เปิดแผนผังคุก "เซดนายา" เรือนจำที่ชาวซีเรียเรียกว่า "โรงเชือดมนุษย์"

เรือนจำเซดนายา ถ่ายภาพโดยกลุ่มหมวกนิรภัยสีขาว (White Helmets) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปกป้องคุ้มครองพลเรือนชาวซีเรีย ถ่ายเมื่อเช้าวันจันทร์ 9 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, White Helmets

คำบรรยายภาพ, เรือนจำเซดนายา ถ่ายภาพโดยกลุ่มหมวกนิรภัยสีขาว (White Helmets) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปกป้องคุ้มครองพลเรือนชาวซีเรีย ถ่ายเมื่อเช้าวันจันทร์ 9 ธ.ค.
    • Author, แมตต์ เมอร์ฟี
    • Role, บีบีซีนิวส์

นับตั้งแต่ระบอบการปกครองของตระกูลอัสซาดถูกโค่นล้ม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา พลเมืองชาวซีเรียที่หวังจะทราบถึงข่าวคราวของญาติมิตรที่พลัดพรากจากกันไปนาน ต่างรีบพากันไปยังเรือนจำ "เซดนายา" (Saydnaya) คุกลับที่เลื่องชื่อในเรื่องของความทารุณโหดร้ายมากที่สุดของประเทศ

เรือนจำเซดนายาถูกสร้างขึ้นในช่วงต้นของทศวรรษ 1980 ในเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างไปทางตอนเหนือของกรุงดามัสกัสราว 30 กิโลเมตร ซึ่งชาวซีเรียต่างทราบกันดีว่า สถานที่แห่งนี้เป็นคุกที่ตระกูลอัสซาดใช้คุมขังศัตรูทางการเมืองและผู้ต่อต้านมานานหลายทศวรรษ

บรรดากลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนเรียกเรือนจำเซดนายาว่า "โรงเชือดมนุษย์" เพราะเชื่อว่ามีผู้ถูกคุมขัง, ถูกซ้อมทรมาน, และถูกสังหารไปหลายพันคนในเรือนจำดังกล่าว นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองของซีเรียเริ่มต้นขึ้นในปี 2011

แผนผังของเรือนจำเซดนายาถูกปิดเป็นความลับสุดยอด ทั้งยังไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นภาพถ่ายจากภายในคุกลับแห่งนี้มาก่อน ดังนั้นรายละเอียดเกี่ยวกับแผนผังของเรือนจำ จึงได้มาจากปากคำของอดีตผู้คุมและนักโทษเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนและกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้ช่วยให้ภาพรายละเอียดของแผนผังอาคารภายในเรือนจำเซดนายา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจแห่งระบอบอัสซาด ที่กดขี่ข่มเหงและทารุณโหดร้ายต่อประชาชนมาโดยตลอด

"โรงเชือด" ที่ถูกต่อเติมขยายพื้นที่เป็นวงกว้าง

การบริหารควบคุมเรือนจำเซดนายา อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยสารวัตรทหารและหน่วยข่าวกรองของกองทัพซีเรียมานานหลายสิบปี โดยเริ่มมีการก่อสร้างเรือนจำพื้นที่ 1.4 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 และเริ่มใช้เป็นสถานที่คุมขังนักโทษคนแรกในปี 1987 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีฮาฟีซ อัล-อัสซาด บิดาของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ครองอำนาจมาครบ 16 ปีพอดี

ในตอนที่เปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบแล้ว เรือนจำเซดนายาประกอบด้วยอาคารหลักที่ใช้คุมขังนักโทษสองแห่ง โดยกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนให้ข้อมูลว่า อาคารรูปตัวแอลสีขาวที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มอาคารในเรือนจำ เป็นสถานที่สำหรับคุมขังนายทหารและพลทหารในกองทัพที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ทรยศ

ส่วนอาคารสีแดงหรือสถานที่คุมขังหลักของเรือนจำนั้น มีไว้สำหรับศัตรูทางการเมืองผู้ต่อต้านระบอบอัสซาด โดยในช่วงแรกมักใช้คุมขังผู้ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มอิสลามฝ่ายต่อต้าน อาคารสีแดงนี้มีรูปทรงเป็นตัววาย (Y) ที่ดูเด่นสะดุดตา เพราะมีแนวของห้องขังที่ต่อเติมแยกออกมาจากศูนย์กลางถึง 3 ด้านด้วยกัน

นักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวออกมาบอกกับกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนว่า อาคารทั้งสองหลังสามารถคุมขังนักโทษได้ราว 10,000 - 20,000 คน ส่วนคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางออนไลน์มาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 8 ธ.ค. ซึ่งบีบีซีได้ตรวจสอบยืนยันแล้วว่าเป็นของจริง ก็แสดงให้เห็นภาพของห้องตรวจการณ์ที่ใช้เฝ้าระวังความปลอดภัยขนาดใหญ่ ซึ่งมีจอภาพของกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่เต็มไปหมด โดยดูเหมือนว่าจอภาพเหล่านั้นจะฉายภาพภายในห้องขังนักโทษหลายสิบห้อง

กราฟิค

รายงานเมื่อปี 2017 ที่จัดทำขึ้นโดยองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อ้างคำบอกเล่าของอดีตผู้คุมรายหนึ่งว่า หลังสงครามกลางเมืองของซีเรียเริ่มต้นขึ้นในปี 2011 นักโทษเก่าที่เป็นทหารถูกนำตัวออกไปจากอาคารสีขาวจนหมด เพื่อเตรียมพื้นที่ว่างสำหรับคุมขังนักโทษใหม่ที่เข้าร่วมการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด

อดีตผู้คุมรายหนึ่งบอกกับองค์การนิรโทษกรรมสากลว่า "นับแต่ปี 2011 เป็นต้นมา เรือนจำเซดนายากลายเป็นสถานที่คุมขังหลักสำหรับนักโทษการเมืองของซีเรีย"

รายงานดังกล่าวยังอ้างคำพูดของอดีตผู้คุมอีกรายหนึ่งที่บอกว่า นักโทษที่ถูกจองจำในอาคารสีแดงต่างถูกซ้อมทรมานเป็นประจำ ด้วยวิธีการทำร้ายร่างกายหลากหลายแบบ เช่นการทุบตีอย่างรุนแรง, การข่มขืน, รวมทั้งการให้นักโทษอดอาหารและไม่ได้รับยาที่จำเป็น

ด้านล่างของอาคารสีขาวคือ "ห้องประหารชีวิต" ซึ่งบรรดาผู้ที่ให้ปากคำกับองค์การนิรโทษกรรมสากลบอกว่า นักโทษจากอาคารสีแดงจะถูกนำตัวมาแขวนคอในห้องนี้

อดีตผู้คุมคนหนึ่งเล่าว่า รายชื่อของนักโทษในอาคารสีแดงที่จะต้องถูกประหารชีวิต จะส่งมาถึงอาคารสีขาวในช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน จากนั้นหน่วยทหารที่คุมเรือนจำจะนำนักโทษที่ถูกสั่งประหารชีวิตไปยังคุกใต้ดิน เพื่อทุบตีให้บาดเจ็บสาหัสเสียก่อน สถานที่ลับใต้ดินแห่งนี้บางครั้งสามารถจุคนได้สูงสุดถึง 100 คนเลยทีเดียว

อดีตนักโทษผู้หนึ่งเล่าว่า เมื่อถึงเวลาดึกสงัดประมาณเที่ยงคืนถึงตีสาม นักโทษที่ถูกทุบตีจนน่วมและมีผ้าผูกปิดตาไว้ จะถูกขนย้ายจากอาคารสีแดงโดยลงบันไดมายัง "ห้องประหารชีวิต" ในฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอาคารสีขาว ก่อนจะนำตัวขึ้นตะแลงแกงที่เป็นแท่นยกพื้นสูงหนึ่งเมตร ด้านบนมีบ่วงเชือก 10 วง ห้อยลงมา เพื่อเตรียมใช้แขวนคอเหล่านักโทษ

รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลยังระบุว่า เมื่อปี 2012 มีการต่อเติมขยายพื้นที่ของห้องประหารชีวิตให้กว้างขวางขึ้น โดยมีการก่อสร้างตะแลงแกงแห่งที่สอง ซึ่งสามารถแขวนคอนักโทษได้พร้อมกันถึงครั้งละ 20 ราย ภาพจากคลิปวิดีโอที่สื่อของกลุ่มกบฏเผยแพร่ทางออนไลน์หลังการล่มสลายของระบอบอัสซาด เผยให้เห็นนักรบของกลุ่มกบฏนำบ่วงเชือกจำนวนมากออกมาวางเรียงราย โดยอ้างว่าพวกเขาพบบ่วงเชือกหลายสิบวงเหล่านี้ตามห้องขังของเรือนจำเซดนายา

กลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนประมาณการว่า ระหว่างปี 2011-2018 มีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำเซดนายากว่า 30,000 คน ถูกสั่งลงโทษประหารชีวิตหรือเสียชีวิตไปจากการซ้อมทรมาน ซึ่งจำนวนนี้รวมถึงผู้เสียชีวิตจากการอดอาหารหรือไม่ได้รับยารักษาโรคด้วย ส่วนอดีตนักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวบางคน ให้ข้อมูลกับสมาคมผู้ถูกคุมขังที่สูญหายในเรือนจำเซดนายา (AMDSP) เมื่อปี 2022 ว่า มีผู้ถูกคุมขังอีกอย่างน้อย 500 ราย ต้องถูกประหารชีวิตไปในระหว่างช่วงปี 2018-2021

