เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 22 นาที

"เราทราบดีว่าระเบียบแบบเดิมไม่กลับมาอีกแล้ว" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ถือได้ว่าสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle power) ในครั้งนี้ ได้เขย่าให้โลกเห็นว่าระเบียบโลกเสรีนิยมที่ร้อยรัดประเทศต่าง ๆ เอาไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคยตกลงกันกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศมหาอำนาจหลัก ๆ จะไม่ถูกจำกัดหรือควบคุมโดยสิ่งใดอีกต่อไป และกลายเป็นผู้ทำลายระเบียบโลกเหล่านี้เสียเอง

"เหล่ามหาอำนาจเริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีนำเข้าในการสร้างความได้เปรียบ ใช้โครงสร้างทางการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ใช้สายการผลิตเป็นจุดอ่อนที่ถูกเอาเปรียบ" เขากล่าว

ประเทศมหาอำนาจมักหมายถึงสมาชิกถาวรในคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศอำนาจกลางนำโดยชาติที่มีอิทธิพลต่อการเมืองโลกอย่างมาก แม้มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศมหาอำนาจ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และบราซิล

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย กำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ อยู่ในขณะนี้

บีบีซีไทยพูดคุยกับสองผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก และมีโจทย์หินอะไรบ้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเจอทันที เมื่อพวกเขาเข้าบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็ตาม

ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลง

ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า หากคิดว่าความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวจากไทย ถือว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

เขาอธิบายว่านับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็อยู่ในระเบียบโลกเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดกติกาสากล ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกบริหารจัดการปัญหาและความร่วมมือในระดับโลก

ระเบียบดังกล่าวยังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามขนาดใหญ่ และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบโลกโดยรวม แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระเบียบโลกเสรีนิยมกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอนและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มมีท่าทีละเมิดกฎเกณฑ์ที่ตนเองเคยมีบทบาทในการสร้างขึ้น และถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง เนื่องจากยึดถือผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นหลักภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน)

"การเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มันเกิดขึ้นมาระยะยาวแล้ว จากการที่มีจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจควบคู่กับสหรัฐฯ" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว "ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลงก็จริง แต่จะพูดว่ามันถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น"

ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวต่อว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระเบียบโลกเสรีนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในด้านมิติเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเชื่อมโยงของไทยกับระบบโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

เขาชี้ว่าประโยชน์หลัก ๆ ที่ไทยได้รับ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดซึ่งเป็นหัวใจของโลกเสรี โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากระเบียบเดิมพังทลายลงและสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนประเทศต่าง ๆ เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ไทยย่อมถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและรักษาความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้วส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่าท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะพวกพ้องของตัวเองมากขึ้น (friend-shoring) ส่งผลให้เกิดทั้งข้อเสียเปรียบและความท้าทายต่อประเทศไทย

เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะมีข้อยกเว้นด้านภาษีในสินค้าบางรายการ แต่ก็ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงและทำให้ความต้องการจากตลาดในสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชุดชั้นใน และผลิตภัณฑ์จากยางพารา

ขณะเดียวกัน สินค้าที่ยังส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ดี คือพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีหลายตัวที่ได้รับการยกเว้นภาษี และสินค้าประเภทนี้ที่ส่งออกจากไทยก็อยู่คนละตำแหน่งกับสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าของสหรัฐฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีความล้ำสมัยหรือใช้วิทยาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่า

เมื่อมองไปยังจีน ไทยก็ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังประเทศนี้ยากขึ้น เนื่องจากจีนเองมีกำลังผลิตล้นเหลือภายในประเทศ และพยายามเร่งระบายสินค้ายังตลาดใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน แม้ว่าสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดยังส่งออกไปจีนได้ แต่ก็ส่งออกได้น้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย และกำลังเผชิญกับคู่แข่งที่เข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด ไทยนำเข้าสินค้าจากทั้งจีนและไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมากจนส่งผลให้ประเทศอยู่ในสภาวะขาดดุลทางการค้า โดยสินค้าหลัก ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ สินค้าสำเร็จรูปที่จีนผลิตเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้เหมือนเคย จึงผลักออกมายังตลาดอื่นรวมถึงไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง (diversify) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในจีนและไต้หวันยังย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ จึงเกิดการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (intermediate product) เพื่อนำมาผลิตต่อ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้า (transshipment) ในขณะนี้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์ผันผวน โดยเฉพาะโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน ทองแดง ฯลฯ ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงก็ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการไทยบริหารจัดการต้นทุนและราคายากขึ้น

ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวทีโลก ยังทำให้การเดินหน้าความตกลงพหุภาคี (multilateral) และ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันเพียงบางกลุ่ม (plurilateral liberalization) ใหม่ ๆ เกิดได้ยากขึ้น นั่นหมายถึงเป้าหมายของไทยในการขยายหาตลาดใหม่ในวงกว้างเพื่อกระจายความเสี่ยงก็จะช้าลงตามไปด้วย

"มันเป็นข้อเสียเปรียบจากการที่เกิดสงครามการค้าขึ้น เกิดภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ขึ้น แล้วก็เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานที่พยายามเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับคนที่อยู่ในฝ่ายของตนเองมากขึ้น" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

แม้ฟังดูแล้วประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายที่ใหญ่มากจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสสำหรับประเทศอยู่ด้วย หากรัฐบาลใหม่สามารถปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์และเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่าท่ามกลางความปั่นป่วน ไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตของผู้ประกอบการที่อยู่ในจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มายังไทย เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจ

เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ว่าจากเดิมประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความซับซ้อน แต่ตอนนี้ได้ขยับเข้าสู่การผลิตในระดับลึกขึ้น คือ อยู่ในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ ยกตัวอย่างเช่นการผลิต PCB อุปกรณ์ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ (IC Base) เครื่องแปลงไฟฟ้า เครื่องรับสัญญาณ ทรานซิสเตอร์ (transistor) และเซ็นเซอร์ (censor)

"เราเห็นโอกาสแน่ ๆ ว่าเรามีโอกาสเป็นฮับ (hub) ในการผลิตสินค้าตัวสำคัญในห่วงโซ่ แต่คนไทยจะเข้าไปได้แค่ไหน ?" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ตั้งคำถาม

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญในอันดับต้น ๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญที่ควรฉวยไว้ หากต้องการกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม

3 โจทย์หินด้านเศรษฐกิจ-การค้า ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ

ท่ามกลางโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่ามี 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญทันทีเมื่อเริ่มบริหารประเทศ ได้แก่ การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังหลุดกรอบ และการจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาส (Krungthai Compass) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า ทำให้อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ต่ำกว่า 2.0% ช้ากว่าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน-6 (ASEAN-6)

ASEAN-6 หมายถึง บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และไทย

"จีดีพีเป็นงานหินของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่รัฐบาลไม่ควรมองแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องสร้างนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของจีดีพีในระยะกลางและระยะยาวด้วย" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ กล่าว

เมื่อดูเงินเฟ้อของไทยก็จะเห็นว่าหลุดกรอบเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งมีสาเหตุปัจจัยภายนอกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง เงินเฟ้อไทยกลับมาติดลบที่ 0.23-0.28% ซึ่งสะท้อนการขาดอุปสงค์ (demand) ภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1-3% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องรับมือกับความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งเห็นได้ว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังปั่นป่วน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และค่าเงินบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลย้อนกลับมาที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย

"จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่ารัฐบาลใหม่ต้องเหนื่อยแค่ใน 3 ด้านนี้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้ 70% มีปัญหาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนที่แม้ดีขึ้นแล้วจริง แต่ยังคงสูงกว่าประเทศอื่นอีก ไหนจะเรื่องทุนเทาอีก ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมือทำ" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

โจทย์ยากต่อรัฐบาลใหม่ ไทยจะยืนอยู่อยู่จุดไหน หากเกิดสงครามในภูมิภาคที่นำโดยจีน ?

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ กล่าวว่าไทยต้องพึ่งพิงทั้งจีนและสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันเห็นได้ว่าสหรัฐฯ มีความไม่แน่ไม่นอน และมักใช้กำแพงภาษี รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มาบีบบังคับชาติอื่น ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพิงสหรัฐฯ ได้อย่างสนิทชิดเชื้อได้อย่างแต่ก่อน

เมื่อหันกลับมามองที่จีนซึ่งไทยพึ่งพิงทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ "เราก็ยังมีความหวาดระแวงหลายอย่างกับจีนเช่นเดียวกัน" และหลาย ๆ ครั้ง จีนเองก็ใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมาบีบบังคับไทย เช่น กดดันว่าไทยต้องไม่มีท่าทีที่เอื้อให้กับไต้หวันและยึดถือนโยบายจีนเดียว ทั้งที่ไทยเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไต้หวัน

