สำรวจนโยบายเศรษฐกิจ 4 พรรคหลัก เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ประชาชน ก่อนเลือกตั้ง 69

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 4 นาที
ท่ามกลางการหาเสียงที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ขณะเดียวกันก็เข้าใกล้วันเลือกตั้งไปทุกที หลายคนก็ตั้งตารอวันเลือกตั้งใหญ่ ในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ พรรคการเมืองทั้งน้อยใหญ่ต่างก็ชูนโยบายที่พวกเขาเชื่อว่าจับต้องได้มากที่สุดอย่างนโยบายเศรษฐกิจมาเป็นหนึ่งในอาวุธหลักเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเสียงสนับสนุน
ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยรวบรวมรายละเอียดนโยบายด้านเศรษฐกิจของ 4 พรรคการเมืองหลัก ที่อาจจะเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล โดยประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย, ประชาธิปัตย์, ภูมิใจไทย และ ประชาชน โดยจะเรียงรายละเอียดของนโยบายแต่ละพรรคตามลำดับหมายเลขพรรคจากน้อยไปมาก
ใหญ่ไปเล็ก: จากจีดีพีประเทศสู่เศรษฐกิจปากท้อง
พาดหัวข่าวบนสื่อเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นการประเมินจากต่างชาติว่าอีกไม่นาน หรือแม้แต่บางมิติในปีนี้เอง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามจะเติบโตแซงไทย
ขณะที่บีบีซีไทยเองได้เขียนอธิบายประเด็นดังกล่าวนี้ไว้แล้ว ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพูดถึงตัวเลขการเติบโต โดยเฉพาะยิ่งเมื่อสถิติของประเทศเราไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือชาติในภูมิภาค ยิ่งสะท้อนให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าประเทศกำลังเติบโตท่ามกลางปัญหามากแค่ไหน
ตามข้อมูลการประเมินล่าสุด จากหลายฝ่าย มองว่าจีดีพีไทยในปี 2568 ทั้งปีอาจโตในช่วง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยยังไม่มีการประกาศตัวเลขอย่างเป็นทางการออกมา ขณะเวียดนามซึ่งประกาศตัวเลขทางการออกมาแล้ว มีสถิติสูงถึง 8.02% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าเศรษฐกิจมาเลเซียทั้งปีที่ผ่านมา อาจโตถึง 4.9%
เมื่อโจทย์ชัดเจนขนาดนี้ เราจึงได้เห็นเหล่านักการเมืองจากพรรคสำคัญชูปัญหาตรงนี้ขึ้นมา และเสนอว่าพวกเขาจะเป็นคนเข้าไปแก้ไข
- พรรคเพื่อไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเป็นหนึ่งในสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจ ตั้งเป้าให้จีดีพีของไทยกลับมาโตในระดับ 5% ภายใน 4 ปี
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายหลัก เพื่อไทยชูนโยบายสำคัญด้วยการกลับไปหาภาคการเกษตรของไทย ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันของไทย ที่แม้ภาคเกษตรจะมีสัดส่วนจีดีพีแค่เพียง 8%-9% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศเท่านั้น ตามสถิติในปี 2566 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แต่เกษตรกลับมีสัดส่วนมากถึง 30% ของแรงงานทั้งประเทศ ตามข้อมูลในปีเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าแรงงานจำนวนมากยังติดอยู่ในภาคอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนคน จึงสะท้อนว่าภาคเกษตรยังต้องการการช่วยเหลือจากรัฐอยู่อีกมาก
เพื่อไทยเสนอว่าจะมาพร้อมกับนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% และตั้งเป้าราคาสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าวหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน พร้อมด้วยนโยบายพรรคหนี้เกษตรกร โดยเป็นการพักต้นและดอก 3 ปี วงเงิน 500,000 บาท ระหว่างพัก ดอกเบี้ยจะหยุดนิ่ง โดยรัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยในช่วงที่พักหนี้แทนเกษตรกร และหวังว่าจะช่วยเกษตรกรได้ราว 3.5 ล้านบัญชี มูลหนี้ตามการประเมินของพรรคเพื่อไทยราว 5 แสนล้านบาท
