรง แต่กลับจะเกิดปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ที่จะกระทบกับวิถีชีวิตประชาชน ทำให้สถานการณ์ยากต่อการคลี่คลาย"

ส่วน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบการเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย โดยนายกฯ ได้แชร์โพสต์ของบัญชีอินสตาแกรมพรรคเพื่อไทย ผ่านทางสตอรี่อินสตาแกรม "ingshin21" เป็นโพสต์ที่ระบุว่า "นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ยืนยันว่า ไทย-กัมพูชา มุ่งแก้ปัญหาแนวชายแดนอย่างสันติ ไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยใช้ 3 กลไกหลักคือ การเจรจากัมพูชา หารือถก JBC เร็วที่สุด ดูแลผ่อนคลายความตึงเครียดรอบชายแดน และการยึดหลักกฎหมายสากลในทุกขั้นตอน ดังนั้น ตอนนี้จึงต้องเตรียมประชุม JBC โดยเร็วที่สุด และขอความร่วมมือสื่อระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย"

ย้อนรอยกรณีปราสาทพระวิหารในศาลโลก

จากเอกสารที่ชื่อว่า "ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบเกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหารและการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา" จากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ได้ให้รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศกรณีปราสาทพระวิหารที่มีการพิจารณาของศาลโลก ซึ่งไล่เรียงตามไทม์ไลน์ได้ ดังนี้

  • ปี 2502 กัมพูชายื่นคำขอต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้วินิจฉัยเขตแดนไทย-กัมพูชา 2 ประเด็น ได้แก่ 1. อธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และ 2. ให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากบริเวณปราสาทพระวิหาร

ต่อมาในปี 2505 กัมพูชาขอให้ศาลโลกวินิจฉัยเพิ่มเติม อีก 3 ประเด็น คือ ขอให้ตัดสินชี้ขาดเขตแดนไทย-กัมพูชา, พิจารณาสถานะของแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ระวางดงรัก ให้มีผลผูกพันไทย และขอให้รัฐบาลไทยส่งคืน สิ่งประติมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณสถาน รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทย นับแต่ ค.ศ.1954 ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา

  • ปี 2505 ศาลโลกตัดสินปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา

15 มิ.ย. 2505 ศาลโลกโดยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ลงความเห็นว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และลงความเห็นว่า ลงความเห็นว่าไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงอาณาเขตของกัมพูชา

นอกจากนี้ ศาลโลกโดยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ลงความเห็นว่า ไทยมีพันธะที่จะต้องคืนวัตถุโบราณต่าง ๆ ให้แก่กัมพูชาด้วย

ทั้งนี้ เอกสารของ กต. ระบุช่วงหนึ่งว่า ในคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ศาลฯ ระบุว่าจะไม่ตัดสินว่า เส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ระวางดงรักหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ศาลฯ จำเป็นต้องทราบว่า เส้นเขตแดนไทย -กัมพูชา อยู่ที่ใดในบริเวณปราสาทพระวิหาร เพื่อใช้เป็นเหตุผลที่จะตัดสินว่าปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศใด

พร้อมอธิบายความด้วยว่าคำตัดสินของศาลโลก ฯ อ้างเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ไทยได้ยอมรับแผนที่ดงรัก โดยไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับเส้นเขตแดนหรือสถานะของแผนที่ระวางดงรัก

6 ก.ค. 2505 ดร.ถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศของไทยในขณะนั้น ได้มีหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการสหประชาชาติว่า รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์เมื่อ 3 ก.ค. 2505 ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่ในฐานะประเทศสมาชิกยูเอ็น ไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากคำพิพากษา

มติ ครม. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 ก.ค. 2505 ให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาด้วยการคืนเฉพาะตัวปราสาท โดยรัฐบาลไทยขณะนั้นและในเวลาต่อมายึดถือว่าคำพิพากษานี้มิได้ชี้ขาดในเรื่องแนวเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าว

เขาพระวิหาร

ที่มาของภาพ, กระทรวงการต่างประเทศ

ปี 2540 จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (Joint Boundary Commission - JBC) เพื่อเป็นกลไกหลักในการเจรจาและการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา

ปี 2543 เกิด MOU 2543 เป็น บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก กำหนดพื้นฐานทางกฎหมายว่าการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา จะใช้เอกสารใดในการเจรจา แต่มิได้หมายความว่า อีกฝ่ายยอมรับว่าเอกสารดังกล่าวผูกพันตนเองแล้วแต่อย่างใด

ปี 2550 กัมพูชายื่นจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากกัมพูชาต้องกำหนดพื้นที่กันชนโดยรอบปราสาท

กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า "กัมพูชาได้อ้างเส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 โดยถ่ายทอดเส้นตามที่กัมพูชาเข้าใจเอาเอง และไม่ตรงกับเส้นที่กัมพูชาอ้างในคดีเดิม ปี 2505 ดังนั้นเรื่อง "พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร จึงเป็นปัญหาเขตแดนที่เกิดขึ้นใหม่"

ปี 2551-2554 เกิดเหตุปะทะหลายครั้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกับความเคลื่อนไหวประเด็นมรดกโลก

- 18 มิ.ย. 2551 นายนพดล ปัทมะ ในฐานะ รมว.ต่างประเทศ ได้ลงนามคำแถลงการณ์ร่วมกับฝ่ายกัมพูชาและยูเนสโก ในขณะเดียวกันพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ชุมนุมขับไล่เขาออกจากตำแหน่ง