"ผมคิดว่าแนวโน้มที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองจะเข้ามากดดันหรือพยายามกดดันประเทศเล็ก ๆ มันจะมีมากขึ้น" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว

นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้นที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือกับโจทย์หิน แต่เมื่อบทบาทของสหรัฐฯ ลดลงในภูมิภาคนี้และกำลังละเมิดระเบียบที่ตนเองเป็นผู้นำ เนื่องจากมุ่งเน้นผลประโยชน์ภายในประเทศแบบ 'อเมริกันเฟิสต์' (American First) เป็นหลัก สิ่งที่น่ากังวลคืออาจไม่มีฝ่ายที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้

ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ จีนอาจมีความฮึกเหิมและกล้าใช้กำลังทหารเพื่อเผด็จศึกไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อันนำมาสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนัก

แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไทยตั้งอยู่ในจุดที่เป็นฮับ (hub) หรือศูนย์กลางของภูมิภาค หากสงครามปะทุขึ้นในภูมิภาคนี้ มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องการเข้ามาเพิ่มกำลังหรือยึดพื้นที่นี้เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง หรือสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามายึดพื้นที่ไปก่อน ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อฉากทัศน์นี้ได้ เพราะไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกดึงเข้าไปสู่สมรภูมิโดยตรง

ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปลายปี 2568 ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

ฉากทัศน์ที่ ผศ.ดร.ธีวินท์กล่าวไว้นี้ไม่ได้เกินจริง ปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการข่าวการเมืองโลกจากบีบีซีนิวส์ ซึ่งผ่านการทำข่าวสงครามมา 40 ครั้ง จากประสบการณ์การทำงาน 60 ปี เขียนบทวิเคราะห์ไว้ว่าไฟสงครามที่ปะทุในปีที่ผ่านมานั้น "น่ากังวลอย่างยิ่ง" และทำให้ปี 2569 เป็นปีสำคัญที่ต้องจับตามอง

เขาบอกว่าจีนจะเติบโตและทรงอิทธิพลมากขึ้น และแผนการบุกยึดไต้หวันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ท่ามกลางการแตกแยกกันระหว่างชาติยุโรปกับมหาอำนาจสหรัฐฯ และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่เอื้อประโยชน์ให้กับชาติมหาอำนาจรัสเซียมากกว่า

"หากคุณคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นการระดมยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่กัน คุณอาจคิดผิดถนัด เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเป็นการทำสงครามที่ใช้ทั้งกลยุทธ์การทูตและการทหารผสมผสานกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ระบอบการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจตัดสินใจในทุกเรื่อง จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูและอาจมีชัยชนะเหนือพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องถูกบีบให้แตกสลายไปในที่สุด และกระบวนการที่ว่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว" จอห์น ซิมป์สัน วิเคราะห์

ด้วยฉากทัศน์เช่นนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์ ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวว่า "ยุทธศาสตร์ของไทย คือ จะทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการยับยั้งไม่ให้เกิดสงคราม ไม่ให้จีนกล้าเผด็จศึกหรือใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบในภูมิภาค"

เขาบอกว่าไทยจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรก็ได้ แต่นั่นจะยิ่งทำให้จุดยืนไทยบนเวทีโลกดูแย่มากขึ้นในสายตานานาชาติ และไม่ส่งผลดีต่อบทบาทของไทยเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปต่อรองกับชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการอธิบายนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่า "ไม่ค่อยมีใครเข้าข้างไทยมากนัก"

ข้อเสนอยุทธศาสตร์รับมือโจทย์หินด้านภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ-การค้า ภายใต้โลกป่วน

แม้หน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ปรากฏจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องพร้อมปฏิบัติงานทันทีจากโจทย์ยากทั้งหมดที่จ่ออยู่หน้าประตูบ้าน

ผศ.ดร.ธีวินท์บอกว่าไทยต้องกระจายความเสี่ยง สร้างความหลากหลายของชาติที่ไทยจะต้องพึ่งพิงได้ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้การทูตเชิงรุก

เขาเสนอว่าประเทศไทยควรรวมตัวกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางเหมือนกัน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ

"เราไม่ได้ทำเดี่ยว ๆ แต่ต้องไปรวมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ ที่เขาพยายามวางตัวให้เห็นว่าเราไม่พอใจสหรัฐฯ เราไม่พอใจจีน ถ้าเกิดว่าคุณจะทำลายระเบียบ" เขากล่าว " พยายามแสดงท่าทีที่เป็นเอกภาพกับชาติเหล่านี้ว่าเราตื่นตัวที่จะปกป้องระเบียบที่กำลังถูกทำลายลง เพราะเราเองก็มีผลประโยชน์ยึดโยงกับระบบโลกเสรีนี้อยู่"

ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ เห็นว่าการแสดงจุดยืนในฐานะประเทศอำนาจกลางที่ขึ้นมาคานอำนาจมหาอำนาจ จะช่วยให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกมากขึ้น ชาติต่าง ๆ จะเห็นความสำคัญของไทยมากขึ้น และต้องการเข้ามาติดต่อใกล้ชิดทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตอบโจทย์ประเทศที่ต้องกระจายความเสี่ยงภายใต้ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้

"ประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle powers) ต้องร่วมมือกัน เพราะหากเราไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหาร" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา กล่าวในงานสภาเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "ประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle powers) ต้องร่วมมือกัน เพราะหากเราไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหาร" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา กล่าวในงานสภาเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส

ด้าน รศ.ดร.จุฑาทิพย์ นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก มธ. กล่าวว่าหากมองในผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามที่อธิบายมาข้างต้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งมือวางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายการค้า การผลิต รวมถึงการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีอย่างยั่งยืน ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้ว

เธอชี้แนะว่ารัฐบาลควรเดินหน้าปรับทิศทางนโยบายการผลิตเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยการมุ่งนโยบายที่เอื้อให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีความได้เปรียบ และที่สำคัญตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งพลังงานถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมใหม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเตรียมปรับแนวคิดจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว มาเริ่มเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าซื้อเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมที่ประเทศเริ่มมีความเชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มบทบาทของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นเพียงฐานการประกอบสินค้า

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการร่วมทุนกับต่างประเทศมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ระดับต้นน้ำ (front-end PCB) เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) บางประเภท รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ผ่านมาตรการจูงใจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ควบคู่กับการดึงคนไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนั้น เธอเห็นว่าการบูรณาการภาคบริการเข้ากับภาคการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างการอาศัยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ การพัฒนาแบรนด์อาหารไทยเพื่อขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ไปจนถึงการต่อยอดสู่บริการที่เป็นบริการเชิงพาณิชย์ เช่น การให้บริการดิจิทัลอย่างคลาวด์ (Cloud) เพื่อลดปัญหาการขาดดุลในภาคบริการในหลายรายการ และให้ภาคบริการเป็นอีกเสาหลักอย่างยั่งยืนของการเติบโตในระยะยาว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์มองว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ โดยติดตามสถานะภาษีนำเข้าในอัตรา 19% อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ใหม่ภายหลังทราบคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ

เธอกล่าวต่อว่า หากในที่สุดแล้วศาลฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้มาตรการภาษีดังกล่าวได้ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ทางภาษีศุลกากรมาใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ได้อยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้ไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าไทยที่ 19% แต่ไทยก็ยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงเสี่ยงถูกกดดันให้นำเข้าสินค้าจากอีกฝ่ายมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. จึงแนะนำว่าไทยต้องเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกผ่านบทบาทของทูตพาณิชย์และใช้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ (FTA) ควบคู่กันไปด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรมุ่งใช้กรอบเอฟทีเอที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับปรับปรุง หรือ ACFTA 3.0 ในการเจรจากับจีนเกี่ยวกับปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังต้องเร่งทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีและกฎหมายที่อาจบิดเบือนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาว

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เธอชี้ว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาเข้าแทรกแซงตลาดเงินในกรณีที่ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้า

รศ.ดร.จุฑาทิพย์อธิบายต่อว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ระบุว่าพื้นที่หรือขอบเขตที่ธนาคารของประเทศสามารถเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกจัดกลุ่มอยู่ในประเทศที่จับตามอง (Monitoring List) และขณะนี้ไทยยังมีที่ว่างพอสมควร เนื่องจากอยู่ที่ 0.9% ของจีดีพีเท่านั้น

"แต่ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะใช้คำว่า 'ผันผวน' ดังนั้นเราก็คงต้องเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งว่าของเรามันผันผวนมากจริง ๆ ก่อนที่เราจะเข้าแทรกแซง" เธอกล่าว

ขณะเดียวกัน อาจารย์จาก มธ. ชี้ว่า ธปท. ควรร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เร่งสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ผ่านการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปในการเปิดบัญชีหรือวางหลักประกัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนมาใช้สร้างระบบการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedging) เพื่อให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถจับคู่แลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กันได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากค่าเงิน

