ผู้หญิงอเมริกันเชื้อสายเอเชียเล่าประสบการณ์ถูกเลือกปฏิบัติจากสังคม

คำบรรยายวิดีโอ, “ผู้หญิงเอเชียไม่ได้อ่อนแอ ผู้หญิงเอเชียไม่ได้ขี้กลัว”

กระแสเกลียดชังชาวเอเชียที่กำลังลุกลามในสหรัฐฯ ทำให้กลุ่มคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียออกมาต่อต้านอาชญากรรมและความรุนแรงต่อชาวเอเชียทั่วประเทศ และบีบีซีได้ถามผู้ร่วมชุมนุมบางคนถึงชีวิตของพวกเธอในฐานะผู้หญิงเอเชียที่อาศัยอยู่ในอเมริกา

ซินดี เจิ่น กวีหญิง เล่าว่าเธอเติบโตมากับการถูกทำให้รู้สึกเหมือนไม่มีตัวตนในสังคม "ตั้งแต่เด็ก ฉันถูกมองข้ามทั้งทางร่างกายและอารมณ์"

ประสบการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับของนักศึกษาอีกคนที่ชื่อ ไดแอน เหอ ซึ่งเล่าว่า "พวกเขามองว่าเราเป็นคนเงียบ ๆ ไม่มีปากเสียง เหมือนกับพวกเราแทบจะเลือนหายไปกับฉากหลัง"

ซินดีบอกต่อว่า เธอมักเผชิญกับทัศนคติที่ว่าผู้หญิงเอเชียอ่อนแอ และเป็นวัตถุทางเพศ รวมทั้งความคิดที่ว่าผู้หญิงเอเชียเป็นหนี้สังคมและต้องคอยตอบสนองความต้องการของผู้อื่น ซึ่งหากความต้องการดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนองในทันที ก็จะมีบทลงโทษหรือถูกตัดขาดจากความสัมพันธ์

"เพื่อนของฉันเป็นมะเร็งสมอง...เขาถามว่าฉันจะยอมหลับนอนกับเขาก่อนที่เขาจะตายได้ไหม" ซินดีเล่า

เซียน หว่อง ทนายความหญิงที่มาร่วมการชุมนุมต่อต้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังในนิวยอร์ก บอกว่า

"ผู้หญิงเอเชียไม่ได้อ่อนแอ ผู้หญิงเอเชียไม่ได้ขี้กลัว ผู้หญิงเอเชียไม่ใช่คนสงบปากสงบคำ"

ขณะที่ ซูซาน ลี หญิงสูงวัยที่ร่วมชุมนุมในครั้งนี้อธิบายว่า ทัศนคติเหมารวมที่มองคนเอเชียว่าเป็นคนเงียบ ๆ ไม่มีปากมีเสียงนั้น อาจมาจากคนในรุ่นแม่และตายายของเธอที่มักจะมักเก็บงำเรื่องต่าง ๆ ไว้กับตัวเอง

นอกจากนี้เธอยังบอกว่า กระแสความเกลียดชังคนเอเชียที่เพิ่มขึ้นขณะนี้ ทำให้หลายคนมีความคิดว่าคนเอเชียควรกลับประเทศบ้านเกิดไปให้หมดไม่ว่าบ้านจะเป็นที่ไหนก็ตาม

"แต่พวกเขาไม่รู้ว่าบ้านเราคือที่นี่" เธอกล่าว

ไดแอนบอกว่าปัญหาความเกลียดชังทางเชื้อชาติสามารถแก้ไขได้ด้วยการเปิดใจ และมองว่าเพื่อนร่วมชาติทุกคนไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรือสีผิวอย่างไร ต่างก็เป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกด้วยกันทั้งสิ้น

"ฉันอยากให้คนอเมริกันหรือผู้คนทั่วไป มองผู้หญิงเอเชียเหมือนคนอื่นทั่วไป เพราะรากฐานของเรื่องนี้คือการที่เราต่างเป็นมนุษย์ เราต่างมีครอบครัว เราต่างมีคนที่เรารัก เราต่างอยากมีความสุข มีความห่วงใยให้ผู้อื่น"

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเหตุทำร้ายคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียเกิดขึ้นหลายครั้งในสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสความเกลียดชังทางเชื้อชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งคนเอเชียถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของการแพร่เชื้อไวรัสชนิดนี้

เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นายวิชา รัตนภักดี ชายไทยวัย 84 ปี ที่อาศัยอยู่ในนครซานฟรานซิสโก ถูกคนร้ายผลักล้มจนได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณบ้านพักของเขา และเสียชีวิตในอีกสองวันต่อมา

ในเดือน มี.ค. มีหญิงเอเชีย 6 คนเสียชีวิต ในเหตุกราดยิงร้านสปา 3 แห่งที่เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย รวมทั้งกรณีของนางเซี่ย เสี่ยวเจิ้น หญิงชราวัย 76 ปี ที่ถูกชายแปลกหน้าชกเข้าที่ใบหน้าอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยขณะยืนรอข้ามถนนในนครซานฟรานซิสโก

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้ล่าสุดประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอเมริกันร่วมต่อต้านความเกลียดชัง โดยเตือนว่า "การเงียบของเราคือการสมรู้ร่วมคิด"

"การเหยียดสีผิวเป็นยาพิษที่ตามหลอกหลอนและคุกคามประเทศเรามานาน ชาวอเมริกันต้องร่วมกันทำให้มันหมดสิ้นไป" นายไบเดนกล่าว