ตั้งข้อหา โดนัลด์ ทรัมป์ กับพวก ฐานพยายามล้มผลเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020

ที่มาของภาพ, REUTERS
อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาถูกตั้งข้อหาคดีอาญา ฐานพยายามล้มผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 ในรัฐจอร์เจีย
คณะลูกขุนใหญ่ ประจำเทศมณฑลฟุลตัน มีคำพิพากษาให้นายทรัมป์ และพวก รวม 19 คน มีความผิดรวม 41 กระทง รวมถึงการโกงการเลือกตั้ง
นอกเหนือจากอดีตประธานาธิบดีทรัมป์แล้ว บุคคลที่ถูกตั้งข้อหายังรวมถึง รูดี จิลเลียนี ทนายความของทรัมป์, มาร์ค มีโดวส์ อดีตหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว, จอห์น อีสต์แมน อดีตทนายความประจำทำเนียบขาว และ เจฟฟรีย์ คลาร์ก อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม
สำหรับทรัมป์นั้น เขาถูกตั้งข้อหาโกงการเลือกตั้ง สมคบคิด ฉ้อโกง และให้การเท็จ
อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่คดีความแรกที่ทรัมป์เผชิญ เพราะข้อหาล่าสุดนี้ ถือเป็นคดีทางอาญาที่ 4 ที่ทรัมป์ถูกตั้งข้อหาในปีนี้
แถลงการณ์ตั้งข้อกล่าวหา ระบุว่า ผู้ร่วมกระทำผิด "รู้เห็นและเจตนาเข้าร่วมในการสมคบคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งอย่างผิดกฎหมาย เพื่อให้ทรัมป์ชนะ"
เอกสารชี้แจงข้อกล่าวหา ยังกล่าวถึงจำเลยในฐานะ "องค์กรอาชญากรรม" ที่มีความผิดในอาชญากรรมหลายอย่าง รวมถึง
- ให้การเท็จ และทำเอกสารเท็จ
- สวมรอยเจ้าหน้าที่รัฐ
- ปลอมแปลงเอกสาร
- ส่งเอกสารเท็จ
- มีอิทธิพลต่อพยาน
- การกระทำที่เป็นการล่วงล้ำทางคอมพิวเตอร์
- สมคบคิดเพื่อฉ้อโกงรัฐ
- โจรกรรมและเบิกความเท็จ
ข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด คือ การละเมิดกฎหมายการปราบปรามผู้ทรงอิทธิพลและองค์กรทุจริต (Rico) ซึ่งมีความผิดถึงจำคุกสูงสุด 20 ปี