- 28 มิ.ย. 2551 ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและ ครม. ยุติการดำเนินการตามมติ ครม. ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชาสนับสนุนให้กัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ไปจนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด

- 8 ก.ค. 2551 องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของกัมพูชาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่นครควิเบก ประเทศแคนาดา

เอกสารของ กต. ระบุว่า ภายหลังจากกัมพูชานำปราสาทพระวิหารไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ในเดือน ก.ค. 2551 ได้เกิดความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารมาเป็นลำดับ จนในที่สุดได้เกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาหลายครั้ง ได้แก่

- บริเวณเขาพระวิหาร ด้านภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ (ทางด้านตะวันตกของปราสาทพระวิหาร) ในเดือน ต.ค. 2551, เม.ย. 2552, ก.พ. 2554

- บริเวณพื้นที่กลุ่มปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ซึ่งห่างจากปราสาทพระวิหารประมาณ 140 กิโลเมตร ในเดือน เม.ย.- พ.ค. 2554

ปี 2554 กัมพูชายื่นคำขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วเมื่อปี 2505

28 เม.ย. 2554 กัมพูชาได้ยื่นคำขอดังกล่าวว่าไทยมีพันธกรณีที่ต้องเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

ดินแดนส่วนดังกล่าวถูกกำหนดขอบเขตในบริเวณปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงโดยเส้นที่ปรากฏบนแผนที่ภาคผนวก 1 หรือแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ที่กัมพูชาใช้แนบคำฟ้องของกัมพูชาในคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2505 ซึ่งฝ่ายไทยมองว่ามีการขีดเส้นเขตแดนล้ำเข้ามาในฝั่งไทย

กัมพูชายังขอให้ศาลโลกออกมาตรการชั่วคราว ได้แก่ ขอให้ไทยถอนกำลังทั้งหมดจากส่วนต่าง ๆ ของดินแดนกัมพูชาในพื้นที่ปราสาทพระวิหารทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข ห้ามไทยมีกิจกรรมทางทหารใด ๆในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เป็นต้น

เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ อธิบายเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกของประเทศไทยไว้ว่า "ประเทศไทยได้ยอมรับเขตอำนาจศาลฯ ล่วงหน้า โดยผลของการประกาศฝ่ายเดียว ตามข้อ 36 (2) ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยหนังสือลงวันที่ 20 พ.ค. 2493 (ยอมรับอำนาจศาลเป็นเวลา 10 ปี)" และ "หลังคดีปราสาทพระวิหารแล้ว ไทยไม่ได้ให้การยอมรับอำนาจของศาลโลกอีก ซึ่งหมายถึงการยอมรับอำนาจในคดีใหม่" (กระทรวงการต่างประเทศระบุตามเอกสารที่เผยแพร่ในเดือน ธ.ค. 2554)

กต. ระบุด้วยว่า "การยื่นคำขอต่อศาลโลกของกัมพูชาในครั้งนี้ (ปี 2554) ไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีใหม่ แต่เป็นการตีความคดีเก่าที่ศาลได้ตัดสินไปแล้วเมื่อปี 2505 ซึ่งไทยได้ยอมรับอำนาจศาลแล้ว ในครั้งนั้นจึงเป็นการถ่ายทอดมาจากคดีเดิม ทั้งนี้การยอมรับดังกล่าวครอบคลุมถึงการที่ศาลจะตีความและออกมาตรการชั่วคราวใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีหลักนี้ด้วย"

18 ก.ค. 2554 ศาลโลกมีคำสั่งมาตรการชั่วคราว โดยให้ไทยและกัมพูชาถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราว (Provisional Demilitarized Zone - PDZ) ที่ศาลฯ กำหนด และงดเว้นการดำเนินกิจกรรมที่ใช้อาวุธไปยังพื้นที่ดังกล่าว และไม่ให้ไทยขัดขวางการเข้าออกปราสาทพระวิหารโดยเสรีของกัมพูชา หรือการส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปยังบุคลากรที่ไม่ใช่ทหารของกัมพูชาที่อยู่ในปราสาทพระวิหาร

เขาพระวิหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images

ปี 2556 ศาลโลกตัดสินชี้ขาด

เดือน พ.ย. 2556 ศาลชี้ขาดเป็นเอกฉันท์โดยอาศัยการตีความคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ที่ตัดสินไว้ว่ากัมพูชามีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดของยอดเขาพระวิหาร และพื้นที่บริเวณปราสาทที่ไทยต้องถอนทหารนั้น คือยอดเขาพระวิหาร

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้น บรรยายสรุปต่อสื่อมวลชนว่า ศาลโลกไม่รับพิจารณาข้อเรียกร้องของกัมพูชาเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร และไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ผูกพันไทย ส่วนพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาท ศาลโลกเห็นว่าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กซึ่งจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร ไม่รวมถึงภูมะเขือ

ทั้งนี้ตามความเห็นของ เชิดชู รักตะบุตร อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า "คำพิพากษาทั้งสองครั้ง (2505 และ 2556) ยังไม่สามารถเฉลยข้อพิพาทระหว่างสองประเทศได้ทั้งหมด ซึ่งจะยังเป็นหน้าที่ของคู่ความทั้งสองที่จะต้องใช้วิธีเจรจากันต่อไป"