ทำไมสังคมไทย (ยัง) ไม่เป็นมิตรต่อผู้เสียหายคดีข่มขืน
ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Getty Image
กรณี “ดาราสาว” กล่าวหา “หลานอดีตรัฐมนตรี” ข่มขืนกระทำชำเรา ได้รับความสนใจจากสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง แต่สิ่งที่เกิดตามมา คือ การแสดงความเห็นเชิงกล่าวโทษผู้ถูกกระทำที่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีมองว่า เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมข่มขืน และสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับ “นักข่มขืน” มากกว่า “ผู้เสียหาย”
“ดาราสาว” เดินทางไปคุยงานรีวิวสินค้ากับ “หลานอดีตรัฐมนตรี” ที่คะยั้นคะยอให้ดื่มโซจู ระหว่างคุยงานในห้องพักแบบพูลวิลล่าจนหมดสติไป แล้วเมื่อตื่นมาจึงรู้ตัวว่าถูกมอมยาและข่มขืน
คดีนี้กลายเป็นข่าวที่สังคมไทยให้ความสนใจ นับแต่ “ดาราสาว” นามสมมติว่า “แนน” ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 26 ส.ค. และทำให้แฮชแท็ก #หลานรัฐมนตรีมอมยาข่มขืน ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์
แม้กระแสเรียกร้องความยุติธรรมให้ผู้เสียหายและการให้กำลังใจ จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ แต่ก็มีผู้ใช้สังคมออนไลน์จำนวนหนึ่งแสดงความเห็น อาทิ
“ฝ่ายหญิงก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ไม่ใช่พาตัวเองไปอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยง... กินโซจูกับคนแปลกหน้า”
“มันก็เหมือนเราเดินไปหาเขาเอง ไปเพิ่มโอกาสให้คนชั่วทำชั่วได้ง่ายขึ้น”
นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีมองว่า การแสดงความเห็นลักษณะนี้เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมข่มขืน (Rape Culture) กล่าวโทษเหยื่อ (Victim Blaming) และสะท้อนว่าสังคมไทยยังไม่หลุดพ้นจากมายาคติแบบอนุรักษ์นิยม แม้จะเกิดคดีข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศที่กลายเป็นที่สนใจของสาธารณชนมาหลายกรณีแล้วก็ตาม

ที่มาของภาพ, BBC Thai
บุษยาภา ศรีสมพงษ์ ทนายความสิทธิมนุษยชนและผู้ก่อตั้งองค์กรชีโร่ (SHero Thailand) บอกกับบีบีซีไทยว่า ไม่รู้สึกแปลกใจที่มีคนแสดงความเห็นแบบนี้
“ถ้าเราสังเกตจากปรากฏการณ์ในสังคมไทย มีเคสไหนบ้างที่แทบจะไม่โดนตีตราจากสังคม ไม่โดนโทษเหยื่อ ไม่โดนตั้งคำถามเลย หรือไม่เคสนั้นจะเป็นผู้หญิงที่ดูเป็นกุลสตรี ไม่กินเหล้า ไม่ออกไปข้างนอก”
บีบีซีไทยพาไปสำรวจมายาคติที่ยังฝังแน่นในสังคมไทย ความเข้าใจเรื่องการยินยอม (Consent) และอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังกดทับและปิดปากผู้เสียหาย ไม่ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อทวงความยุติธรรม
โลกนี้ไม่มี “เหยื่อในอุดมคติ” (Perfect Victim)
อ่อนแอ หวาดกลัว ตัวสั่นเทา โทษตัวเอง จิตตก กอดตัวเองอยู่กับพื้น นี่คือคำจำกัดความส่วนหนึ่งของมายาคติเรื่องเหยื่อในอุดมคติ หรือเหยื่อที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งบุษยาภามองว่า ไทยยังหลุดไม่พ้น
เหยื่อข่มขืนที่สมบูรณ์ที่สื่อ การศึกษา ตามหนัง ผลิตขึ้น คือ ผู้หญิงบริสุทธ์ ไม่เคยไปยุ่งอะไรกับผู้ชายเลย เดินอยู่ดี ๆ แล้วโดนลากเข้าไปในพงหญ้าแล้วข่มขืน "ในความเป็นจริงมันมีกี่เคสที่เป็นแบบนั้น”

