เกาะติดบรรยากาศหลังเปิดหีบเลือกตั้ง สส. และประชามติ 2569 พบการฉีกบัตรเลือกตั้ง-พบผู้ต้องหาซื้อเสียงหลายจังหวัด

ที่มาของภาพ, คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ในการเลือกตั้งทั่วไปในวันนี้ (8 ก.พ.) ถือเป็นวันที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน จะเป็นผู้กำหนดอนาคตประเทศไทยอีก 4 ปี ข้างหน้า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ประกาศตัวเลขเป้าหมายในการออกไปใช้สิทธิ โดยบอกเพียงว่า "ไม่น้อยกว่าเดิม" จากรอบก่อนตั้งเป้าหมายที่ 80%
ทั้งนี้ ในจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด แบ่งเป็น ชาย 25,278,046 คน และหญิง 27,644,877 คน
ก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา มีประชาชนลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตและนอกเขตเลือกตั้ง จำนวน 2,410,425 คน
นอกจากวันนี้จะเป็นวันเลือกตั้งแล้ว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งยังมีโอกาสในการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีคำถามเพียงข้อเดียวว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็น "ประตูบานแรก" ที่จะชี้ชะตาว่า การพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกปิดตายหรือได้ไปต่อ ซึ่งยังต้องผ่านประตูอีกหลายบาน และยังต้องอาศัยคะแนนเสียงสนับสนุนจากทั้ง สว. และ สส. ด้วยในหลายขั้นตอน
โดยในวันนี้ กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะเปิดคูหาให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติตั้งแต่เวลา 8.00 - 17.00 น. โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
เมื่อวานนี้ (7 ก.พ.) ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. เปิดเผยสื่อมวลชนว่า จากข้อมูลล่าสุด ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตามที่ ผอ. การเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง พบว่ามีผู้สมัครขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม จำนวน 18 ราย จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อดังกล่าว เพราะหากไปกากบาทในช่องเลือกผู้สมัครรายดังกล่าวก็จะทำให้กลายเป็นบัตรเสีย ซึ่งในส่วนของประชาชนที่ได้เลือกบุคคลที่ถูกถอนชื่อทั้ง 18 รายไปแล้วในการเลือกตั้งล่วงหน้า บัตรเลือกตั้งดังกล่าวก็จะกลายเป็นบัตรเสียทันที
นอกจากนี้ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ศาลฎีกายังมีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้ง 31 ราย จาก 20 พรรคการเมือง
สำหรับผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อจะไม่กระทบกับการลงคะแนนเลือกพรรค เพราะกฎหมายกำหนดให้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคละ 1 บัญชี ไม่เกิน 100 รายชื่อ ดังนั้นการถอนรายชื่อผู้สมัครรายใดก็ไม่กระทบกับพรรค ยังสามารถเลือกพรรคได้ตามปกติ
ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า ได้มีการประสานไปยัง กกต.จังหวัด ให้ดำเนินการแก้ไขรายชื่อผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิออกจากหน้าหน่วย รวมถึงบนบัตรเลือกตั้งจะขีดฆ่ารายชื่อผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิออก เพราะหากประชาชนไปกากบาทเลือกในช่องดังกล่าวก็จะกลายเป็นบัตรเสีย

