พระสุธรรม ฐิตธัมโม กับภารกิจใหม่ "ธุดงค์" ลดความเกลียดชังต่อคนเอเชียในสหรัฐฯ

พระสุธรรม ฐิตธัมโม

ที่มาของภาพ, พระสุธรรม ฐิตธัมโม

หลังเคยเดินเท้ากว่า 5,000 กิโลเมตร เป็นเวลา 121 วัน จากแคลิฟอร์เนียถึงนิวยอร์กเมื่อปี 2562 พระสุธรรม ฐิตธัมโม พระนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพ เตรียมออกเดินทางอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสันติภาพในภาพกว้าง แต่มุ่งเรียกร้องลดความเกลียดชังต่อคนเอเชียซึ่งกลายเป็นกระแสในสหรัฐฯ และทั่วโลก หลังโควิด-19 เริ่มระบาด

พระสุธรรม อดีตนักการเมืองแห่งพรรคประชาธิปัตย์บอกกับบีบีซีไทยว่าจะบินมาถึงนครนิวยอร์ก 16 ก.ค. แต่วันออกเดินธุดงค์จริงนั้น ยังไม่แน่นอน

พระสุธรรม หรือ "หลวงพี่หมี" ก่อนบวชมีนามว่านายสุธรรม นทีทอง เป็นอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เมื่อปี 2551-2553

ย้อนไปเมื่อปี 2562 พระสงฆ์รูปนี้ใช้เวลา 121 วัน เดินจากเมืองซานตาโมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนียในฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยใช้เส้นทางถนนสายดังหมายเลข 66 หรือรูท 66 ข้ามไปยังอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพที่นครนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศ

พระสุธรรม ฐิตธัมโม

ที่มาของภาพ, พระสุธรรม ฐิตธัมโม

พระสุธรรมเห็นว่าวิกฤตโควิด-19 ทำให้เกิดความแตกแยกกันทางสีผิว โดยเฉพาะกระแสความเกลียดชังต่อคนเอเชีย

"เราเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นอันตรายต่อสันติภาพ ต่อความสงบสุขของมวลมนุษยชาติที่จะอยู่ร่วมกัน"

วิกฤตความเกลียดชังในครั้งนี้ทำให้เขาหวนคิดถึงตอนที่เคยเดินข้ามสหรัฐฯ หรือที่เดินในทวีปเอเชีย ซึ่งผู้คนในทุกที่ก็ให้การช่วยเหลือร่วมมืออย่างดี เลยทำให้คิดว่าการออกเดินอีกครั้งนี้ "น่าจะเป็นการร่วมกันสร้างสันติภาพให้กับโลกอีกรอบหนึ่งขึ้นมาได้"

พระสุธรรมวางแผนจะออกเดินทางจากสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก ไปยังกรุงวอชิงตันดีซี โดยอาจจะไปจบที่ทำเนียบขาว ระยะทางราว 400 กิโลเมตร คาดว่าจะใช้เวลาราว 7-10 วัน หากมีการแวะพูดคุย-จัดกิจกรรมระหว่างทาง

ความเมตตา

พระสุธรรมบอกว่าในกระแสความเกลียดชังต่อคนเอเชียในขณะนี้ หลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่สำคัญคือการมีเมตตาต่อกันแบบ "ไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ"

"ถ้าทุกคนมีความเมตตาต่อกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน มีความรักต่อกัน โลกมันก็จะน่าอยู่ โลกจะเกิดสันติสุข แต่ทุกวันนี้มันเกิดเหตุการณ์ในทางตรงกันข้ามกันเยอะ เพราะว่าบางทีเราขาดเมตตาต่อกัน"

พระสุธรรมอธิบายต่ออีกว่า แม้แต่ในสังคมหรือครอบครัวเดียวกัน เมื่อมีความรู้สึกและความคิดที่แตกต่างกัน พอคนเราขาดเมตตา ก็จะเกิดสภาวะที่ขาดสันติสุขขึ้นมาได้

พระสุธรรม ฐิตธัมโม

ที่มาของภาพ, พระสุธรรม ฐิตธัมโม

คำบรรยายภาพ, ย้อนไปเมื่อปี 2562 พระรูปนี้ใช้เวลา 121 วัน เดินทางจากฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ไปนครนิวยอร์ก ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของประเทศ

ก้าวแรก

ก่อนหน้านี้ พระสุธรรมเคยเดินธุดงค์ไปในเมียนมา อินเดีย ปากีสถาน แต่พอเดินในตุรกีได้ไม่นาน การระบาดใหญ่ก็เริ่มต้นขึ้น

เมื่อปลายปีที่แล้ว พระสุธรรมได้จัดกิจกรรม "เดินด้วยกัน นำพาสันติ" โดยมีผู้ร่วมเดินธุดงค์จาก 5 ศาสนา คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ฮินดู และซิกข์ โดยออกเดินทางจาก อ.เบตง จ.ยะลา ไป อ.เชียงของ จ.เชียงราย โดยในครั้งนั้นเป็นการ "สืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสภิกขุ มุ่งให้ศาสนิกยึดหลักคำสอนของศาสนา ร่วมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกันระหว่างศาสนา และเจริญจิตใจให้ออกจากวัตถุนิยม นำไปสู่การสร้างสันติภาพและส่งสันติสุขให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย"

พระสุธรรมบอกกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่เรียนรู้จากการเดินครั้งที่ผ่าน ๆ มาคือ เราไม่สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้จากการทำอะไรในคราวเดียว

