"กองทัพที่ไม่มีอยู่จริง" เปิดยุทธการลวงนาซีเยอรมันของฝ่ายสัมพันธมิตรในวันดีเดย์

.

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คำบรรยายภาพ, อุปกรณ์ปลอม ๆ อย่างเช่นรถถังปลอม ถูกใช้ในการสร้างการบุกแบบลวง ๆ ของกองทหาร จากฝั่งเกาะอังกฤษไปยังฝั่งตะวันตกของยุโรป

เหตุการณ์วันดีเดย์ (D-Day) หรือการยกพลขึ้นบกที่ชายหาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ครบรอบ 80 ปีในปีนี้ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ครั้งนั้นมีเรื่องที่ผู้คนไม่รู้มากนักนั่นคือ ยุทธการหลอกลวงกองทัพนาซีเยอรมันของฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยการสร้างหน่วยรบปลอมขึ้นมาในอังกฤษจากฝีมือของบริษัทผลิตภาพยนตร์ ทั้งรถถังปลอม และอากาศยานปลอม

การครบรอบ 80 ปี เป็นโอกาสอันดีที่จะร่วมรำลึกถึงวีรกรรมและความกล้าหาญของทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยกพลขึ้นบกบริเวณหาดนอร์มังดีของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 1944 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนต่อระบอบฮิตเลอร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่เบื้องหลังความสำเร็จมีน้อยคนที่จะรู้ว่า มาจากกลุ่มชายหญิงจากอุตสาหกรรมการผลิตภาพยนตร์ พวกเขาช่วยหลอกลวงให้ศัตรูคิดว่า การบุกกำลังจะเกิดขึ้นที่จังหวัดปาส์เดอกาเลส์ของฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ตรงกับส่วนที่แคบที่สุดของช่องแคบอังกฤษ

และแม้ว่าการยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดีจะเริ่มขึ้นแล้ว นายทหารระดับสูงของเยอรมนีก็ยังเชื่อว่า การบุกนอร์มังดีเป็นเพียงการเบี่ยงเบนเท่านั้น และการบุกครั้งที่สองซึ่งใหญ่กว่ากำลังจะตามมา การหลอกลวงครั้งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และยุทธการทรหด (Operation Fortitude) มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ย้อนกลับไปในช่วงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อปี 1940 พันเอกจอห์น เทิร์นเนอร์ เริ่มสร้างสนามบินปลอมขึ้นมาเพื่อสร้างความสับสนให้กับกองทัพอากาศเยอรมันหรือ "ลุฟท์วาฟเฟอร์" (Luftwaffe) โดยสนามบินแห่งนั้นมีขนาดเท่ากับแนวป้องกันเครื่องบินรบของอังกฤษ

พันเอกเทิร์นเนอร์ เป็นผู้อำนวยการของหน่วยโยธาและก่อสร้างของกระทรวงการบิน (Air Ministry) ซึ่งรับผิดชอบในการสร้างลานบินให้กับกองทัพอากาศอังกฤษเพื่อใช้สำหรับการขนย้ายกำลังพลเคลื่อนที่เร็วในช่วงก่อนเกิดสงคราม เขาเกษียณอายุในปี 1939 แต่ถูกเรียกตัวมาทำภารกิจเป็นหัวหน้าแผนกลับคนใหม่ ซึ่งงานของเขาก็คือ การสร้างสนามบินปลอมขึ้นมา โดยมีเครื่องบินปลอมจอดเรียงรายอยู่บนลานบินนั้น

.