มาตรการด้านหนี้ของเกษตรกรนี้ แท้จริงแล้วยังอยู่ภายใต้ "แพคเกจล้างหนี้" ของพรรคฯ ซึ่งยังประกอบไปด้วย
- ล้างหนี้ประชาชน: สำหรับหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ยอดต่ำกว่า 200,000 บาท ทั้งสถาบันการเงินเอกชนและรัฐ จ่าย 10% เพื่อปิดจบ
- ล้างหนี้วัยเกษียณ: สำหรับหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกันเกินกว่า 1 ปี ของผู้มีอายุเกิน 60 ปี ยอดต่ำกว่า 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ ไม่ต้องจ่าย ปิดจบได้เลย
- ล้างหนี้นอกระบบ: ให้สถาบันการเงินรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำรายละ 50,000 บาท เพื่อปิดหนี้นอกระบบ ช่วยเหลือประชาชนตามการประเมินของพรรคได้ราว 2 ล้านบัญชี
- นโยบายผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด: ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ
ล่าสุด เพื่อไทยเปิดตัวโครงการ "สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน" ซึ่งพรรคฯ วางไว้เป็น "จิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย" สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยนายจุลพันธ์ชี้ว่า นโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่เป็นเครื่องมือชี้ชวนให้ผู้คนยอมเข้ามาอยู่ในระบบภาษีของรัฐ เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ขณะที่ประชาชนเองก็สมัครใจ
กลไกของนโยบายนี้มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือเป็นการลุ้นรางวัลจากเลขใบเสร็จหรือ e‑Receipt จำนวน 5 รางวัลต่อวัน โดยประชาชนเพียงขอใบเสร็จจากร้านค้าและไม่มียอดขั้นต่ำก็เข้าร่วมได้ ขณะที่อีกกลุ่มเป็นการสุ่มจากเลขบัตรประชาชน 4 รางวัลต่อวัน โดยเลือกจากกลุ่มที่รัฐอยากดึงเข้าระบบข้อมูล
เพื่อไทยชี้ว่า โมเดลนี้เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบในไทยมีมูลค่ามากถึง 9 ล้านล้านบาทตามข้อมูลจากธนาคารโลก ซึ่งนับว่าใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากประเทศเมียนมา การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีจากเศรษฐกิจส่วนนี้ได้ ทำให้ไทยขาดรายได้มหาศาล ขาดข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ และเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ
นายจุลพันธ์ ยังชี้ว่าฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มการจัดเก็บได้ 20% เท่ากับไต้หวัน "รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบายนี้ รวมแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาทต่อปีเท่านั้น เพื่อแลกกับรายได้กลับคืนมาหลักแสนล้านบาท"
สำหรับมิติเรื่องค่าครองชีพต่าง ๆ เพื่อไทยชูประเด็นด้านราคาสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เหมาะสม โดยนายจุลพันธ์ เสนอนโยบายค่าไฟไม่เกิน 3.70 บาท/หน่วย เพื่อช่วยทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม และมีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และรถเมล์แอร์ 10 บาทตลอดสาย
- พรรคประชาธิปัตย์

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 และนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกลับมาสมทบทีม พรรคประชาธิปัตย์นำทัพเสนอนโยบาย "ไทยหายจน" พร้อมสัญญาว่าหากได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งจะพาจีดีพีประเทศกลับขึ้นมาเติบโตในระดับ 5%
พรรคสีฟ้าแห่งนี้ นำเสนอว่าปัญหาสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เติบโตเต็มศักยภาพคือ ปัญหาทุนเทา ซึ่งทางพรรคมีนโยบายและมาตรการเข้าไปปราบปราม
เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกรณ์กล่าวปราศรัยใจกลางกรุงเทพฯ ระบุว่าช่วงที่ผ่านมาคนไทย "จนทั้งเงิน จนทั้งใจ จนทั้งปัญญา และหลาย ๆ คนถึงกับจนตรอก" และนั่นเป็นเพราะเศรษฐกิจของไทยเติบโตในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ หรือแม้แต่ในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เคยนั่งเป็นผู้บริหารประเทศ ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี
เขาย้ำว่าสถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ "ไม่ใช่รัฐล้มเหลว" อย่างประเทศอย่างเมียนมา กัมพูชา หรือเวเนซุเอลา แต่คือ "รัฐกระดาษ" หรือเป็นประเทศที่มีกลไกต่าง ๆ ครบถ้วน ทั้งกฎหมายหลายแสนฉบับ "มีตำรวจ มีศาล มี ปปช. มี ก.ล.ต. แต่คนไทยกลับยังรู้สึกว่าขาดที่พึ่ง"
สืบเนื่องจากประเด็นดังกล่าว นายกรณ์โยงไปถึงภาวะที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนสแกมเมอร์ ที่มีเส้นทางทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงตระกูลหรือมาเฟียทางการเมือง เขาย้ำว่าเศรษฐกิจของไทยไม่อาจเติบโตได้หากยังตัดอยู่กับกับดักทางการเติบโตที่มาจากนักการเมืองที่เชื่อมโยงอยู่กับการทุจริต-ฉ้อโกง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์ชูประเด็นการเมืองสะอาดเป็นนโยบายสำคัญ
ในฝั่งของปัญหาปากท้อง ประชาธิปัตย์เองก็มาพร้อมกับนโยบายอย่างการประกันรายได้เกษตรแบบครบวงจร ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงหลังเก็บเกี่ยว รวมถึงเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ อาทิ มาตรการรัฐช่วยต้นทุนการผลิตไร่ละ 1,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อราย รวมถึงราคารับประกันตามชนิดพืช ปรับตามต้นทุนจริง อาทิ ข้าว 5 ชนิด ราคา 10,000–15,000 บาท/ตัน (ไม่เกิน 20 ไร่/ราย)
พรรคสีฟ้าแห่งนี้ยังเสนอมาตรการลดหนี้ครัวเรือน รวมถึงหนี้นอกระบบผ่านการ "ตัดวงจรหนี้" ให้คนเปราะบางด้วยการหยุดดอกเบี้ย–พักหนี้ 3 ปีสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการและกลุ่มเปราะบาง โดยดอกเบี้ยช่วงพักไม่เดินและเงินที่รัฐช่วยไปหักเงินต้น พร้อมปฏิรูประบบปล่อยกู้ให้ใช้ 'คะแนนเครดิต' เพิ่มบทบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ค้ำประกันกู้จากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะสินเชื่อเกษตรกร ประชาชนทั่วไป และกิจการรายย่อย
นอกจากนี้ประชาธิปัตย์ก็มีแนวนโยบายเรื่องการลดค่าเดินทาง รวมไปถึงการลดค่าไฟลงมาเหลือ 3.50 บาท โดยชูว่าไม่ใช่มาตรการที่ต้องไปหยิบยืมเงินภาษีมาบริหาร แต่ใช้ ระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) รวมไปถึงโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน พรรคยังเสนอเพดานค่ารถเมล์และค่ารถไฟฟ้าไม่เกิน 30 บาท/เที่ยวในระบบตั๋วร่วม
- พรรคภูมิใจไทย

ที่มาของภาพ, Getty Images
แผนของภูมิใจไทยดูเหมือนจะให้ตัวเลขชัดเจนที่ต่ำที่สุดที่เพียง 3% เท่านั้นในบรรดาพรรคการเมืองหลัก แม้พรรคนี้จะเลือกเติมคำว่า "พลัส" เป็นกิมมิคพ่วงท้ายมาด้วยก็ตาม
หัวเรือด้านเศรษฐกิจอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ "ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย" กล่าวว่ามิติสำคัญที่พรรคให้ความสำคัญคือ การเติบโตอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ และเต็มศักยภาพ
