คนไม่มีศาสนาในอังกฤษกำลังเพิ่มขึ้น แล้วไทยเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, วีรวัฒน์ อัจจุตมานัส
- Role, นักเขียนอิสระ
ผลสำรวจสำมะโนประชากรครั้งล่าสุดของอังกฤษและเวลส์ ที่เพิ่งแถลงเมื่อปลาย พ.ย. 2022 พบว่า จำนวนผู้ไม่นับถือศาสนาใน 2 ประเทศ เพิ่มเป็น 37% จาก 25% เมื่อปี 2011 เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากผู้นับถือศาสนาคริสต์ที่อยู่ที่ 46.2% ลดลงจาก 59.3% จากการสำรวจครั้งก่อน
สำหรับในไทยยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างเป็นทางการ แต่ ดร. ศิลปชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการอิสระด้านศาสนวิทยา เคยประมาณเอาไว้เมื่อปี 2018 ว่ามีผู้ไม่นับถือศาสนาอยู่ราว 20%
หากมองรอบตัวเรา จะพบว่า หลายคนตั้งคำถามกับศาสนาที่ตัวเองนับถือมาแต่เกิด แต่อะไรคือเหตุผล ที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะไม่สังกัดอยู่ในศาสนาใดเลย หรือศาสนาที่เคยเป็นเครื่องหมายของคนดีจะมีความสำคัญน้อยลงเรื่อย ๆ ร่วมหาคำตอบไปกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, ANGIE BROWN
จากพุทธศาสนาสู่วิทยาศาสตร์
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน วิศรุต "ภูภู่" วิสิทธิ์ หรือ ภู นักวาดภาพประกอบและผู้ร่วมก่อตั้ง Spacebar Design Studio เขียนลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเองว่าเขาคือคนไม่นับถือศาสนา ผลที่ตามมายอดผู้ติดตามหายไปนับพันคนและกลายเป็นประเด็นถกเถียงบนอินเทอร์เน็ต
“ผมน่าจะเป็นกลุ่มคนแรก ๆ ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ตอนนั้นคนที่ยังรับไม่ได้ ไม่ได้ตั้งใจไปท้าทาย ผมคุยได้ทุกศาสนา ซึ่งตอนนี้คนเริ่มมีเหตุผลกันมากขึ้นแล้ว”
ภู ย้อนเล่าว่าเขาเติบโตมาในบ้านข้างวัดที่จังหวัดเชียงใหม่ และในช่วงเรียนมัธยมต้นก็เคยสอบแข่งขันด้านพุทธศาสนาและติดอันดับที่ร้อยกว่าของประเทศ แต่ในจังหวะเดียวกันก็ประสบปัญหาครอบครัว เขาเริ่มคิดว่าเรื่องบุญกรรมที่สังคมพุทธแบบไทยสั่งสอนกันมาไม่ใช่เรื่องจริง กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาไม่นับถือศาสนา
“ผมทำดีมาตลอดแต่ชีวิตค่อนข้างแย่เลยล่ะ พออายุ 18-19 ปี ก็เริ่มถอยห่างออกมาออกจากศาสนา เวลามีอะไรที่อธิบายไม่ได้ พวกแนวพุทธ-ผี-พราหมณ์ ผมจะใช้วิทยาศาสตร์เข้าไปอธิบายแทน เชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ได้ จะเรียกว่านับถือศาสนาวิทยาศาสตร์ก็คงได้”
ทุกวันนี้ ภูเข้าวัดเมื่อต้องพาผู้ใหญ่ไปทำบุญ แต่ไม่ร่วมพิธีกรรมใด ๆ แม้กระทั่งงานแต่งงานหรือขึ้นบ้านใหม่ของเขาเองก็มีแค่งานเลี้ยงสังสรรค์
“พอตัดเรื่องพิธีกรรมออกไป ชีวิตสบายขึ้นเยอะเลย ถ้าเข้าวัดผมก็จะยืนมองธรรมชาติ สถาปัตยกรรม แต่ไม่เข้าร่วมพิธีกรรมเลย”