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, หลังจากการบุกในวันดีเดย์ ยุทธการทรหดขอฝ่ายสัมพันธมิตรได้ชะลอการส่งกำลังสำรองของเยอรมนีไปยังนอร์มังดี ด้วยการส่งอากาศยานลงจอดให้ดูเหมือนเป็นการโจมตี เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

พลอากาศโท เซอร์ ฮิวจ์ ดาวดิง ผู้บัญชาการบินรบของกองทัพอากาศอังกฤษ ออกมาคัดค้านภารกิจของ พันเอกเทิร์นเนอร์ เพราะไม่ต้องการให้กองทัพเอาทรัพยากรมาเสียไปกับการสร้างสนามบินปลอมและเครื่องบินปลอม เขาบอกว่า เขาต้องการเครื่องบินรบและฐานทัพอากาศที่เป็น "ของจริง" ซึ่งเป็น "วัตถุที่จับต้องได้" ไม่ใช่แค่ "เงา"

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการบินบอกให้พันเอกเทิร์นเนอร์เดินหน้าต่อ แต่ปัญหาที่เขาพบก็คือ ผู้ผลิตเครื่องบินสร้างเครื่องบินปลอมที่มีเครื่องยนต์และวิศวกรรมที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเป็นแค่เครื่องบินที่มองเห็นจากความสูง 20,000 ฟุต และยังมีราคาที่แพงมาก พันเอกเทิร์นเนอร์จึงต้องหาผู้สร้างเครื่องบินปลอมรายใหม่ ซึ่งเขาได้ไปพบกับนอร์มัน ลูดอน

ในช่วงต้นทศวรรษ 1930 นอร์มัน ลูดอน นักธุรกิจชาวสกอต ได้ซื้อคฤหาสน์บนที่ดินกว่า 177 ไร่ ทางเขตตะวันตกของกรุงลอนดอน ต่อมาในปี 1932 เขาเปิดสตูดิโอสร้างภาพยนตร์บนลานของคฤหาสน์เชพเพอร์ตันและสร้างเวทีเสียงขนาดใหญ่ขึ้นมา 2 เวที พร้อมกับติดตั้งเทคโนโลยีด้านเสียงที่ทันสมัย นอกจากนี้ เขายังสร้างห้องแต่งตัว ห้องเก็บเสื้อผ้า โรงทำงานช่าง และเครื่องมืออุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้สำหรับการสร้างหนัง และเพื่อเป็นการบันทึกการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีวิทยุสื่อสาร เขาตั้งชื่อสตูดิโอบันทึกเสียงของเขาว่า "ซาวด์ซิตี" (Sound City)

เพียงไม่นานหลังจากนั้น สตูดิโอเชพเพอร์ตันประสบความสำเร็จอย่างมากจนสามารถขยายสตูดิโอให้ใหญ่กว่าเดิมถึงสองเท่าในปี 1939 ส่วนซาวด์ซิตีก็สามารถดึงดูดนักทำหนังชั้นดีของยุคให้เข้ามาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นโปรดิวเซอร์ อเล็กซานเดอร์ กอร์ดา ผู้กำกับแอนโทนี แอสควิธ และมือตัดต่อหนัง เดวิด ลีน นอกจากนี้ ทีมเทคนิคภาพยนตร์ชั้นยอดที่สตูดิโอแห่งนี้ ซึ่งรวมถึงดีไซน์เนอร์ คนทำฉาก ช่างไม้ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับงานโปรดักชันที่เข้ามาในช่วงนั้น แต่การมาถึงของสงครามทำให้บริษัทสร้างภาพยนตร์ในอังกฤษประสบกับความตกต่ำครั้งใหญ่ ช่างเทคนิคถูกกองทัพเรียกเข้าประจำการ ส่วนสถานะทางการเงินของบริษัทผลิตภาพยนตร์ก็ล้มไม่เป็นท่า

.

