เปิดไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาล หลังเลือกตั้ง 2569 ไทยจะมีนายกรัฐมนตรีคนถัดไป และ ครม.ใหม่ เมื่อใด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 นับจากวันเลือกตั้งคือวันที่ 14 พ.ค. 2566 ใช้เวลากว่า 3 เดือน กว่าที่จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการมาจนถึงแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีและแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก็ใช้เวลาเกือบ 4 เดือนเต็ม
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ในปี 2569 สื่อไทยหลายสำนักคาดการณ์ช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะได้รัฐบาลใหม่คือ ในเดือน มิ.ย. 2569 สอดคล้องกับลำดับเวลาในการเลือกตั้งครั้งก่อน
หลังปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ก.พ. 2569 บีบีซีไทยไล่เรียงว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในลำดับขั้นตอนถัดไป จนถึงวันที่เราจะได้รัฐบาลใหม่
วันเลือกตั้ง 8 ก.พ. กกต. รายงานผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ
หลังปิดหีบเลือกตั้งและออกเสียงประชามติในเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ก.พ. จะเข้าสู่กระบวนการนับคะแนนและรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการในทันที โดยประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งที่ได้รับมอบหมาย จะต้องประกาศปิดการออกเสียงลงคะแนน
อย่างไรก็ดี หากในเวลานั้นมีผู้มีสิทธิมายังที่เลือกตั้งก่อนแล้ว แต่ยังไม่ได้แสดงตัวหรือรับบัตรลงคะแนน ยังสามารถใช้สิทธิได้ แต่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจะต้องบันทึกลงในรายงาน
จากนั้นจะมีการนับคะแนน ณ หน่วยเลือกตั้ง โดยเปิดเผยต่อหน้าประชาชนจนเสร็จสิ้นกระบวนการ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่าเมื่อการนับคะแนนเสร็จสิ้น กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะบันทึกผลและอัปโหลดเข้าสู่ระบบ ECT Report 69 โดยจะต้องถ่ายภาพแบบรายงานผลการนับคะแนน, กรอกข้อมูลตัวเลขจำนวนผู้มีสิทธิ จำนวนบัตร และตัวเลขคะแนนทั้งการเลือกตั้ง สส. และประชามติ ก่อนจะตรวจสอบความถูกต้องและส่งข้อมูลไปยังศูนย์รวมคะแนนอำเภอ
จากนั้น ศูนย์รวมคะแนนอำเภอ หรือ อนุ กกต. เขต จะทำการตรวจสอบความถูกต้อง และยืนยันข้อมูลเข้าระบบ ซึ่งข้อมูลคะแนน สส. ทั้งแบบแบ่งเขต, บัญชีรายชื่อ และคะแนนประชามติ จะแสดงผ่าน Dashboard บนเว็บไซต์ ectreport69.ect.go.th และผ่านพันธมิตรสื่อที่รายงานผลแบบเรียลไทม์ โดยเริ่มรายงานตั้งแต่เวลา 18.30 น. และระบบจะรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการไม่เกิน 95% ของจำนวนหน่วยเลือกตั้งในแต่ละเขต
อย่างไรก็ดี ผลคะแนนอย่างเป็นทางการยังต้องรอ กกต. ประกาศตามลำดับขั้นตอนทางกฎหมาย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
อ่านรายงานอื่น ๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569
ประกาศผลการเลือกตั้ง สส. - ประชามติอย่างเป็นทางการ / สส.รายงานตัว
ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดไว้ว่าวันที่ 11 ก.พ. จะเป็นวันที่คาดว่าจะประกาศผลการออกเสียงประชามติ ซึ่งเร็วกว่าวันสุดท้ายที่ กกต. จะประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ซึ่งกำหนดไว้วันที่ 9 เม.ย.
อย่างไรก็ดี กกต. สามารถประกาศผลการลงประชามติได้ไม่เกิน 30 วัน นับจากวันออกเสียง นั่นหมายความว่าการประกาศผลประชามติอาจเกิดขึ้นหลังจากวันที่ กกต. เคยกำหนดไว้เบื้องต้นก็ได้ แต่จะไม่เกินกรอบเวลานี้
ส่วนการเลือกตั้ง สส. มีกรอบเวลาที่ กกต. จะต้องประกาศผลภายใน 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง หลังเชื่อได้ว่าการเลือกตั้ง "สุจริตและเที่ยงธรรม" และได้ผลการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 95% ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด
แม้ระเบียบจะให้เวลาถึงสองเดือน แต่การประกาศผลการเลือกตั้ง สส. อย่างเป็นทางการ อาจเกิดขึ้นก่อน 9 เม.ย. ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้ง สส. ปี 2566 กกต. ใช้เวลาเพียง 1 เดือนเศษ โดยประกาศผลเลือกตั้งในวันที่ 19 มิ.ย. 2566 นับจากวันเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 14 พ.ค. 2566
จากนั้น สส.ที่ได้รับเลือกตั้งจะต้องนำเอกสารเข้าไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรที่อาคารรัฐสภา
ส่วนเงื่อนไขของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็น สส. ถูกกำหนดไว้ดังนี้
- แบบแบ่งเขต
ต้องเป็นผู้ที่ "ได้รับคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งและมีคะแนนสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด" โดยหากมีผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากันหลายคน ต้องใช้วิธีจับสลาก และหากคะแนนเสียง "ไม่เลือกผู้ใด" มีมากกว่าคะแนนผู้สมัครทุกรายในเขตนั้น กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยผู้สมัครเดิมไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
- แบบบัญชีรายชื่อ
คำนวนโดยนำผลคะแนนทั้งหมดมาหารหาค่า "คะแนนเฉลี่ยต่อ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน" โดยหากมีเศษ กกต. จะจัดสรรโควต้าให้ตามเศษจากมากไปน้อย และหากเศษเท่ากันให้จะจับสลาก จนได้ สส.บัญชีรายชื่อครบจำนวน 100 คน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทั้งนี้ ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในบางเขตเลือกตั้งและสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่ได้ หากพบว่าผู้สมัคร สส. รายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ภายใน 30 วันหลังประกาศผลเลือกตั้งแล้ว กฎหมายยังเปิดช่องให้ผู้มีสิทธิยื่นคัดค้านต่อ กกต. กรณีที่พบว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต/เที่ยงธรรม หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
เปิดประชุมสภาครั้งแรก เลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ
ภายหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส. แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ว่าให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก ภายใน 15 วัน
ดังนั้นหากเทียบเคียงกับกรอบเวลาที่ กกต. จะต้องประกาศผลไม่เกินวันที่ 9 เม.ย. นั้น หมายความว่าภายในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรืออาจจะก่อนหน้านั้น เราจะได้เห็นการประชุมสภาครั้งแรก ซึ่งจะถือเป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจําปีครั้งที่หนึ่ง
โดยสิ่งที่ต้องเริ่มทำภายหลังจากการเปิดประชุมสภา คือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 ตำแหน่งก่อน โดยประธานสภาฯ จะเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป
ประชุมสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ / โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ โดยต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาไว้ว่าจะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีภายในกี่วัน
สื่อไทยหลายสำนัก อาทิ โพสต์ทูเดย์เอ็นบีที และฐานเศรษฐกิจ คาดการณ์สอดคล้องกันว่าประเทศไทยจะได้นายกฯ คนใหม่ในช่วงเดือน พ.ค. และจะได้รัฐบาลใหม่ภายเดือน มิ.ย.
ช่วงเวลาที่สำนักข่าวทั้ง 3 แห่งคาดการณ์สอดคล้องกับลำดับเวลาในการเลือกตั้ง สส.ครั้งก่อนเมื่อปี 2566 ที่ใช้เวลาเกือบ 4 เดือนนับจากวันเลือกตั้ง สส. ในวันที่ 14 พ.ค. 2566 กว่าที่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน จะได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 11 ก.ย. 2566
ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ โดยพรรคดังกล่าวจะต้องมีสมาชิกได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวน สส. ทั้งหมด เท่ากับว่านายกฯ จะต้องมาจากพรรคที่มี สส. ในสภาอย่างน้อย 25 คน โดยการเสนอชื่อจะต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ หรือคือ 50 คน และผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องได้เสียงจาก สส. เกินกึ่งหนึ่ง
เงื่อนไขนี้แตกต่างจากในการจัดตั้งรัฐบาลปี 2566 ที่การโหวตนายกรัฐมนตรียังต้องผ่านเสียง สว. ร่วมเห็นชอบด้วย คือต้องได้เสียงกึ่งหนึ่งจากสองสภา (สส. + สว.) รวมกัน ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญปี 2560
แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี / แถลงนโยบายต่อรัฐสภา
หลังจากได้นายกรัฐมนตรีแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีรัฐมนตรีอื่น ๆ นอกจากนายกฯ ได้ไม่เกิน 35 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
โดยก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ และนับจากวันที่เข้ารับหน้าที่ภายใน 15 วัน คณะรัฐมนตรีก็ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
และภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภา โดยมาจาก สส. ที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาซึ่งมีสมาชิกมากที่สุดและสมาชิกมิได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี หรือประธานสภาราษฎร/รองประธานสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ ลำดับเวลาการจัดตั้งรัฐบาลตามที่มีการคาดการณ์ไว้อาจคลาดเคลื่อนได้หาก กกต. ประกาศผลการเลือกตั้งเร็ว หรือมีปัจจัยอื่น ๆ ทางการเมือง เนื่องจากในบางขั้นตอนกฎหมายก็ไม่ได้ล็อกกรอบเวลาที่ชัดเจน