ที่มาของภาพ, วิศรุต วิสิทธิ์
เมื่อศาสนาไม่ตอบโจทย์
ไม้ (ชื่อสมมุติ) เป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรม เขาเติบโตในชุมชนมุสลิมเล็ก ๆ ในภาคใต้ ช่วงมัธยมต้น ไม้เริ่มตั้งคำถามกับศาสนาเมื่อพ่อมีภรรยาคนที่ 2 โดยไม่ได้รับการยินยอมจากแม่
“อิสลามสามารถมีภรรยาได้ 4 คน แต่บัญญัติชัดเจนว่าภรรยาคนแรกต้องยอมรับก่อน ตรงนี้แหละคือทำให้ผมรู้สึกว่าจะมีศาสนาไว้ทำไมในเมื่อคนในไม่คิดจะทำ”
เขาเริ่มตั้งคำถามถึงสิทธิสตรีและ LGBTQ+ในศาสนาอิสลาม รวมทั้งพฤติกรรมของคนในหมู่บ้านที่ใช้สิ่งที่ปฎิบัติและศาสนาเป็นโล่กำบังเพื่อตัดสินคนอื่น จนกระทั่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และได้เจอคนรักที่เลิกนับถือพุทธ ซึ่งมีอิทธิพลให้เขาเลิกนับถือศาสนา
“ถ้าไม่มีศาสนา แล้วไม่ได้ระรานใคร หรือใช้ความเชื่อทำร้ายคนอื่น ผมมีความสุขกว่า”
ไม้ เชื่อว่าศาสดาและคำสอนของทุกศาสนาไม่ผิด แต่ผิดที่คนเอาช่องว่างของศาสนามาใช้เพื่อตัวเองมากกว่า ทุกวันนี้เมื่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัดไม้ยังเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาบ้างเพื่อลดแรงเสียดทานในชุมชน แต่เขาก็นิยามความหมายของคำว่าพระเจ้าในแบบเขาเอง
“ถามว่ายังเชื่อในพระเจ้าไหม เป็นสิ่งที่ตอบยาก พระเจ้าสำหรับผม คือสิ่งที่ผมเชื่อแล้วสบายใจ มากกว่าที่จะเป็นการปฏิบัติ บูชาหรือสักการะ”
ไม่นับถือศาสนา ไม่จำเป็นต้องต่อต้านศาสนา
งานแต่งงานของแอล (ชื่อสมมุติ) มีขึ้นในโบสถ์คริสต์ และเมื่อครั้งที่ใช้ชีวิตอยู่ที่อิสราเอล แอลเคยเข้าโบสถ์ยิว แต่จริง ๆ แล้วแอลเป็นคนไม่นับถือศาสนามาตั้งแต่อายุ 16 ปี เธอเคยนับถือพุทธตามศาสนาของพ่อแม่ จนเมื่อโตขึ้น ก็เริ่มตั้งคำถามว่าจำเป็นแค่ไหนที่ต้องอยู่ในศาสนาที่เธอไม่ได้เลือกเอง
“เราได้เรียนเรื่องมหัศจรรย์ต่างๆ ในศาสนาพุทธ ก็รู้อยู่หรอกว่าเป็นกุศโลบายทำให้คนเชื่อ แต่มันดูไม่สมเหตุสมผล จนกระทั่งเข้ากรุงเทพฯ ได้เจอสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้ผ่านทางพ่อแม่ ทำให้รู้ว่าเราไม่ใช่พุทธ”
แอล เคยศึกษานิกายเซนที่ช่วยให้คำตอบในชีวิตช่วงหนึ่ง จนกระทั่งตกตะกอนความคิดว่าเธอไม่นับถือศาสนาอะไรเลย และเอาข้อดีของทุกศาสนามาปฎิบัติ โดยไม่ยึดติดกับศาสดา เมื่อพบรักกับออฟที่นับถือคริสต์จึงไม่ใช่ปัญหาที่จะเข้าพิธีตามศาสนาของสามี
“เคยตั้งใจว่าจะไม่เดตกับคนคริสต์ แต่พอได้รู้จักกัน เขาก็ไม่ได้พูดถึงพระเจ้าตลอดเวลา ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการดำเนินชีวิต”
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ออฟเปลี่ยนมานับถือพุทธสายเคร่ง นั่งสมาธิ สวดมนต์ และฟังเทศน์ก่อนนอนทุกคืน แต่ไม่ใช่ปัญหาในการใช้ชีวิตคู่