ที่มาของภาพ, REUTERS
ที่มาของคดี
คดีพยายามล้มผลการเลือกตั้งนี้ มีที่มาเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. 2021 หลังอัยการเขตเทศมณฑลฟุลตัน คือ ฟานี วิลลิส เปิดสำนวนการสอบสวน ทรัมป์และพวก ในข้อหาแทรกแซงการเลือกตั้ง
มูลและเบาะแสของข้อกล่าวหานี้ ขยายผลมาจากการการตั้งข้อหาทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่อัยการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตันดีซี ได้ตั้งข้อหาทรัมป์มาแล้วกระทงหนึ่ง ฐานสมคบคิดเพื่อล้มผลการเลือกตั้งปี 2020 ที่เขาพ่ายแพ้ให้กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต โดยเอกสารชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าว ชี้มูลถึงกิจกรรมน่าสงสัยของทีมงานของทรัมป์ในรัฐจอร์เจีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำนวนการสืบสวนของอัยการเขตวิลลิส จึงพุ่งเป้าไปที่รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นสมรภูมิเลือกตั้งสำคัญต่อการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งผลปรากฏว่าทรัมป์พ่ายแพ้ไปอย่างเฉียดฉิว
เมื่อเดือน ม.ค. 2021 มีบันทึกว่า ทรัมป์โทรศัพท์ถึงเลขาธิการแห่งรัฐจอร์เจีย คือ แบรด ราฟเฟนสเปอร์เกอร์ สั่งให้ “หา” คะแนนเสียง 11,780 คะแนนให้ทรัมป์ ซึ่งหากได้คะแนนเพิ่มตามตัวเลขนี้ จะทำให้ทรัมป์ชนะไบเดนในรัฐจอร์เจีย
ส่วนพยานปากสำคัญในคดีนี้ คือ “คณะผู้เลือกตั้งปลอม” อย่างน้อย 8 คน ที่ลงนามในเอกสารปลอมอ้างว่าทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในรัฐจอร์เจีย โดยพวกเขาบรรลุข้อตกลงความคุ้มกันทางคดี หลังตกลงที่จะให้อัยการเทศมณฑลฟุลตันสอบปากคำ
ขอให้ยอมมอบตัว
ภายหลังการลงมติของคณะลูกขุนใหญ่ อัยการเขตเทศมณฑลฟุลตัน ฟานี วิลลิส ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า ต่อจากนี้จะเป็นกระบวนการส่งคดีต่อไปยังผู้พิพากษาเพื่อกำหนดวันพิจารณาคดี
“สำนักงานอัยการของเราจะส่งคำร้องขอดำเนินคดีภายในสัปดาห์นี้ แต่ท้ายสุด ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้พิพากษา”
นางวิลลิส ระบุว่า ทีมอัยการ “ต้องการขับเคลื่อนคดีนี้ต่อ” และจะเสนอวันพิจารณาคดี ภายใน 6 เดือนข้างหน้า
ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังประกาศให้ จำเลยทั้งหมดรวมถึงทรัมป์ ยอมเข้ามอบตัวโดยสมัครใจ ไม่เกินเที่ยงวันของวันที่ 25 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
ทรัมป์ว่าอย่างไร
ทรัมป์ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ในทุกคดีความ พร้อมอ้างว่า การสืบสวนของอัยการวิลลิส ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต มีนัยแอบแฝงทางการเมือง เพราะทรัมป์ เป็นตัวเก็งผู้สมัครชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งปี 2024
ในแถลงการณ์ตอบโต้ของทรัมป์ ทีมหาเสียงของเขาระบุว่า อัยการเขตวิลลิสเป็นพวก “วิกลจริตเลือกข้าง” ที่สั่งฟ้องเขาด้วย “ข้อกล่าวหาจอมปลอม” เพื่อแทรกแซงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 และ “สร้างความเสียหายต่อการหาเสียงของทรัมป์ที่กำลังมีแต้มต่อ”
“การสุมหัวกันจู่โจมครั้งล่าสุดนี้โดยอัยการที่ไม่เป็นกลาง ในเขตอำนาจที่พรรคเดโมแครตมีอิทธิพล ไม่เพียงเป็นการทรยศต่อความไว้วางใจของชาวอเมริกัน แต่ยังเปิดโปงถึงแรงจูงใจที่แท้จริง ที่พยายามผลักดันข้อกล่าวหาที่กุขึ้นมานี้” แถลงการณ์ ระบุ

ที่มาของภาพ, Reuters
อย่างไรก็ดี เกิดความผิดพลาดทางธุรการที่ฝ่ายทรัมป์ใช้อ้างว่า กระบวนการตั้งข้อหาทรัมป์และพวก เป็นการจัดฉาก หลังพบว่า รายชื่อการกระทำผิดที่ทรัมป์ถูกตั้งข้อหา ได้เผยแพร่บนเว็บไซต์ของเทศมณฑลฟุลตัน ก่อนที่คณะลูกขุนใหญ่จะลงมติเสียอีก
โฆษกของอัยการเขตวิลลิส ระบุว่า เอกสารที่ปรากฏบนเว็บไซต์ก่อนการลงมติของคณะลูกขุนใหญ่ เป็น “ของปลอม” แต่ไม่ได้อธิบายว่า เอกสารดังกล่าวขึ้นไปอยู่บนเว็บไซต์ได้อย่างไร