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, ยุทธการทรหด (Operation Fortitude) มีขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนให้ฝ่ายอักษะออกจากสมรภูมินอร์มังดี โดยการใช้เทคนิคอย่างเช่น การทำอุปกรณ์ปลอมขึ้นมา

ในช่วงปี 1940 หลังจากที่พันเอกเทิร์นเนอร์ได้พบกับลูดอน เขาได้ตระหนักว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้รับประสบการณ์ในการสร้างฉากที่จำลองขึ้นมาทั้งหมด ทว่าจะดูเหมือนจริงเมื่อออกกล้อง พันเอกเทิร์นเนอร์คิดว่าหรือนี่อาจเป็นวิธีที่เขาจะสร้างเครื่องบินปลอมขึ้นมาได้ ส่วนทางด้านลูดอน เจ้าของสตูดิโอภาพยนตร์เห็นช่องว่างนี้เป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะสร้างงานให้กับช่างเทคนิคที่ต้องการมีงานเลี้ยงชีพที่สตูดิโอเชพเพอร์ตัน เขาจึงร่วมประมูลงานจนชนะและได้เซ็นสัญญารับงานผลิตเครื่องบินปลอมให้กับภารกิจลับของกองทัพอังกฤษ ได้แก่ เครื่องบินรุ่นเวลลิงตันปลอม 50 ลำ และเครื่องบินรุ่นเบลนแฮมปลอมอีก 100 ลำ โดยต้นทุนของการผลิตเครื่องบินปลอมคิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของค่าผลิตเครื่องบินของจริงซึ่งผู้ผลิตเครื่องบินยื่นราคามา ทางออกที่ลงตัวเช่นนี้ กองทัพอากาศของอังกฤษยินดี พันเอกเทิร์นเนอร์ได้เครื่องบินปลอม ๆ และลูดอนก็ได้งานในช่วงสงครามให้กับพนักงานเทคนิคในบริษัทสร้างภาพยนตร์ของเขา

ขณะเดียวกัน ห่างออกไป 2,000 ไมล์ กองทัพอังกฤษได้จัดตั้งหน่วยรบใหม่ขึ้นมาในกรุงไคโรของอียิปต์ที่ชื่อว่าหน่วย "เอ-ฟอร์ซ" ซึ่งนำโดยนายทหารผู้บุกเบิกแห่งการหลอกลวงอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า พันโท ดัดลีย์ คลาร์ก

พันโทคลาร์ก เป็นคนที่ร่าเริง เล่าเรื่องเก่ง และมีความสามารถที่น่ากลัวในการก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่มีใครสังเกตเห็นการมาถึงของเขา เขาเริ่มหลอกลวงชาวอิตาลีและเยอรมันถึงเจตนาของฝ่ายสัมพันธมิตร เกี่ยวกับสงครามทะเลทรายที่มีการสู้รบทั่วทั้งอียิปต์และลิเบีย

การหลอกลวงในบางครั้งของพันโคลาร์กไม่เป็นผล แต่เขาเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว คลาร์กตระหนักว่า การหลอกลวงศัตรูให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การทำให้ศัตรูคิดบางอย่างเท่านั้น แต่ต้องทำให้ศัตรูเคลื่อนไหวบางอย่างด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้หน่วยรบไปอยู่ในพิกัดที่ไม่ถูกต้อง หรือลวงให้เคลื่อนที่ออกไปจากจุดที่จะเข้าโจมตีครั้งใหม่

พันโทคลาร์กมีความเชี่ยวชาญในศิลปะการสร้างกองกำลังทหารที่ไม่มีอยู่จริงอย่างรวดเร็ว เพื่อทำให้คำสั่งรบดูเป็นเรื่องที่เกินจริง เขาได้สร้างกองพลน้อยของทหารพลร่มและทำให้อิตาลีหลงเชื่อว่า ทหารพลร่มเหล่านี้จะกระโดดลงที่ด้านหลังแนวทหารของอิตาลี แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่มีทหารพลร่มอยู่ในแอฟริกาเหนือแต่อย่างใด หลังจากนั้น คลาร์กยังสร้างกองทหารและกองทัพบกปลอมขึ้นมาอีกเพื่อทำให้ดูเหมือนว่า กองทัพที่ 8 ใหญ่โตกว่าความเป็นจริง

.