ที่มาของภาพ, Busayapa Srisompong
ผู้ก่อตั้งองค์กรชีโร่ ซึ่งให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือกับผู้เสียหายจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (Gender-based violence) มองว่า สังคมไทยยังถูกหล่อหลอมถึงขั้น “เชื่อฝังหัว” ในคุณค่าการเป็นผู้หญิงแบบอนุรักษ์นิยม อาทิ ผู้หญิงต้องเรียบร้อย ไม่เที่ยวกลางคืน และรักนวลสงวนตัว ซึ่งเป็น “กรอบเพศ” ที่จำกัดสิทธิหลายประการของผู้หญิง ทั้งที่การที่ผู้หญิงออกไปเที่ยว สังสรรค์ หรือแม้แต่ดื่มโซจูกับคนอื่น ถือเป็นเรื่องปกติ
มายาคตินี้เอง ส่งผลต่อความเห็นอกเห็นใจและอัตราการกล่าวโทษผู้เสียหาย หรือผู้ถูกกระทำ เพราะหากเป็นกุลสตรีในค่านิยมแบบอนุรักษ์นิยมแบบไทยจะได้รับความเห็นใจมากกว่าผู้หญิงที่สังสรรค์และเที่ยวยามราตรี
“กรอบในการจำกัดสิทธิในการตีตรา มันไปกองอยู่ที่อัตลักษณ์ทางเพศหญิง... พอเราไปเจอผู้เสียหายที่เป็นผู้หญิงที่ใช้ชีวิตปกติ สังคมก็จะจ้องจับผิดหรือเปอร์เซ็นต์ในการตีตราก็จะเพิ่มมากขึ้น”
บุษยาภา หยิบยก “พีระมิดลำดับชั้นการกล่าวโทษผู้หญิง” มาแสดงถึงเปอร์เซ็นต์การกล่าวโทษผู้เสียหายหญิงตามคุณลักษณะ ยกตัวอย่างเช่น

ที่มาของภาพ, Researchgate
ผู้เสียหายที่มีแนวโน้มได้รับความเห็นใจจากสังคมมากที่สุด คือ สวมเครื่องแต่งกายมิดชิด ไม่หยอกล้อกับฝ่ายชาย ไม่เคยรู้จักผู้กระทำมาก่อน ไม่มีพฤติการณ์ที่อาจมองว่าพาตนเองไปอยู่ในจุดเสี่ยง และถูกกระทำชำเราอย่างรุนแรง ในพื้นที่เปลี่ยว โดยมีการใช้อาวุธหรือวัตถุในการกระทำดังกล่าว รวมถึงต้องมีผู้เห็นเหตุการณ์
ผู้เสียหายที่มีแนวโน้มถูกกล่าวโทษจากสังคมมาก คือ อยู่นอกกรอบเพศที่สังคมกำหนด แต่งกายไม่มิดชิด รู้จักผู้กระทำมาก่อน ไม่ถูกกระทำชำเรารุนแรง จนเหลือร่องรอยกายภาพ และไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งสอดคล้องกับกรณี “ดาราหญิง” ในคดีที่พูดถึง
“คุณต้องหาผู้เสียหายสมบูรณ์แบบแค่ไหนหรือ ทั้ง ๆ ที่เขาก็คือผู้เสียหายไม่ใช่หรือ ทำไมสังคมตั้งคำถามกับผู้เสียหายเก่งจังเลย พอเป็นผู้กระทำผิด ไม่ตั้งคำถามเลย” บุษยาภา ถามกลับ