ที่มาของภาพ, Reuters
กกต. ชี้แจง กรณีพบการฉีกบัตร-พบผู้ต้องหาซื้อเสียงหลายจังหวัด
ต่อมาในเวลา 13.30 น. ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการการเลือกตั้ง แถลงความคืบหน้าเกี่ยวกับความผิดพลาดในระหว่างการจัดการเลือกตั้งว่า พบการฉีกบัตรเลือกตั้งเกิดขึ้นหลายกรณี อย่างเช่นกรณีของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางคนมีอาการเมาสุราในบางจังหวัด โดย กกต. ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งได้ดำเนินการแจ้งความบันทึกประจำวันไว้แล้ว
ขณะที่ในกรณี จ.น่าน ที่มีกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งฉีกบัตรเลือกตั้งเสียหายถึง 69 ใบ นั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร อธิบายว่า ที่จริงตามกฎหมายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานหรือประชาชนผู้มาใช้สิทธิ หากผู้ใดทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดเสียหาย ในเบื้องต้นแล้วก็ต้องมีการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีก่อน ส่วนจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่นั้น กกต. ระบุว่าขอตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อน
นอกจากนี้ยังพบพื้นที่ในกรุงเทพฯ บางส่วน มีการติดป้ายอย่างไม่ถูกต้องหรือบางอย่างไม่ครบถ้วนตามการแจ้งเข้ามาของประชาชน ในขณะนี้ได้แจ้งไปยังกรุงเทพมหานครเพื่อปรับปรุงแก้ไขแล้ว
"สำหรับปัญหาที่หน่วยออกเสียงประชามตินอกเขต ใน อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่มีบัญชีรายชื่อหายไปทั้งหน่วย ได้ประสานไปยังผู้อำนวยการเลือกตั้ง จ.เชียงใหม่ ว่า มีผู้ลงทะเบียนในหลาย ๆ จังหวัด ซึ่งมีการแยกเป็นหลายจังหวัด ผู้ลงใช้สิทธิอาจจะมองไม่ครบเลย ที่จริง ๆ เขาติดไว้ครบถ้วนครับ และจะมีบัญชีชุดหมายเหตุการลงคะแนนมีครบถ้วนทุกจังหวัด" ว่าที่ ร.ต.ภาสกร อธิบาย
ขณะที่ ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการการเลือกตั้ง เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ได้มีการจับกุมผู้ซื้อเสียงเพิ่มเติมที่ จ.นครศรีธรรมราช จับผู้ต้องหาได้ 1 คนพร้อมกับเงินสด 2,000 บาท ส่วนที่ จ.ราชบุรี เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานกันจับกุมผู้ต้องหา 3 คน พร้อมกับเงินสด 83,000 บาท ที่ จ.สุราษฏร์ธานี จับกุมผู้ต้องหาได้เพิ่มเป็น 6 คน พร้อมโพยรายชื่อและเงินสด 100,000 บาท ขณะนี้กำลังสอบสวนและขยายผลอยู่

ที่มาของภาพ, Getty Images

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Reuters

ที่มาของภาพ, Reuters

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Getty Images

ที่มาของภาพ, EPA/Shutterstock

ที่มาของภาพ, Reuters
หลังจากปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. กกต. จะเริ่มทยอยเผยแพร่ผลอย่างไม่เป็นทางการให้ประชาชนทราบแล้ว โดยคาดว่าจะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเกิน 90% ของทั้งหมด ได้ในเวลาประมาณ 21.00 - 23.00 น.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อ่านรายงานอื่น ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569
- ประวัติฉบับย่อแคนดิเดตนายกฯ เลือกตั้ง 2569
- เช็กสิทธิเลือกตั้ง ลงประชามติ 2569 แจ้งสิทธิไม่ไปเลือกตั้งอย่างไร หากไม่ไปใช้สิทธิ ผลที่ตามมาคืออะไร
- เปิดไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาล หลังเลือกตั้ง 2569 ไทยจะมีนายกรัฐมนตรีคนถัดไป และ ครม.ใหม่ เมื่อใด
- เช็กจุดยืนพรรคการเมือง พรรคไหน เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่
- เช็กจุดยืนพรรคการเมืองหลักต่อการปราบ ทุนเทา-คอร์รัปชัน ก่อนเข้าคูหา 8 ก.พ. 2569
- สำรวจนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคหลัก เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ประชาชน ก่อนเลือกตั้ง 69
60 พรรคส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในรอบ 2 ปี
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 1,570 คน โดยมาจาก 57 พรรคการเมือง
ส่วนผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง มีจำนวน 3,526 คน โดยมาจาก 60 พรรคการเมือง
ทว่าก่อนถึงวันเลือกตั้ง ศาลฎีกามีคำสั่งให้ถอนชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. รวม 49 คน โดยเป็น สส.แบบแบ่งเขต 18 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 31 คน หลัง กกต. ตรวจสอบพบว่าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้เป็นผู้สมัคร สส.
ท้ายที่สุดจึงเหลือผู้สมัครเข้าสู่สนามเลือกตั้งทั้งสิ้น 5,078 คน
ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่คว้าชัยชนะในวันนี้ จะได้เข้าไปทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 โดยมีเพื่อนร่วมสภาทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 100 คน
ในปีนี้ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่ส่ง สส.บัญชีรายชื่อเต็มบัญชี 100 คนคือ พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม ขณะที่พรรคประชาชนส่ง 99 คน ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ส่งพรรคละ 98 คน
เตรียมตัวก่อนเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติอย่างไร