ที่มาของภาพ, Alamy

คำบรรยายภาพ, แนวคิดในการสร้างหน่วยรบปลอมขึ้นมาเพื่อลวงศัตรู เกิดขึ้นในกรุงไคโรโดยหน่วย เอ-ฟอร์ซ ของพันโทคลาร์ก

ในยุทธการที่เมืองอัลอะละมัยน์ของอียิปต์เมื่อเดือน ต.ค. 1942 คลาร์กและทีมของเขาหลอกศัตรูว่าฝ่ายสัมพันธมิตรจะเข้าโจมตีจากทางตอนใต้ของสมรภูมิรบ ด้วยการนำรถบรรทุกที่คลุมด้วยผ้าใบกันน้ำ ซึ่งทำให้ดูเหมือนมองจากอากาศว่า เป็นแนวของรถถังมาตั้งเรียงกันบนผืนทราย พวกเขายังวางสิ่งที่เป็นเหมือนแนวท่อเชื่อมต่อไปยังคลังเชื้อเพลิงทางตอนใต้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงถังน้ำมันเก่าเท่านั้น เยอรมนีส่งทหารจำนวนสองหน่วยเข้ามาทางใต้เพื่อมาพบกับภัยคุกคามที่ชัดเจนเหล่านี้ และเมื่อการสู้รบมาถึง กองทัพของนายพลมอนต์โกเมอรีของอังกฤษ จึงตีล้อมเข้ามาทางทิศเหนือของสมรภูมิ การสู้รบอย่างหนักดำเนินไปเป็นเวลา 10 วัน ด้วยข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าศัตรู ฝ่ายสัมพันธมิตรก็ได้ชัยชนะในที่สุด

แผนฉลาดแกมโกง

เมื่อถึงช่วงการวางแผนสำหรับวันดีเดย์หรือวันยกพลขึ้นบก ซึ่งถือเป็นยุทธการที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมา รายละเอียดของแผนหลอกลวงก็ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ระหว่างที่วินสตัน เชอร์ชิล นายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้น พูดคุยเรื่องแผนการบุกกับโจเซฟ สตาลิน ในกรุงเตหะรานของอิหร่าน เชอร์ชิล กล่าวว่า "ข้อเท็จจริงในห้วงสงครามเลอค่ามากเสียจนผู้คุ้มกันแห่งการโกหกต้องเข้าร่วมทุกครั้ง" นี่คือประโยคที่สรุปมุมมองของฝ่ายสัมพันธมิตรได้อย่างสมบูรณ์แบบเกี่ยวกับการใช้วิธีลวงศัตรู

นายพลมอนต์โกเมอร์รี ซึ่งสนับสนุนการใช้แผนลวงในยุทธการที่เมืองอัลอะละมัยน์อย่างแข็งขัน ได้รับมอบหมายให้ดูแลกองทัพที่ 21 การมอบหมายนี้ทำให้เขากลายเป็นผู้บัญชาการยุทธการยกพลบุกฝรั่งเศสในวันดีเดย์ พันโทเดวิด สเตรนจ์เวย์ส หัวหน้านายทหารที่อยู่ในแผนกลวงศัตรูลูกน้องของนายพลมอนต์โกเมอร์รี ยืนยันว่าวิธีเดียวที่จะทำให้เยอรมนีสั่งให้กองทัพที่ 15 ซึ่งเป็นกองทัพขนาดใหญ่ ปักหลักอยู่ในกาเลส์ ก็คือการทำให้พวกเขาเชื่อว่า มีกองทัพอยู่ในเมืองเคนท์, เอสเซกซ์ และซัฟโฟล์ก ที่กำลังเตรียมการเข้าบุกจังหวัดปาส์เดอกาเลส์ แต่ทหารหน่วยกลลวงจะหาทหารจำนวน 300,000 นาย ที่ไม่มีอยู่จริงมาได้อย่างไร