ที่มาของภาพ, Police TV
การยิมยอม...สังคมเข้าใจแค่ไหน
เมื่อวันที่ 29 ส.ค. “หลานอดีตรัฐมนตรี” ที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา ได้เดินทางเข้าพบตำรวจ สน.โชคชัย ตามหมายเรียก และเปิดตัวกับสื่อเพื่อ “แสดงความบริสุทธ์ใจ” ว่า คือ นายอภิดิศร์ อินทุลักษณ์ หลานของอดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
นายอภิดิศร์ ชี้แจงว่า ฝ่ายหญิงติดต่อตนเองมาก่อน โดยแชทมาบอกว่า “ทะเลาะกับพี่สาวและอยู่ที่สยามสแควร์คนเดียว” ตอนเวลา 22.00 น. ก่อนขอให้หาโรงแรมให้ และไปดื่มแอลกอฮอล์กัน พร้อมยืนยันว่าไม่ได้วางยาและไม่ได้นัดคุยงานตามที่ “ดาราหญิง” กล่าวอ้าง และนี่เป็นความพยายาม “แบล็กเมล์” ตัวเขา

ที่มาของภาพ, BBC Thai
ลักษณะคำพูดของผู้กระทำดูส่อเค้าทำให้ภาพลักษณ์ของผู้เสียหายตกลงไปอยู่ฐานรากของพีระมิดฯ หรือพยายามเพิ่มโอกาสให้สังคมกล่าวโทษ ซึ่งในส่วนของคดีนั้น ต้องพิสูจน์ในชั้นหลักฐานต่อไป
แต่ในแง่ของหลักการยินยอม บุษยาภา มองว่า “การพูดคุยกันว่าจะมาเจอกัน แม้มันจะเกิดขึ้นจริง ๆ มันก็ไม่ใช่ใบผ่านทางให้อีกฝ่ายทำอะไรก็ได้ โดยไม่ได้รับการยินยอม ทำไมทุกคนไม่เข้าใจเรื่องนี้”
กฎหมายไทยว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเมตร มาตรา 276-287/2 ที่เกี่ยวกับ “การยินยอม” (Consent) ระบุว่า ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 80,000-200,000 บาท
ดังนั้น ไม่ว่าฝ่ายหญิงจะเชื้อเชิญ ร่วมดื่มแอลกอฮอล์ นัดหมายพูดคุยในห้องสองต่อสองกับฝ่ายชายจริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่ง “นอนแก้ผ้าอยู่ แล้วกำลังจะมีอะไรกัน แล้วคนคนนั้นบอกว่า ไม่เอาแล้ว ปฏิเสธว่าฉันไม่อยากมีเพศสัมพันธ์แล้ว”
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม… เพศสัมพันธ์ที่ขาดการยินยอมเท่ากับข่มขืน” บุษยาภา ย้ำ
ยิ่งเป็นกรณีที่ “ดาราหญิง” ให้การว่า ถูกมอมยาจนไม่ได้สติ ถือว่า “การที่คนคนหนึ่งไม่สามารถให้การยินยอมได้โดยสมบูรณ์ แล้วคนคนหนึ่งไปมีเพศสัมพันธ์กับเขา มันก็ถือเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ”
สังคมที่กดดัน...ให้ผู้หญิงปิดปากเงียบ
กระแส “Me Too” ที่เกิดขึ้นและดับลงในไทยเป็นวงจรซ้ำไปมา โดยครั้งล่าสุดที่เริ่มเห็นชัดเจน คือ กรณีนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกาย ลวนลาม และข่มขืน แต่มาถึงตอนนี้ กระแสเรียกร้องความยุติธรรมเริ่มหายไปจากหน้าสื่อ แม้นายปริญญ์กำลังเผชิญคดีหลายกระทง
ดร.ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประเด็นเพศสภาพและเพศวิถี เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า มีผู้หญิงเพียงหยิบมือที่กล้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะผู้หญิงไม่รู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นมิตร และช่วยเหลือผู้หญิงได้จริง