“เขาหันมานับถือพุทธสายปฎิบัติ ไม่ใช่พุทธพาณิชย์แบบที่เราไม่ชอบ และไม่คิดจะโน้มน้าวให้เราเชื่อตาม บางกิจกรรมอย่างการนั่งกรรมฐานเราก็ไปร่วมได้ แต่ไม่ได้มีความเชื่อมากพอที่จะกลับไปนับถือ”

ที่มาของภาพ, แอล
"โลกหลากหลายเกินกว่าศาสนาจะตัดสิน"
“ตอนเรียนมัธยม ผมเรียนสายวิทย์ ก็เริ่มตั้งคำถามเรื่องพระเจ้าสร้างโลกใน 1 วัน สร้างจักรวาลใน 7 วัน ซึ่งมันขัดกับองค์ความรู้ในปัจจุบัน”บี (ชื่อสมมุติ) เล่า
บี เป็นอาจารย์ด้านทันตกรรม เขาเคยนับถือศาสนาคริสต์ตามแม่ และไม่นับถือศาสนาเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา
เขามองว่าตอนนี้โลกก้าวไปไกลเกินกว่าสิ่งหนึ่งจะตัดสินได้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี และศาสนาและคำสอนก็ไม่สามารถอธิบายความหลากหลายในยุคปัจจุบัน ทุกวันนี้สิ่งที่ยึดเหนี่ยวของเขาได้ดีที่สุด คือครอบครัว เพื่อนหรือคนที่โตกว่าที่ประสบการณ์ชีวิตนำมาปรับใช้เข้ากับยุคสมัยได้มากกว่า
แม้ไม่มีศาสนา แต่บียังคงเข้าร่วมกิจกรรมในมุมมองว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมรูปแบบหนึ่งที่ไม่ยึดโยงกับศาสนา อย่างเช่น คริสต์มาส เขามองว่าเป็นวันที่ครอบครัวมารวมตัวกันมากกว่าจะเป็นวันเกิดของศาสดา หรือแม้แต่การเข้าวัดไหว้พระเขาก็ทำ
“เราไม่ได้เคารพร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ลบหลู่ความเชื่อคนอื่น คำสอนที่มีข้อดีก็มาปรับใช้กับตัวเอง”
จิตวิญญาณ และชีวิตหลังความตายของคนไม่มีศาสนา
เรื่องของจิตวิญญานและชีวิตหลังความตายเป็นสิ่งที่บัญญัติไว้ในหลักศาสนา แล้วสำหรับคนไม่มีศาสนาเขามองเรื่องเหล่านี้อย่างไร
ภู ใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายในแง่การเปลี่ยนแปลงของสสาร ส่วนเรื่องของจิตวิญญาณเขายกตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง “โคโค่ วันอลวน วิญญาณอลเวง” (Coco) ว่าจิตวิญญาณของเราอยู่ในความทรงจำของคนอื่น ซึ่งปัจจุบันมนุษย์ใส่เรื่องราวของตัวเองไว้ในโลกดิจิทัลจนอาจทำให้เป็นอมตะเลยด้วยซ้ำ
ส่วนไม้ยอมรับว่าเขาเคยมีแนวคิดเรื่องโลกหลังความตายปลอบใจตัวเอง ตอนที่พี่ชายเสียชีวิต แต่ทุกวันนี้ เขายึดการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน คล้ายหลักการของพุทธ
“นรกกับสวรรค์เกิดขึ้นทุกวันในใจเรา ” ไม้อธิบาย
ขณะที่แอลวางแผนบริจาคร่างกาย และคิดว่าพีธีศพเป็นเพียงเครื่องปลอบประโลมผู้ที่มีชีวิตอยู่มากกว่าการนำทางไปสู่โลกหลังความตาย “กลับคิดว่าเมื่อตายไปแล้วจะทำอย่างไรให้ร่างกายของเราเบียดเบียนสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดมากกว่า”

ที่มาของภาพ, Gettty Images
ไม่มีศาสนา = ไม่มีศีลธรรม ?
การศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 4,622 คนทั่วสหรัฐอเมริกาและสวีเดนของโทมัส สโตห์ล แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์พบว่า ผู้ไม่นับถือพระเจ้าหรือศาสนาก็ใช้ความดีในการดำเนินชีวิต และประเมินศีลธรรมจากผลลัพธ์ ขณะที่คนนับถือศาสนาจะนิยามศีลธรรมเพื่อช่วยยึดโยงกลุ่มก้อนกันมากกว่า
“ผมไม่ได้มองว่าศาสนาไม่ดี แต่บางทีก็ทำให้มนุษย์แยกกลุ่มออกจากกัน” บี ยกข้อมูลจากหนังสือ “เซเปียนส์ ประวัติศาสตร์ย่อมนุษยชาติ” ที่ว่าศาสนาเป็นเครื่องมือที่ทำให้กลุ่มคนมารวมตัวกัน เหมือนเป็นกฏหมายที่ใช้ร่วมกันในอดีต แต่ปัจจุบันมีกฏหมายสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ทำให้ศาสนามีความสำคัญน้อยลง
อย่างไรก็ตาม สังคมอนุรักษ์นิยม เช่น สังคมไทยก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยึดโยองศีลธรรมเข้ากับศาสนาอย่างแยกไม่ออก
“เมื่อบอกว่าไม่มีศาสนา เราจะถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายทันที คนคนแรกคือเจ้าหน้าที่เขต” แอล ย้อนเล่าว่าเธอไม่กล้าเคยไม่กล้าระบุว่าไม่มีศาสนาในบัตรประชาชน จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับภู เขาเคยคิดว่าศาสนาจะถูกฝังไว้ในบัตรประชาชนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และเพิ่งเปลี่ยนบนบัตรประชาชนเมื่อเร็ว ๆ นี้
“ถ้าศีลธรรมคือการทำดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น คนไม่มีศาสนาน่าจะมีศีลธรรมสูงกว่าคนอื่น เพราะไม่ยุ่ง ไม่ตัดสิน และไม่เหยียดใครเลย” ภู กล่าว
สำหรับไม้ เขาคิดว่าศีลธรรมเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องยึดโยงกับศาสนา แต่เกิดขึ้นได้จากจิตสำนึกและประสบการณ์ชีวิต
คนยุคใหม่กับศาสนา
รายงานชื่อ The Age Gap in Religion Around the World ที่เผยแพร่เมื่อ มิ.ย. 2018 ของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) พบว่าคนส่วนใหญ่ในการสำรวจ 106 ประเทศ บอกว่าตัวเองนับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ทว่าเมื่อเทียบช่วงอายุแล้ว พบว่าคนหนุ่มสาวตอบว่าไม่มีศาสนามากกว่าผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไป
มองเจาะลงไปในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รายงานไม่พบความแตกต่างมากนักของคนหนุ่มสาวกับผู้ใหญ่ใน 17 จาก 20 ประเทศที่สำรวจ ส่วนอีก 3 ประเทศที่พบความต่างมากคือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย
- เกาหลีใต้ -- 39% ของเยาวชน บอกว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เทียบกับ 63% ในหมู่ผู้ใหญ่
- ญี่ปุ่น -- 31% ของเยาวชน บอกว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง เทียบกับ 49% ในกลุ่มผู้ใหญ่
- ออสเตรเลีย -- 43% ของเยาวชน บอกว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งเทียบกับ 66% ในกลุ่มผู้ใหญ่
ภูและบีมองว่า ศาสนาไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับชีวิตของคนปัจจุบัน จึงทำให้มีความสำคัญลดลง และมีบทบาทให้คนปฎิบัติหรือไม่ปฎิบัติน้อยลงไปด้วย
“ศาสนามีอยู่ได้ ให้ระลึกคิดถึง ให้ปรับใช้กับบางอย่างได้ แต่ไม่ใช่กับทุกอย่าง” ภู ออกความเห็น
“เด็กๆ รุ่นใหม่เข้าถึงข้อมูลทั้งวิทยาศาสตร์และประวัติศาสตร์มากขึ้น ทำให้มีสิทธิเลือกไม่จำเป็นต้องถูกกำหนด นิยามตามที่คนรุ่นก่อนปลูกฝัง” บี กล่าว
นอกจากนี้ บีคิดว่าข่าวด้านลบในแวดวงศาสนาก็มีส่วนทำให้ความนับถือศรัทธาลดลง ด้วยกรอบของศาสนาว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี เมื่อมีสิ่งที่ย้อนแย้งก็กลายเป็นภาพลบไป
สำหรับภู เปรียบเทียบศาสนาเป็นเหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ริเริ่มไม่ผิด แต่ผู้ใช้งานอาศัยช่องว่างไปใช้กันผิดมากกว่า และมองว่าศาสนาไม่ได้หายไปไหนเพียงแต่โอนถ่ายความเชื่อให้หลากหลายมากขึ้น
“ศาสนาที่เคยเป็นกรอบปฏิบัติของสังคมถูกแแทนที่เป็นกฏหมาย ส่วนความเชื่อ ความนับถือ ก็แตกย่อยเป็นสัทธิตามความชอบ และรสนิยม”