ในส่วนของการบริหารสินเชื่อและเงินเฟ้อ รศ.ดร.จุฑาทิพย์กล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรตรวจสอบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (spread) ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันเงินเฟ้อให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย

ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ระเบิดเวลารอรัฐบาลชุดใหม่

สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าภายใต้สันติภาพอันเปราะบาง ความตึงเครียดแนวชายแดนที่ยุติลงในช่วงนี้จึงยังสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ บอกว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าต่อกัมพูชาอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.5-1.6% ของจีดีพี สินค้าหลัก ๆ ที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา คือ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูปต่าง ๆ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือผลิตภัณฑ์จากยาง ไปจนถึงอัญมณี

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าโดยส่วนตัวเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่ายังไม่สามารถเปิดด่านในเร็ว ๆ นี้ได้ แต่โจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ คือ หากต้องการปิดด่านต่อเนื่องต่อไป รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแนวชายแดนให้รอดจากวิกฤตได้อย่างไร

เธอเสนอว่ารัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน และเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นกระจายไปยังกลุ่มผู้ประกอบการใดหรือจังหวัดใดแล้วบ้าง เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าทุกกลุ่มจะได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง

ที่สำคัญคือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องช่วยหาอุปสงค์ (demand) ใหม่เพื่อมารองรับสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วส่งไปยังกัมพูชาไม่ได้ โดยอาจกระจายหาตลาดในประเทศมาทดแทนกัน หรือผลักดันส่งออกไปยังประเทศอื่น

รศ.ดร.จุฑาทิพย์เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรใช้การปิดด่านมาเป็นเครื่องมือเดียวเพื่อกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังมีกลไกอาเซียน กลไกทวิภาคีต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงกลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนคลี่คลายอย่างเป็นระบบ

"โดยส่วนตัวยังชอบการทูตเชิงรุกในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้การปิดด่านหรือการสู้รบ คิดว่าตรงนั้นแก้ปัญหาในระยะยาวได้มากกว่า อาจารย์คิดว่าเราไม่สามารถปิดด่านได้ยาวต่อเนื่องตลอดไป" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการกลับมาเปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่น่าเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น

ด้าน ผศ.ดร.ธีวินท์เห็นด้วยว่าแนวการทูตเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือต้องลงมือปฏิบัติอย่างมียุทธศาสตร์และทำความเข้าใจว่าการคลี่คลายข้อพิพาทกับกัมพูชานั้นเป็นเกมยาวที่ไม่สามารถปิดจบด้วยการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเท่านั้น

เขามองว่าในตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเล่มเกมจิตวิทยา "สร้างความปั่นป่วนในลักษณะที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหยื่อ ถูกไทยรุกรานหรือว่าถูกไทยโจมตีก่อน" ดังนั้นหากไทยมีจุดยืนที่ทุกประเทศให้ความสำคัญในตอนนี้ นั่นคือการก้าวขึ้นมาร่วมกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางช่วยกันยับยั้งไม่ให้ประเทศมหาอำนาจลุแก่อำนาจ และรักษาระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย ก็จะทำให้ประเทศต่าง ๆ เข้าข้างไทยมากขึ้น และไม่หลงเชื่อกัมพูชาที่ยังพยายาม "โฆษณาชวนเชื่อ" ผ่านสงครามจิตวิทยาดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน เขาเตือนว่าไทยระมัดระวังไม่ให้เกิด "ชาตินิยมล้นเกิน" เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่ดีในสายตาโลก และกลายเป็นว่าประเทศกำลังใช้เทคนิคเดียวกันกับผู้นำกัมพูชาที่กำลังฉวยใช้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง

"ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าการเจรจาและความพยายามเข้าหากันมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป เพราะยังไงก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายหนีจากกันไม่ได้" ผศ.ดร.ธีวินท์ เสนอแนะ

อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ควรจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ คือ การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา

"ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของปัญหากัมพูชามันมาจากความใกล้ชิดกันเกินไประหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา มันเลยกลายเป็นช่องว่างที่ฝ่ายกัมพูชาเอามาเล่นงานเราได้ในลักษณะแบล็กเมล์ (blackmail) เช่นในสมัยนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวถึงอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร

นักวิชาการจากจุฬาฯ เห็นว่าหากรัฐบาลชุดใหม่จัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้เกิดความโปร่งใส และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์จัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น