เพื่อไปให้ถึงคำสัญญาที่ให้ไว้ นายเอกนิติ ยังนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ 10 ข้อ ที่จะเข้ามาช่วยให้ตัวเลขจีดีพีเกิน 3% เกิดขึ้นจริง โดยนโยบายเหล่านี้ อาทิ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องคนตัวเล็กตัวน้อย ปัญหาผู้สูงวัย สนับสนุนกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะสินค้า 'เมดอินไทยแลนด์' (Made In Thailand) ไปจนถึงมิติเรื่องปัญญาประดิษฐ์ การค้า และการลงทุน
สำหรับเอสเอ็มอี ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 99.5% ของสถานประกอบการทั้งหมดในไทย ที่ก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศถึง 69.5% หรือคิดเป็น 35.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศโดยรวม ตามข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2563
พรรคภูมิใจไทยชี้ว่า หากได้นั่งบริหารประเทศจะจัดให้มีนโยบายเมดอินไทยแลนด์ ด้วยการติดปีกเอสเอ็มอี ผ่านการจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐ เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนโดยการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) นอกจากนี้รัฐยังจะช่วยเปิดตลาดใหม่ เข้าสู่ระบบออนไลน์ เพิ่มแหล่งทุน และหาตลาดใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจต่าง ๆ
ขณะที่ผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญอีกคนของพรรคอย่าง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เน้นไปที่การสร้างศักยภาพให้กับภาคเกษตรกรรมของไทยผ่านนโยบายการค้าต่างตอบแทน (barter trading) โดยยกตัวอย่างว่า การที่ไทยจะสั่งซื้อฝูงบินรบ เรือดำน้ำ หรือแม้กระทั่งเรือฟริเกต ต้องมีการเจรจาต่อรองว่าประเทศคู่ค้าจะต้องซื้อสินค้าทางการเกษตรของไทย เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ด้วย เพื่อให้เป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย เธอชี้ว่าหากดำเนินมาตรการนี้อย่างเคร่งครัด จะทำให้ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง และราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้นได้
ท้ายที่สุด สำหรับพรรคภูมิใจไทยคือนโยบายช่วยเหลือประชาชนด้านปากท้องซึ่งก็เป็นการสานต่อนโยบายเดิมโดยการเติมพลัสเข้าไปอย่าง 'คนละครึ่งพลัส' นายเอกนิติย้ำว่า นโยบายปากท้องเหล่านี้ อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการเที่ยวดีมีคืน หรือโครงการกระตุ้นเบิกจ่าย ซึ่งเริ่มตั้งแต่ช่วงที่รัฐบาลภูมิใจไทยเข้ามารับตำแหน่งและมีเวลาบริหารประเทศได้ไม่นานแต่ก็สามารถสร้าง 'quick big win' ได้แล้ว เพราะฉะนั้นหลายอย่างจะได้ไปต่อ
ภูมิใจไทยนำเสนอว่า โครงการคนละครึ่งเฟสแรกนั้น ใช้สิทธิวันแรกเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 23.00 น. มีมูลค่าการใช้จ่ายในโครงการฯ ร้านค้าทุกประเภทรวม 8.4 หมื่นล้านบาท มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงินแล้วจำนวน 9.2 ล้านราย ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2% ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ
นายเอกนิติยังพูดถึงประเด็นไฟฟ้าครัวเรือนว่า ควรมีราคาไม่เกิน 3 บาท/หน่วย สำหรับ 200 ยูนิตแรก และไปพูดถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย ทั้งเรื่องการทบทวนสิทธิ์ และการร้องเรียนต่าง ๆ
อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่พบนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นไปยังมิติเรื่องค่าโดยสารบนเว็บไซต์ของพรรค
- พรรคประชาชน

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 พรรคประชาชน และ นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ทีมบริหารรัฐบาลประชาชนด้านเศรษฐกิจ ออกมานำเสนอแนวคิดการฟื้นชีวิตเสือตัวที่ 5 ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งอยู่ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ของพรรค ที่โดยภาพรวมเป็นการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทันสมัย ใช้ดิจิทัลสร้างโอกาส พลิกโฉมเอสเอ็มอี พร้อมวางยุทธศาสตร์ไทยบนเวทีโลก ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และปฏิรูปพลังงานยั่งยืนเพื่อการเติบโต