แผนลวงในยุทธการทรหด (Operation Fortitude) มีองค์ประกอบหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ สายลับคู่ ซึ่งเป็นสายลับชาวเยอรมันที่ถูกส่งมายังอังกฤษและถูกหน่วยเอ็มไอไฟว์ (MI5) ของอังกฤษส่งคืน โดยพวกเขาได้ส่งข้อมูลผิด ๆ ให้กับผู้บงการของพวกเขาในเยอรมนี สายลับเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังมีการลวงด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน อย่างการส่งสัญญาณปลอมว่า มีกองเรือหรือฝูงบินอยู่ในพิกัดบางแห่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม การสร้างกองทัพปลอมขึ้นมา ทหารหน่วยกลลวงจะเริ่มด้วยการตั้งชื่อหน่วยรบนั้น ๆ ขึ้นใหม่ อย่างหน่วยรบหน่วยแรกของสหรัฐฯ (First US Army Group) ได้ถูกตั้งชื่อตามตัวย่อของหน่วยว่า FUSAG และเป็นอีกครั้งที่ช่างฝ่ายเทคนิคของสตูดิโอภาพยนตร์เชพเพอร์ตัน ถูกส่งไปทำงานในการสร้างรถถังปลอมสำหรับกองทัพปลอมเหล่านี้ รถถังปลอมเหล่านี้ทำขึ้นจากยาง และผ้าใบที่หุ้มโครงโลหะเอาไว้ โดยมันสามารถพองลมได้ในเวลา 30 นาที

รถถังปลอมหลายร้อยคันถูกผลิตขึ้นและนำมาจัดขบวนเรียงกันในสนามขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับกองทัพจริงที่มีการระดมพลสำหรับการเตรียมเข้าบุกอยู่ทางแถบตะวันตกเฉียงใต้ พวกเขาออกแบบเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ โดยสร้างขึ้นจากผ้าใบและไม้ที่ลอยอยู่บนถังน้ำมันเปล่า เรือยกพลแต่ละลำใช้เวลาประกอบทั้งสิ้นลำละ 6-7 ชั่วโมง ด้วยแรงงานคน 30 คน หลังจากนั้นพวกเขาก็นำเรือยกพลขึ้นบกปลอมจำนวน 250 ลำ มาลอยลำเลียบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะอังกฤษ ตั้งแต่เมืองโดเวอร์ไปจนถึงเกรทยาร์เมาท์ แต่โชคร้าย เพราะถึงแม้ว่าจะมีการทิ้งสมอที่หนักมากลงในทะเล เรือพวกนี้มีแนวโน้มจะพลิกคว่ำได้เพราะลมกระโชกแรง ดังนั้น กรมทหารราบของมณฑลวูสเตอร์เชอร์จึงถูกวางกำลังไว้ตามชายฝั่งเพื่อเฝ้าเรือยกพลขึ้นบกปลอมเหล่านี้ และคอยพลิกเรือให้เร็วที่สุด หากเกิดการคว่ำขึ้นมา

นอกจากนี้ คลังเชื้อเพลิงปลอมก็ถูกสร้างขึ้นมาลวงข้าศึกด้วยตามแนวชายฝั่งตั้งแต่เมืองโดเวอร์เป็นต้นมา คลังเชื้อเพลิงปลอมเหล่านั้นทำจากไม้กระดาน นั่งร้าน และท่อเก่า ๆ ที่เอามาจากสนามทุ่นระเบิด ที่เมื่อมองจากพื้นราบอาจดูไม่เหมือนเท่าใดนัก แต่ถ้ามองจากความสูง 20,000 ฟุต มันก็ดูเหมือนจริงอย่างยิ่ง

