แรงโน้มถ่วงของโลกอาจแกร่งพอจะฉีกทำลายดาวเคราะห์น้อยได้

ที่มาของภาพ, NASA / A.SIMONNET
ในแต่ละปีมีดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากพุ่งเฉียดผ่านโลกของเราไป ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายดวงที่วงโคจรดูหมิ่นเหม่ว่าอาจชนปะทะเข้ากับเราได้ในสักวันหนึ่ง ทำให้องค์การอวกาศชั้นนำอย่างนาซา ต้องคิดหาหนทางป้องกันภัยจากอุกกาบาตยักษ์ชนโลกกันเป็นการใหญ่
แต่ล่าสุดมีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มออกมาเสนอความคิดเห็น ที่ฟังดูแหวกแนวและสวนกระแสเป็นอย่างยิ่งว่า การทำโครงการป้องกันภัยให้โลก ด้วยการส่งยานอวกาศออกไปชนดาวเคราะห์น้อยอันตรายเพื่อหันเหเบี่ยงเบนทิศทาง หรือว่าการคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์ที่สามารถยิงทำลายหินอวกาศให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อาจไม่จำเป็นแต่อย่างใด เพราะโลกของเรามีเกราะกำบังชั้นดีในตัวอยู่แล้ว ซึ่งก็คือสนามความโน้มถ่วงอันแข็งแกร่งนั่นเอง
ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วย ดร.มิคาเอล แกรนวิก จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีลูเลียแห่งสวีเดน กับดร.เควิน วอลช์ จากสถาบันวิจัยเซาท์เวสต์ในรัฐโคโลราโดของสหรัฐฯ ร่วมกันเสนอแนวคิดข้างต้น ในบทความที่ผ่านการตอบรับให้ลงตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal ในเร็ววันนี้
นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั้งสองระบุว่า ในอดีตน่าจะเคยมีเหตุการณ์ที่แรงโน้มถ่วงอันทรงพลังของโลก ฉีกทำลายหินอวกาศก้อนใหญ่ที่กำลังจะพุ่งเข้าชนได้สำเร็จมาแล้ว เพียงแต่เรายังไม่สามารถค้นหาหลักฐาน คือซากของดาวเคราะห์น้อยกลุ่มที่ว่าได้พบเท่านั้น

ที่มาของภาพ, NASA / GSFC
ปรากฏการณ์ที่วัตถุอวกาศถูกแรงโน้มถ่วงดึงจนฉีกทำลายนี้เรียกว่า Tidal Disruption Event (TDE) หรือเหตุการณ์ที่วัตถุหนึ่งต้องเผชิญกับความแตกต่างของแรงโน้มถ่วง หรือที่เรียกว่าแรงไทดัล (Tidal force) อย่างเช่นเมื่อดาวฤกษ์โคจรเข้าใกล้บริเวณขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำมากพอ แรงไทดัลมหาศาลของหลุมดำก็จะฉีกทำลายดาวฤกษ์นั้น
เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นในระบบสุริยะมาแล้ว เมื่อปี 1994 โดยดาวหาง Shoemaker-Levy 9 ถูกแรงไทดัลจากดาวพฤหัสบดีฉีกกระชากจนบางส่วนหลุดออก และตกลงไปในพายุหมุนของดาวก๊าซยักษ์ดวงนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ใดค้นพบว่า ดาวเคราะห์ขนาดย่อมที่เป็นหินแข็งเหมือนโลก สามารถจะฉีกกระชากดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางที่เข้าใกล้เกินไปได้บ้างหรือไม่
ก่อนหน้านี้ ดร.แกรนวิก พยายามจะติดตามค้นหาร่องรอยของดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรใกล้โลก (Near-Earth Asteroids - NEAs) ซึ่งมีขนาดและรูปร่างเข้าเกณฑ์จะเป็นเศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อยที่ถูกแรงไทดัลของโลกทำลาย แต่ก็หาไม่พบเลย เพราะเศษหินเหล่านี้จะผสมกลมกลืนเข้ากับห้วงอวกาศไปอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งเมื่อปี 2016 ดร.แกรนวิกได้สร้างแบบจำลองที่คำนวณวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยทุกขนาด เพื่อประมาณการว่าวัตถุอวกาศเหล่านี้น่าจะมีอยู่จำนวนเท่าใด และอยู่ที่ไหนกันบ้างเมื่อนับเป็นระยะห่างจากดวงอาทิตย์

ที่มาของภาพ, NASA / JPL-CALTECH
เมื่อนำแบบจำลองนี้ไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจริง ที่ได้จากการสำรวจท้องฟ้าโดยโครงการ Catalina Sky Survey ขององค์การนาซา ทำให้พบว่ามีดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากที่ตกหล่น ไม่ถูกจัดเข้าอยู่ในประเภทใดทั้งสิ้นมาก่อน ซึ่งหินอวกาศชนิดนี้มีแนวโน้มจะกระจายตัวอยู่ในวงโคจรระหว่างโลกกับดาวศุกร์มากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจเป็นซากดาวเคราะห์น้อยที่ ดร.แกรนวิก กำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้
เมื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาอีกครั้ง โดยตั้งสมมติฐานว่า ดาวเคราะห์น้อยที่เข้าใกล้ดาวหินแข็งขนาดย่อมคล้ายโลก จะถูกฉีกทึ้งจนสูญเสียมวลไป 50-90% และทำให้เกิดสายธารของเศษฝุ่นและหินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นด้วย ผลปรากฏว่าหินอวกาศที่ไม่เข้าพวกซึ่งมาจากแบบจำลองก่อนหน้านี้ มีคุณสมบัติตรงกับสมมติฐานข้างต้นพอดี
แม้แรงไทดัลของโลกอาจเคยฉีกทำลายดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์หรือดาวหางมาแล้วในอดีต แต่ผลของมันก็อาจจะก่อปัญหาใหม่ขึ้นได้ เนื่องจากจะเกิดหินอวกาศขนาดเล็กย่อยจำนวนมหาศาล พากันพุ่งเข้ามาโจมตีโลกแทน
เรื่องนี้ ดร.แกรนวิกบอกว่าไม่ต้องตกใจ เพราะดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 1 กม. จะไม่ทำลายล้างสิ่งมีชีวิตบนโลกจนสูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์ แต่อาจเกิดเหตุการณ์อุกกาบาตตกที่รุนแรง ในระดับเดียวกับที่ทังกัสกา (Tunguska) และเชลยาบินสก์ (Chelyabinsk) ของรัสเซียได้