สำหรับพรรคประชาชนพวกเขาไม่ได้ออกมาประกาศตัวเลขจีดีพีที่วางไว้อย่างชัดเจน ตามการรวบรวมของบีบีซีไทยพบว่า สำหรับผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคมักตั้งตัวเลขจีดีพีที่พรรคมองไว้ราว ๆ 3% ไปจนถึงหลัก 4%
ในรายงานของเว็บไซต์เดลินิวส์ ซึ่งอ้างอิงคำสัมภาษณ์ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน เขาชี้ว่าการตั้งตัวเลขเป้าหมายจีดีพีไว้ที่ 5% นับว่าเป็นเรื่องเกินตัว และมองว่า การเติบโตหลัก 3.5% ใน 4 ปี ก็นับว่ายากมากแล้ว ทว่าหากทำได้ เป้าหมายถัด ๆ ไปคือการเติบโตอย่างสม่ำเสมอในหลัก 4%
การเติบโตเช่นนี้ก็อาจทำให้ไทยกลับมายืนเป็นเสือตัวที่ 5 ตามที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3 พรรคประชาชน เสนอไว้ได้ เพื่อการนั้น พรรคประชาชนเสนอไปที่การปรับอุตสาหกรรมของไทยทั้งองคาพยพ หรือคือการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอยู่แล้วในตอนนี้ให้มีเทคโนโลยี สายอุปทาน และตลาดมากขึ้น ขณะที่อีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกลืม หรือไม่ได้รับความช่วยเหลือเพียงพอ อาทิ สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องจักรเกษตร รัฐบาลก็จะจัดให้มีการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีให้เหมาะสม
ในเชิงภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ พรรคประชาชนยังมีนโยบายหนึ่งที่แตกต่างจากพรรคอื่น ๆ คือการสร้างหัวเมืองใหม่ 15 เมือง ผ่านการกระจายงบลงทุนในระบบคมนาคม เพื่อลดการรวมศูนย์ความเจริญไว้ในกรุงเทพฯ
พรรคประชาชนชี้ว่า ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง โดยรัฐบาลก่อน ๆ ได้สร้างภาระผูกพันไปแล้วประมาณ 2 ล้านล้านบาท เหลือพื้นที่งบประมาณให้เลือกสร้างเพิ่มได้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ในอีก 8 ปีข้างหน้า ภายใต้งบประมาณที่เหลือ พรรคฯ จะเลือกโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการกระจายความเจริญและเชื่อมโยงเมืองรองได้จริง
โดย 15 หัวเมืองเบื้องต้น ได้แก่ เชียงราย, เชียงใหม่, พิษณุโลก, นครสวรรค์, พระนครศรีอยุธยา, พัทยา, ระยอง/มาบตาพุด, นครราชสีมา, อุดรธานี, ขอนแก่น, อุบลราชธานี, หัวหิน, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต และหาดใหญ่
สำหรับฝั่งนโยบายปากท้องนั้น พรรคสีส้มก็นำเสนอมาไม่น้อยเช่นกัน ทั้งคนละครึ่งพลัส รวมไปถึงหวยใบเสร็จ เพื่อช่วยทั้งกลุ่มประชาชนและฝั่งเอสเอ็มอี อย่างไรก็ดี นโยบายเรือธงหลายอย่างของพรรคดูจะมาอยู่ที่ฝั่งคนทำงานเช่นกัน อาทิ การปรับสูตรคำนวณค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มทันที 4% ซึ่งจะทำให้รายได้ขึ้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 350-420 บาท การเพิ่มสิทธิลาหยุด การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ไปจนถึงนโยบายประกันสังคมโปร่งใส
ขณะเดียวกันนโยบายด้านสวัสดิการประชาชนก็ประกอบได้ด้วย เบี้ยเลี้ยงเด็ก 1,200 บาท/เดือน ใน 4 ปี เงินบำนาญผู้สูงอายุ 1,500 บาท/เดือน
ด้านนโยบายค่าโดยสาร-ค่าไฟนั้น พรรคประชาชนนำเสนอตัวเลขค่าโดยสารร่วม "ตั๋วร่วม" เชื่อมรถเมล์ เรือ และรถไฟฟ้า ที่ราคา 8-45 บาท รวมไปถึงการลดค่าไฟ 25 สตางค์/หน่วย รวมถึงการติดโซลาร์รูฟท็อปผ่อนได้ ขณะที่ไฟส่วนเกินขายคืนรัฐสร้างรายได้ โดยรัฐเพิ่มโควตารับซื้อทันที 1,500 เมกะวัตต์