ที่มาของภาพ, DOPA
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติได้ ที่เว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โดยจะมีตัวเลือกให้ตรวจสอบสองส่วนคือ "ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" กับ "ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ"
เมื่อคลิกเข้าไปแล้ว ผู้ที่ต้องการตรวจสอบสิทธิให้กรอกข้อมูลเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อค้นหาข้อมูลเขตออกเสียง, หน่วยออกเสียง, สถานที่ออกเสียง และลำดับที่ในบัญชีรายชื่อของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ
สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต ข้อมูลจะปรากฏเช่นเดียวกัน
วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ต้องเตรียมตัวและทำอะไรบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 คูหาเลือกตั้งจะเปิดให้ผู้ใช้สิทธิ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. โดยเตรียมหลักฐานแสดงตน เช่น
- บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ใช้ได้)
- บัตร/หลักฐานอื่นของราชการที่มีรูปถ่ายและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (ที่ยังไม่หมดอายุ)
- แอปพลิเคชัน ได้แก่ ThaID (บัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์), DLT QR LICENCE (ใบอนุญาตขับขี่อิเล็กทรอนิกส์), PWD (แอปพลิเคชันบัตรคนพิการ)

และเมื่อเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้งแล้ว จะมีขั้นตอนต่าง ๆ คือ
- ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติที่หน้าหน่วย
- แสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้งต่อกรรมการประจำหน่วย โดย "ยื่นหลักฐานแสดงตน" และ "แจ้งลำดับที่" ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สส.
- ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง สส. และรับบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ (สีเขียว และสีชมพู)
- เข้าคูหา กาเครื่องหมายลงคะแนน พับบัตรเลือกตั้ง สส. ตามรอยพับ และหย่อนบัตรลงหีบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทให้ถูกต้อง
- เดินไป "แสดงตนออกเสียงประชามติ" โดยยื่นหลักฐานแสดงตนที่จุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกัน
- ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ และรับบัตรออกเสียงประชามติ
- แสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้งต่อกรรมการประจำหน่วย โดย "ยื่นหลักฐานแสดงตน" และ "แจ้งลำดับที่" ตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ
- ลงลายมือชื่อที่ต้นขั้วบัตรออกเสียงประชามติ และรับบัตรออกเสียงประชามติ 1 ใบ (สีเหลือง)
- เข้าคูหาและเลือกลงคะแนนในช่อง "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" หรือ "ไม่แสดงความคิดเห็น" โดยเลือกเฉพาะช่องใดช่องหนึ่ง
- พับบัตรตามรอยพับ และนำบัตรไปหย่อนลงในหีบบัตรออกเสียงประชามติ




ข้อห้ามในการเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติ
กฎหมายเลือกตั้งกำหนดข้อห้ามต่าง ๆ ที่ผู้มีสิทธิต้องระวัง อาทิ
- ห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นไม่ลงคะแนน โดยสำหรับการเลือกตั้ง สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี สำหรับการประชามติ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ห้ามเล่นพนันขันต่อใด ๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้เล่นมีกําหนด 10 ปีและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้จัดให้มีการเล่น
- ห้ามลงคะแนนเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติโดยที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ หรือด้วยการแสดงหลักฐานที่ไม่ใช่ของตัวเอง สำหรับประชามติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ห้ามจงใจทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย หรือทำให้บัตรเสีย และในทางกลับกันก็ห้ามทำให้บัตรเสียกลายเป็นบัตรที่ใช้ได้ หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี
- ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนเลือกแล้ว โดยสำหรับการเลือก สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ สำหรับการประชามติมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ห้ามนำบัตรเลือกตั้ง/บัตรออกเสียงประชามติ ออกไปจากที่เลือกตั้ง/ที่ออกเสียงประชามติ โดยสำหรับการเลือกตั้ง สส. หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี สำหรับการประชามติมีโทษจำคุกไม่เกิน5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ห้ามขัดขวาง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง/ออกเสียงประชามติไปลงคะแนนได้ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 10 ปี
- ห้ามก่อความวุ่นวายขึ้นในที่ออกเสียงประชามติ หรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรค แก่การออกเสียง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- ห้ามหาเสียงเลือกตั้งแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง นับตั้งแต่เวลา 18:00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง หากฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
- ห้ามขาย แจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง/เขตออกเสียงประชามติ ในระหว่างเวลา 18:00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วันจนถึงเวลา 18:00 น. ของวันเลือกตั้ง/วันออกเสียง หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หมายเหตุ: บทความนี้รวบรวมข้อมูลจาก "คู่มือประชาชน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป (กรณียุบสภา) วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569" และ "คู่มือประชาชน การออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569" และข้อมูลอื่น ๆ บนเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
































