รวมประเด็นสำคัญ ลงประชามติ 2569 แก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องอะไร เช็กสิทธิ ขั้นตอน ออกเสียง นอกเขต อย่างไร

.

ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong/Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงตัวอย่างบัตรออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ ระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการกงสุล ถึงความพร้อมการเลือกตั้ง 2569 (ภาพเมื่อ 9 ม.ค.)

ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 วาระสำคัญนอกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ยังมีวาระการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีข้อคำถามเดียวว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"

การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็น "ประตูบานแรก" ที่ชี้ชะตาว่าการพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกปิดตายหรือได้ไปต่อ ซึ่งยังต้องผ่านประตูอีกหลายบาน และยังต้องอาศัยคะแนนเสียงจากหลายฝ่าย รวมถึง สว. และ สส.

ก่อนการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ นี่คือคำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการทำประชามติที่จะเกิดขึ้น บีบีซีรวบรวมคำตอบมาดังนี้

"บัตรออกเสียงประชามติ" คืออะไร และเรากำลังจะออกเสียงประชามติในเรื่องอะไร

.
คำบรรยายภาพ, บัตรออกเสียงประชามติ (บัตรสีเหลืองทางขวาสุด) มีคำถามเดียวคือ "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บัญญัติคำว่า "ประชามติ" (Referendum) หมายถึง มติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายสำคัญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินในปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ

พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 รองรับ "การออกเสียงประชามติ" ในกรณีต่าง ๆ ประกอบด้วย

  • การออกเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
  • การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
  • การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียง
  • การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ
  • การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่า การออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ จะกระทำมิได้

"บัตรออกเสียงประชามติ" ที่พลเรือนไทยอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีมีสิทธิได้กาในวันที่ 8 ก.พ. 2569 คือการประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเป็น "ขั้นแรก" ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนของการทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง

การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. 2569 มีประเด็นคำถามเดียวคือ "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ซึ่งผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถกา "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" "หรือไม่แสดงความคิดเห็น" ก็ได้

โดยหากผลการออกเสียงได้ข้อสรุปประชามติว่า "ไม่เห็นชอบ" ผลก็คือจะไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่หากผลการออกเสียงได้ข้อสรุปว่า "เห็นชอบ" ผู้มีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมก็สามารถเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้

ตรวจสอบรายชื่อที่ไหน ขั้นตอนการใช้สิทธิเป็นอย่างไร

ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติตามกฎหมาย คือผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี, มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันออกเสียง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันออกเสียง

คุณสามารถตรวจสอบรายชื่อว่าตัวเองเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติหรือไม่ และตรวจสอบสถานที่ที่ต้องไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ได้ที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง

หากคุณลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. ไว้แล้ว เมื่อถึงวันที่ 8 ก.พ. ต้องไปยังสถานที่ใช้สิทธิตามที่หน้าเว็บไซต์ข้างต้นระบุ โดยนำหลักฐานแสดงตนไปแจ้งขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งคุณจะสามารถออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงได้เฉพาะกรณีที่คุณได้ "ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต" ไว้ก่อนแล้ว

แต่หากคุณไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเอาไว้ วันที่ 8 ก.พ. คุณจะได้กาบัตร 3 ใบ คือบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ และบัตรออกเสียงประชามติอีก 1 ใบ โดยต้องแสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. กาบัตรและหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง สส. ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงแจ้งขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติแยกกันและกาออกเสียงในบริเวณหน่วยเลือกตั้งนั้น

.
.

ไม่ไปลงประชามติได้ไหม และถ้าไม่ไปต้องทำอย่างไร

ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่ไม่ไปใช้สิทธิและไม่ได้แจ้งสาเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงได้ จะถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ ทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันออกเสียงที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ ดังนี้

  • สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
  • สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
  • สิทธิเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ
  • สิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
  • สิทธิดำรงตำแหน่งรองผู้บริหาร/เลขานุการผู้บริหาร/ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น หรือเป็นที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น

หากคุณไม่อยากเสียสิทธิต่าง ๆ ข้างต้นจากการที่ไม่ได้ไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. จะต้องแจ้งสาเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงได้ โดยสามารถแจ้งออนไลน์ได้ที่ "ระบบการแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์" ของกรมการปกครอง

การแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จะต้องทำในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งมีช่วงก่อนและหลังวันออกเสียงประชามติ คือ

  • ก่อนวันออกเสียง ช่วงวันที่ 14 ม.ค. – 7 ก.พ.
  • หลังวันออกเสียง ช่วงวันที่ 9 – 15 ก.พ.

ข้อถกเถียงต่าง ๆ ในสังคมมีอะไรบ้าง

  • เห็นชอบ "ประชามติ" เท่ากับเซ็นเช็คเปล่าแก้รัฐธรรมนูญโดยทันทีหรือไม่ ?