กราฟิค

เมื่อปี 2017 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลซีเรียอาจจะสร้างเตาเผาศพขึ้น ตรงสถานที่ทิ้งศพนักโทษที่ถูกสังหาร โดยในภาพถ่ายหนึ่งจะเห็นบริเวณดังกล่าวตั้งอยู่ตรงปีกเล็ก ๆ ที่เชื่อมต่อกับอาคารสีขาว ซึ่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของทางการซีเรียสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้น "เพื่อพยายามปิดบังกลบเกลื่อนระดับความรุนแรงของการสังหารหมู่ ที่เกิดขึ้นในเรือนจำเซดนายา"

ภาพถ่ายดาวเทียมของหน่วยงานสืบสวนในสหรัฐฯ ยังแสดงให้เห็นโครงสร้างของอาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่น่าจะถูกดัดแปลงเป็นสถานที่เผาทำลายศพ โดยร่องรอยของหิมะที่ละลายตัวบนหลังคาของอาคารดังกล่าว ถือเป็นหลักฐานสนับสนุนต่อข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ทางการสหรัฐฯ ยังบอกว่า มีนักโทษถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอที่เรือนจำเซดนายาอย่างน้อย 50 คนต่อวัน

กราฟิค

การรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา

นับตั้งแต่เริ่มมีการก่อสร้างเรือนจำเซดนายา สถานที่จองจำแห่งนี้มีการวางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนามาโดยตลอด รวมทั้งมีการตั้งกำแพงสูงใหญ่และหอสังเกตการณ์เอาไว้โดยรอบ รายงานประจำปี 2022 ขององค์กร AMDSP ระบุว่า ด้านนอกของเรือนจำมีกองทหาร 200 นาย จากกองทัพซีเรีย คอยเดินลาดตระเวนเพื่อตรวจตราอยู่เสมอ ทั้งยังมีกำลังทหารอีก 250 นาย จากหน่วยข่าวกรองของกองทัพและหน่วยสารวัตรทหาร คอยดูแลสอดส่องความปลอดภัยภายในเรือนจำอีกด้วย

ทหารจากกองพันที่ 21 แห่งกองทัพภาคที่ 3 ถูกเลือกมาให้เป็นผู้รักษาความปลอดภัยของเรือนจำนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากขึ้นชื่อว่ามีความจงรักภักดีต่อตระกูลอัสซาดอย่างสูง เหล่าผู้บัญชาการของทหารในกองพันนี้ ล้วนเป็นเชื้อสายของชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมนิกายอะละวี (Alawite) เช่นเดียวกับประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด

นับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบอัสซาด พลเรือนชาวซีเรียได้รับคำเตือนจากกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ไม่ให้บุกฝ่าเข้าไปในเขตเรือนจำเซดนายาโดยพลการ เนื่องจากด้านนอกของเรือนจำมีกับระเบิดฝังอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีปืนใหญ่ต่อต้านรถถังหลายกระบอกตั้งล้อมอยู่โดยรอบ ซ้ำยังมีทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคลฝังล้อมอยู่เป็นวงที่สองรอบศูนย์กลางของเรือนจำด้วย

กราฟิค

ภาพจากกลุ่มหมวกนิรภัยสีขาว (White Helmets) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปกป้องคุ้มครองพลเรือนชาวซีเรีย แสดงให้เห็นกำแพงสูงที่ติดตั้งลวดหนามไว้ด้านบน ล้อมอยู่โดยรอบเรือนจำเซดนายา ส่วนหอตรวจการณ์เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยก็มีอยู่หลายแห่ง โดยกระจายกันอยู่ในบริเวณโดยรอบ

ที่ผ่านมารัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาด ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากบรรดาองค์กรระหว่างประเทศอยู่เสมอ โดยบอกว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่มีมูลและไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

องค์การนิรโทษกรรมสากลแถลงในนามของครอบครัวชาวซีเรียที่สงสัยว่า ญาติมิตรของตนอาจถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเซดนายา โดยระบุว่าการล่มสลายของระบอบอัสซาดนั้น "ได้ให้ความหวังเพิ่มขึ้นว่าในที่สุด พวกเขาอาจได้ล่วงรู้ถึงชะตากรรมของผู้เป็นที่รักที่สูญหาย ซึ่งในบางกรณีอาจเป็นในอีกหลายสิบปีข้างหน้า"