"ความสำเร็จมันต้องเริ่มจากการนับหนึ่ง มันเริ่มจากก้าวแรก เพราะฉะนั้นขอให้เราได้ทำให้ดีที่สุด ผลมันจะเป็นยังไงก็ไม่เป็นไร"

อดีตนักการเมืองฝีปากกล้า บอกว่าการเดินเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ เพราะการสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่ต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ

"เหมือนกับครั้งก่อนที่เราเดินคนเดียว แล้วผู้คนก็สนใจกันมากขึ้น ๆ เอ๊ะ พระองค์นี้มาเดินทำอะไรคนเดียว ผู้คนก็เกิดคำถามแล้วก็มาสนใจ ...อย่างน้อย ๆ ที่สุดก็คือ สิ่งที่เราทำ มันเกิดขึ้นในใจของเราทันที เราเกิดสันติภาพขึ้นมาทันที เราได้สร้างสันติภาพให้ผู้คนที่เราได้พบเห็นพูดคุยตามเส้นทางต่าง ๆ ไม่มากก็น้อย"

พระสุธรรม ฐิตธัมโม

ที่มาของภาพ, พระสุธรรม ฐิตธัมโม

คำบรรยายภาพ, "หลวงพี่หมี" อดีตฆราวาสนาม สุธรรม นทีทอง ผู้เคยดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

พระสุธรรมคาดหวังว่า เมื่อเดินไปถึงจุดหมายแล้ว จะสามารถจุดประกายความคิดคนขึ้นมาได้

"การที่เราต้องการสร้างสันติภาพขึ้นมาเป็นเรื่องที่จำเป็น เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่ต้องมาช่วยกัน ไม่ใช่ว่าพอเราเห็นใครสร้างความรุนแรง สร้างความเกลียดชัง แล้วเราก็เพิกเฉย"

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เคยออกมาเรียกร้องชาวอเมริกันให้กันร่วมต่อต้านความเกลียดชัง โดยเตือนว่า "การเงียบของเราคือการสมรู้ร่วมคิด" ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับปัญหาเหยียดสีผิว หลังเมื่อราวกลางเดือน มี.ค. เกิดเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงร้านสปา 3 แห่งในเมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย ในจำนวนนี้เป็นคนเชื้อสายเอเชีย 6 ราย

อดีต กปปส. สู่พระนักเคลื่อนไหว

นอกจากเป็นเคยเลขานุการ รมว. ศึกษาธิการ แล้ว พระสุธรรมยังเคยเป็นโฆษกกระทรวงแรงงาน และสมาชิก "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.) การเคลื่อนไหวของ กปปส. ครั้งนั้น มีส่วนทำให้เกิดการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2557 ทว่า หลังการยึดอำนาจ นายสุธรรมกลับเลือกพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง

ชุมนุมกปปส.

ที่มาของภาพ, LightRocket via Getty Images

คำบรรยายภาพ, สุเทพนำมวลชน กปปส. ที่อยู่ระหว่างชุมนุม "ปิดกรุงเทพฯ" สวมเสื้อสีเหลืองเพื่อแสดงความจงรักภักดี เนื่องในวันฉัตรมงคล 5 พ.ค. 2557

นายสุธรรมตัดสินใจบวชหลังจากได้ "อยู่นิ่ง ๆ กับตัวเอง" หลังทุ่มเททำงานการเมืองไปทั้งชีวิตตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย

"การเมืองมันก็ยังอยู่ที่เดิม มันไม่ได้ไปไหน ยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรเดิม ๆ มีการเลือกตั้ง เลือกตั้งเสร็จก็รัฐประหาร"

และหลังได้ศึกษาพระธรรมและฝึกสมาธิ ก็ค้นพบว่านี่เป็น "เส้นทางที่ใช่"

นอกจากมีความสุขที่ได้เจริญสติ สมาธิ และภาวนา พระสุธรรมบอกว่า อีกมุมหนึ่งคือมีความสุขที่ได้อุทิศตนเพื่อส่วนรวม ได้นำพระธรรมของพระพุทธเจ้าไปให้ผู้คนปฏิบัติเพื่อให้เกิดความพ้นทุกข์ "รู้สึกว่ามันได้ผลมากกว่าที่เราเคยทำงานด้านการเมืองมาก"

เมื่อถามย้อนถึงบทบาทของเขาในการเคลื่อนไหวของ กปปส. ซึ่งนำไปสู่การยึดอำนาจในเวลาต่อมา พระสุธรรมบอกว่า อยากให้หวนกลับไปดูการยึดอำนาจในครั้งที่ผ่าน ๆ มาด้วย

"มันเป็นวงจรที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย มันไม่ได้เกี่ยวกับ กปปส. มีหรือไม่มี กปปส. มันก็มีการยึดอำนาจกันมาตลอด เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วมันมีการทุจริตคอร์รัปชัน ประชาชนส่วนหนึ่งก็เรียกร้องว่ามันไม่ใช่ มันจะต้องมีรัฐบาลที่ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ก็เรียกร้อง สุดท้ายก็นำไปสู่การรัฐประหาร มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง มันไม่ใช่ครั้งแรก"

พระสุธรรมบอกว่าเมื่อพูดถึงการเมือง จริง ๆ แล้วเรื่องศีลธรรมสำคัญที่สุด

"ไม่ว่าจะเป็นระบบไหน ระบอบประชาธิปไตย เผด็จการ หรือระบอบไหนก็ตาม ...ถ้าขาดศีลธรรมแล้ว การเมืองนั้นไม่ใช่การเมืองระบบที่ดี เพราะฉะนั้นแล้วในความรู้สึกของพระ มันไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่มันอยู่ที่ศีลธรรม"