ฝ่ายที่แสดงตัวชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อ้างข้อคำถามในการจัดทำประชามติครั้งนี้ที่ถามผู้มีสิทธิออกเสียงว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" เป็นการให้ประชาชน "เซ็นเช็คเปล่า" ให้ความเห็นชอบว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่ยังไม่ทราบว่ารายละเอียดภายในจะเป็นอย่างไร

แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ต่อให้การจัดทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ได้ผล "เห็นชอบ" เส้นทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน

เอกสาร "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 นั้น จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง

การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. คือการออกเสียงประชามติ "ครั้งแรก" โดยหากผลการออกเสียง "ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จะเป็นการปิดประตูให้ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่หากได้ผลว่าคน "เห็นชอบ" ก็จะเป็นการเปิดประตูบานแรกให้มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ผล "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ขึ้นอยู่กับ "เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง" โดยมีเงื่อนไขคือคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น

จากนั้น "ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จะต้องผ่านการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภารวม 3 วาระ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ต้องนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ "ครั้งที่สอง" เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้ออกเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่กับหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ขั้นตอนต่อไปจึงจะเป็นการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจะต้องเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบและดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ "ครั้งที่สาม" เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้ออกเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 256 ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ต้องอาศัยเสียง สว. เห็นชอบด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 ในวาระหนึ่ง (ขั้นรับหลักการ) และวาระสาม (ขั้นสุดท้ายหลังผ่านการพิจารณาเรียงลำดับมาตรามาแล้ว) โดยในวาระสามยังต้องอาศัยเสียงจาก สส.ฝ่ายค้านเห็นชอบอีกอย่างน้อย 20% ด้วย

ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญในมาตรา 256 เพื่อปลดล็อกการต้องใช้เสียง สว. มาเห็นชอบรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมรัฐสภามีมติ 329 ต่อ 302 ไม่เห็นด้วยกับการตัดอำนาจของ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคร่วมรัฐบาล และ สว. ร่วมโหวตสนับสนุนการคงอำนาจของวุฒิสภาเอาไว้ ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาในคืนวันเดียวกัน

  • การแก้รัฐธรรมนูญ เท่ากับการแก้ ม.112 หรือไม่

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่มักถูกเขียนในรูปย่อว่า "ม.112" คือกฎหมายคนละฉบับกัน

ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. 2519 มาตรา 112 กำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่หมิ่นสถาบันฯ โดยบัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี"

ขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มี "หมวด 2" ที่ระบุบทบัญญัติหลายมาตราเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ อาทิ มาตรา 6 ที่ระบุว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้" ทว่าไม่ได้ระบุโทษไว้

รัฐธรรมนูญปี 60 ยังมีมาตรา 5 ที่บัญญัติไว้ด้วยว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับ มิได้" หมายความว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ก็จะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี การที่ "รัฐธรรมนูญ" และ "ม.112" คือกฎหมายคนละฉบับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงยังไม่ใช่การแก้ ม.112 ไปโดยปริยาย เพราะหากต้องการให้มีการแก้ไขมาตรานี้ จะต้องไปแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา

  • การกาเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ เท่ากับการล้มล้างการปกครองหรือไม่ เกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ ?

ภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน การล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีบทบัญญัติหลายข้อที่ระบุถึงการห้าม "เปลี่ยนแปลง" หรือ "ล้มล้าง" การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุไว้ว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้"

และในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 49 ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้" โดยให้สิทธิผู้ใดก็ตามที่ทราบถึงการกระทำนั้น สามารถร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว

ในอดีตเคยมีหลายกรณีที่มีผู้ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยสั่งให้เลิกการกระทำ บทความของ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ the101.world เมื่อ 28 ส.ค. 2568 ระบุว่าการให้สิทธิบุคคลร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อพบเห็นการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองนั้น มีบัญญัติไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี 40 แล้ว

เขาไล่เรียงสถิติคดีล้มล้างการปกครองที่มีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีทั้งสิ้น 13 คดี ในช่วงปี 2549 – 2567 ซึ่งผลของคดีมีทั้งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจำหน่ายคดีหรือยกคำร้อง, วินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง

คดีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ คดีชุมนุมธรรมศาสตร์ (คำวินิจฉัยที่ 19/2564) และคดีอิลลูมินาติ (คำวินิจฉัยที่ 1/2563) ซึ่งคดีอิลลูมินาติ ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง ขณะที่คดีชุมนุมธรรมศาสตร์ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและสั่งให้เลิกการกระทำ

ทั้งนี้ ระบอบการปกครองแบบ "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ถูกระบุไว้ในหมวด 1 ของรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็น "บททั่วไป" มีบทบัญญัติ อาทิ การห้ามแบ่งแยกประเทศ อำนาจอธิปไตยของคนไทย รวมถึงการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล

ส่วนหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปี 60 คือหมวดที่ว่าด้วย "พระมหากษัตริย์" ซึ่งระบุถึงฐานะ รวมถึงตำแหน่งหน้าที่ของพระมหากษัตริย์และองคมนตรี

หมวดอื่น ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 60 ประกอบด้วยหมวดที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย, หน้าที่ของปวงชนชาวไทย, หน้าที่ของรัฐ, แนวนโยบายแห่งรัฐ, รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี, การขัดกันแห่งผลประโยชน์, ศาล, ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, องค์กรอัยการ, การปกครองส่วนท้องถิ่น, การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