ที่มาของภาพ, CHANETTE TINNAM
ในสังคมไทย ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของคดีล่วงละเมิดทางเพศ กลายเป็นฝ่ายรับ มักถูกตำหนิว่าไม่ดูแลตัวเองให้ดี หรือว่าเปิดโอกาสให้อีกฝ่าย หรือสมยอมเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเงินหรือทางการเมือง และหลายคนก็ถูกกล่าวหาว่าต้องการไต่เต้าไปสู่ระดับการงานที่สูงกว่า
"สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่ามันมีแต่เสียเปรียบในกระบวนการยุติธรรม เพราะชื่อเสียงของผู้หญิงไม่เคยได้รับการปกป้องในเชิงศักดิ์ศรีเลย” ดร.ชเนตตี กล่าว
ผู้ก่อตั้งองค์กรชีโร่ อธิบายว่า ไม่เพียงระบบตุลาการ และการซักถามผู้เสียหายคดีข่มขืนของเจ้าหน้าที่สอบสวนที่ขาดความเข้าใจ จนกลายเป็นซ้ำเติมผู้ถูกกระทำ แต่การนำเสนอของสื่อ และความคิดเห็นในโลกสังคมออนไลน์ เป็นอีกปัจจัยที่ “เหยียบให้ผู้เสียหายปิดปากเงียบลงเรื่อย ๆ” ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
ผู้ใช้สังคมออนไลน์
- ตั้งคำถามกับผู้ถูกกระทำเป็นหลัก อาทิ ทำไมไม่ดูแลตัวเอง ทำไปไปดื่มกับคนแปลกหน้า เป็นต้น
- ทำตัวเป็นนักสืบออนไลน์ จ้องจับผิด ขุดคุ้ยประวัติ
- แม้จะไม่ได้เชื่อผู้เสียหาย 100% แต่สังคมไม่ใช่ศาลเตี้ยว่าใครผิดถูก จึงควรแสดงความเห็นด้วยความเข้าใจ
บทบาทของสื่อ
- เวลารายงานเรื่องความรุนแรงที่มีต่อเพศ หรือการข่มขืน สื่อนำเสนอรายละเอียดที่ไม่พิทักษ์ศักดิ์ศรีและละเมิดสิทธิของผู้เสียหาย อาทิ “ผู้เสียหายโดนอะไรยัดเข้าไปในอวัยวะเพศ” และนำจุดนี้มาเป็นพาดหัวข่าว
- การรายงานที่ลงรายละเอียดพฤติการณ์การกระทำชำเรา ไม่ช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อบรรทัดฐานสังคม และไม่ใช่มาตรวัดของความยุติธรรม

ที่มาของภาพ, Getty Images
“ผู้เสียหายคนหนึ่งต้องใช้พลังงาน กาย และใจมากเหลือเกิน ในการลุกขึ้นมาพูดในสังคมแบบนี้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเขาจะโดนกล่าวโทษ... แต่เขารวบรวมพลังชีวิตแล้วลุกขึ้นมาสู้” บุษยาภา กล่าว
เหตุผลเหล่านี้เองเกื้อหนุน “วัฒนธรรมข่มขืน” ให้คงอยู่ในสังคมไทย เพราะกลายเป็นสังคมที่ “เป็นมิตรกับผู้กระทำ” แทนที่จะ “เป็นมิตรกับผู้เสียหาย”
“มันเป็นการอนุญาตให้ผู้กระทำรู้สึกว่า ทำได้ ฉันจะทำ และฉันจะรอดด้วย”
ดังนั้น จุดเริ่มต้นสู่สังคมที่เป็นมิตรกับผู้เสียหายและผู้ถูกกระทำ อาจเริ่มจากการไม่ซ้ำเติม และหันมาตั้งคำถามให้มากขึ้นต่อผู้กระทำ เพราะ “ผู้เสียหายกำลังเดินเข้าไปในสนามรบที่มีหอกมากมาย พุ่งเข้ามาปัก เราจะทำยังไงที่ไม่ใช่ยื่นมีดให้เขาไปแทงคนอื่น แต่มีโล่กำบังไม่ให้เขาโดนไปมากกว่านี้”