หน่วยรบของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาบางส่วน ถูกโยกมาช่วยงานที่หน่วย FUSAG และได้มีการคิดค้นหน่วยงานใหม่หลายแห่งเพื่อสร้างขุมกำลังรบปลอม ๆ ขึ้นมาอีกหลายแห่ง กรมทหารสื่อสารสหรัฐฯ ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งสัญญาณวิทยุปลอมไปมาในช่องสื่อสารบังคับบัญชา โดยเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับซ้อมรบและการยกพลขึ้นบกที่ถูกจำลองขึ้น ฝ่ายทหารเยอรมนีไม่จำเป็นต้องถอดรหัสสัญญาณวิทยุเหล่านี้แต่อย่างใด พวกเขาจะเห็นความเคลื่อนไหวได้จากปริมาณการสื่อสารทางวิทยุที่เกิดขึ้นว่า กำลังมีสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นกองทัพขนาดใหญ่รวมตัวกันทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ ในช่วงท้ายของเดือน พ.ค. เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงวันดีเดย์ หน่วยข่าวกรองของเยอรมนีวิเคราะห์ว่า มีหน่วยรบของฝ่ายสัมพันธมิตรอยู่ในอังกฤษถึง 79 หน่วย แต่แท้จริงแล้วมีเพียง 52 หน่วยรบเท่านั้น

.

ที่มาของภาพ, Imperial War Museum

คำบรรยายภาพ, เรือยกพลขึ้นบกจำลองถูกใช้ในการล่อลวงทหารเยอรมันที่บริเวณท่าเรือตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงก่อนวันดีเดย์

อย่างไรก็ตาม ทหารทุกนายต้องมีผู้บัญชาการ และในการแสดงที่พลิกผันอันน่าตื่นอกตื่นใจครั้งสุดท้าย ซึ่งในครั้งนั้นนายพลจอร์จ เอส แพตตัน รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการหน่วยรบ FUSAG และไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาย่อมจะอยากบัญชาการหน่วยรบที่เป็นของจริงมากกว่าสำหรับการเตรียมการบุกจริง แต่เขาพาตัวเองไปอยู่ในบทบาทใหม่

ในฐานะนักแสดงที่ยอดเยี่ยม เขาน่าจะได้กล่าวสุนทรพจน์และตรวจกำลังพลของกรมทหารราบและหน่วยรบต่าง ๆ แต่ในทุกที่ที่เขาเดินทางไป กลับมีผู้ติดตามเป็นเหล่าช่างภาพ และในไม่ช้าความเคลื่อนไหวของเขาก็รั่วไหลไปยังศัตรู ฝ่ายเยอรมนีคิดว่า เขาคือหนึ่งในนายพลที่ดีที่สุดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมี พวกเขาเชื่ออย่างสุดใจว่า นายพลจอร์จ จะเป็นผู้บัญชาการรบที่เป็นหัวหอกในการบุกยุโรป

เมื่อถึงวันดีเดย์ที่ทหารสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่หาดนอร์มังดี พวกเขาทำให้ฝ่ายเยอรมนีประหลาดใจอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ยังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน กำลังเสริมเคลื่อนพลจากทางตอนใต้และฝั่งตะวันตกของฝรั่งเศสเพื่อร่วมสู้รบ การต่อสู้ 6 สัปดาห์ เพื่อฝ่าแนวรบออกจากหาดนอร์มังดีนั้นยาวนานและยากลำบาก แต่ถึงกระนั้น กองทัพที่ 15 ของเยอรมนีก็ยังคงปักหลักอยู่ที่ จ.ปาส์เดอกาเลส์ เพื่อรอการบุกครั้งใหญ่ครั้งที่สองตามที่นายทหารระดับสูงของเยอรมนีเชื่อ

ระหว่างที่การสู้รบแตกหักกำลังดำเนินไปทางตะวันตกของฝรั่งเศสที่หาดนอร์มังดี ทหารเยอรมันกว่า 150,000 นาย นั่งกระดิกนิ้วอยู่แถวเมืองกาเลส์ (Calais) ที่อยู่ห่างออกไป 200 ไมล์ แผนการลวงของยุทธการทรหด (Operation Fortitude) ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม