เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับข้อตกลงการปล่อยตัวประกันในกาซา และสถานการณ์ตัวประกันไทย

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, โดย โยแลนด์ คเนลล์ และ เดวิด กริทเทน
- Role, สำนักข่าวบีบีซี ประจำนครเยรูซาเล็มและกรุงลอนดอน
อิสราเอลและฮามาสบรรลุข้อตกลงการปล่อยตัวประกัน 50 คนที่ถูกคุมขังในฉนวนกาซา เพื่อแลกกับการหยุดสู้รบเป็นเวลา 4 วัน
จากข้อตกลงดังกล่าว ยังมีการตกลงกันที่จะปล่อยตัวชาวปาเลสไตน์ 150 คนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอิสราเอล และเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในพื้นที่ฉนวนกาซาด้วย
กาตาร์ซึ่งเป็นตัวกลางในการเจรจาครั้งนี้กล่าวว่า การพักการสู้รบชั่วคราวจะเริ่มต้นขึ้นในเวลา 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันศุกร์ (24 พ.ย.) และจะปล่อยตัวประกันกลุ่มแรก จำนวน 13 คน ในเวลา 16.00 น. วันเดียวกัน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวจะยุติ “ความทรมานที่ยากจะบรรยาย” ของตัวประกันได้ และ “บรรเทาทุกข์ครอบครัวของชาวปาเลสไตน์ผู้บริสุทธิ์”
รัฐบาลอิสราเอลให้คำมั่นว่าจะกำจัดกลุ่มฮามาสให้สำเร็จและส่งคืนตัวประกันที่เหลือมากกว่า 200 คน ซึ่งถูกลักพาตัวโดยกลุ่มฮามาส กลับไปยังครอบครัว ทั้งนี้ การบุกโจมตีข้ามพรมแดนทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน
ด้านกลุ่มฮามาส ซึ่งถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายโดยอิสราเอล สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจตะวันตกอื่นๆ มองว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ชาวปาเลสไตน์มีเวลาได้ฟื้นตัวจากการถูกโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐบาลของพวกเขาในฉนวนกาซาระบุว่าการโจมตีดังกล่าว คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 14,500 คน
ตัวประกันคนไหนจะได้รับการปล่อยตัวบ้าง?
เมื่อเวลา 20.40 น. วันที่ 24 พ.ย. ตามเวลาในไทย นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน โพสต์บนเอ็กซ์ว่า "ได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศว่า มีตัวประกันชาวไทย 12 คนได้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถานทูตกำลังไปรับตัว อีก 1 ชั่วโมงจะทราบชื่อและรายละเอียดต่าง ๆ"
สอดคล้องกับที่รัฐบาลอียิปต์รายงานว่า ชาวไทย 12 คนที่ถูกกลุ่มฮามาสควบคุมตัวอยู่ ได้รับการปล่อยตัว บริเวณด่านผ่านแดนราฟาห์ ซึ่งเป็นจุดข้ามแดนจากกาซาไปยังอียิปต์
ก่อนหน้านี้ สำนักนายกรัฐมนตรีของนายเบนจามิน เนทันยาฮู ระบุในแถลงการณ์ว่า “ตัวประกันอย่างน้อย 50 คน ทั้งผู้หญิงและเด็ก จะถูกปล่อยตัวในช่วงระยะเวลา 4 วัน โดยระหว่างนั้นการสู้รบจะหยุดพักชั่วคราว”
แถลงการณ์ฉบับเดียวกันยังระบุข้อเสนอจูงใจให้กลุ่มฮามาส โดยระบุว่า “การปล่อยตัวประกันเพิ่มเติมทุกๆ 10 คน จะส่งผลให้เกิดการพักรบชั่วคราวเพิ่มอีก 1 วัน”
ตัวประกันคนไทย 12 คนที่ได้รับการปล่อยตัว เป็นการปล่อยตัวนอกเหนือจากตัวประกันชาวอิสราเอล 13 คนที่มีกำหนดจะปล่อยตัวภายในวันนี้ (24 พ.ย.) ซึ่งตัวประกัน 13 คน เป็นชุดแรก จากสี่ชุด ของตัวประกันทั้งหมด 50 คน ที่จะได้รับการปล่อยตัวภายใต้ข้อตกลงระหว่างอิสราเอลและฮามาส โดยจะเป็นชาวอิสราเอลหรือคน 2 สัญชาติ ไม่ใช่ชาวต่างชาติ
สอดคล้องกับที่ เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิสราเอล กล่าวเมื่อบ่ายวันอังคารว่า กลุ่มฮามาสยังอาจปล่อยตัวคนไทยจำนวน 26 คนที่เชื่อว่าอยู่ในกลุ่มตัวประกัน โดยไม่ต้องมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนกับฝ่ายใดด้วย
นายมาจิด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงโดฮา เมื่อบ่ายวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ตัวประกันกลุ่มแรกที่จะได้รับการปล่อยตัวในวันศุกร์นี้ ประกอบด้วยเด็กและผู้หญิง 13 คน โดยบางส่วนเป็นผู้สูงอายุ พร้อมระบุว่า “ตัวประกันจากครอบครัวเดียวกัน จะถูกรวมเป็นกลุ่มเดียวกัน”

ที่มาของภาพ, Reuters
นอกจากนี้ เขายังบอกว่า รายชื่อของตัวประกันกลุ่มแรกถูกส่งไปยังหน่วยข่าวกรองมอสซาดของอิสราเอลแล้ว เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามข้อตกลง
ในเวลาต่อมา สำนักงานของนายเนทันยาฮูยืนยันว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่าง "การตรวจสอบรายละเอียดรายชื่อ และขณะนี้กำลังติดต่อกับทุกครอบครัว"
เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า พลเมืองอเมริกันอย่างน้อย 3 คน รวมถึงอาวิเกล อิดาน เด็กวัย 3 ขวบซึ่งเป็นชาวอิสราเอล 2 สัญชาติ ที่พ่อแม่ถูกสังหารในคิบบุตซ์ คฟาร์ อาซา จะอยู่ในกลุ่มตัวประกัน 50 คนด้วย
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ถูกมอบหมายให้เป็นผู้รับตัวประกันในฉนวนกาซา เช่นที่เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อเดือนก่อน เมื่อกลุ่มฮามาสปล่อยตัวหญิงอเมริกันเชื้อสายอิสราเอล 2 คน และหญิงชาวอิสราเอล 2 คน
ในคืนวันพุธ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูอ้างถึงข้อตกลงดังกล่าวโดยกล่าวว่า คณะกรรมการกาชาดระหว่างประทศ "จะได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมตัวประกันที่เหลือ และให้ยาที่จำเป็นแก่พวกเขา" อย่างไรก็ตาม นายอันซารีไม่สามารถเปิดเผยว่ามีการทำข้อตกลงดังกล่าวขึ้นจริงหรือไม่
กองกำลังอิสราเอลที่ปฏิบัติการในฉนวนกาซายังสามารถช่วยเหลือทหารหญิง 1 นาย และเก็บศพของตัวประกันหญิงอีก 2 คน ซึ่งเป็นทหารและพลเรือน มาได้แล้วด้วย
รัฐบาลอิสราเอลกล่าวว่า “จะทำสงครามต่อไป เพื่อส่งตัวประกันทั้งหมดกลับบ้าน เพื่อกำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีภัยคุกคามใหม่ต่อรัฐอิสราเอลจากฉนวนกาซา”
จะเกิดอะไรขึ้นในฉนวนกาซา ระหว่างการพักสู้รบชั่วคราว?
เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสออกถ้อยแถลงขนาดยาว ที่ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและกองทัพอิสราเอลจะไม่ทำในช่วงเวลาที่เรียกว่า “ฮัดนา (hudna)” หรือการหยุดยิงชั่วคราว
โดยในแถลงการณ์ระบุว่า อิสราเอลจะระงับกิจกรรมเกี่ยวกับโดรนและเครื่องบินทั้งหมด เป็นเวลา 4 วัน ในพื้นที่ทางตอนใต้ของกาซา
แต่ทางตอนเหนือซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายหลักของกองทัพอิสราเอลในปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มฮามาส คาดว่าการพักรบชั่วคราวจะเกิดขึ้นแค่ในเวลา 10.00-16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของแต่ละวันเท่านั้น
เป็นที่คาดกันว่ากองทหารและรถถังของอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในฉนวนกาซาระหว่างการพักรบชั่วคราว 4 วัน แต่คำแถลงของกลุ่มฮามาสระบุว่า กองกำลังอิสราเอลจะไม่โจมตีหรือจับกุมใครเลย
นายอันซารีกล่าวว่า “จะมีการหยุดยิงที่ครอบคลุมกว้างขวาง” ในพื้นที่ทางเหนือและทางใต้ของฉนวนกาซา ขณะที่หัวหน้าผู้เจรจาของกาตาร์ นายโมฮัมเหม็ด อัล-คูไลฟี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “จะไม่มีการโจมตีใดๆ ไม่มีการเคลื่อนกำลังทางทหาร ไม่มีการขยายพื้นที่ ไม่มีอะไรเลย"

ที่มาของภาพ, Reuters
สำหรับชาวปาเลสไตน์ 1.7 ล้านคนในฉนวนกาซาที่ต้องหนีออกจากบ้านเรือนของตนเองตามข้อมูลของยูเอ็น การหยุดการต่อสู้อันโหดร้ายชั่วคราวครั้งนี้ยังเกิดขึ้นไม่เร็วพอ
ข้อตกลงดังกล่าวจะอนุญาตให้รถบรรทุกสิ่งของช่วยเหลือจำนวน 200 คัน เรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำ และรถบรรทุกก๊าซหุงต้ม 4 คัน เดินทางเข้าสู่ฉนวนกาซาผ่านทางทางข้ามราฟาห์ของประเทศอียิปต์ตลอดระยะเวลา 4 วัน
แต่เป็นที่เข้าใจกันว่าการเติมเชื้อเพลิงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโรงพยาบาล ระบบผลิตน้ำจืด และโรงบำบัดน้ำเสีย จะดำเนินไปตราบเท่าที่ยังมีการพักรบชั่วคราวอยู่
นายอันซารี กล่าวว่า ความช่วยเหลือเพิ่มเติมจะเริ่มเข้าสู่พื้นที่ฉนวนกาซาได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังจากการหยุดรบชั่วคราวเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันศุกร์ ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ทำงานด้านมนุษยธรรมสามารถทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย
อิสราเอลตัดไฟฟ้าและน้ำประปาส่วนใหญ่ รวมทั้งหยุดส่งอาหาร เชื้อเพลิง และสินค้าอื่นๆ ไปยังฉนวนกาซา เพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาส
อิสราเอลอนุญาตให้รถบรรทุกสิ่งของด้านมนุษยธรรมจำนวน 1,399 คัน เดินทางเข้าฉนวนกาซาผ่านด่านพรมแดนกับอียิปต์ระหว่างวันที่ 21 ต.ค. - 21 พ.ย. 2566 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติระบุว่า ก่อนเกิดสงคราม มีรถบรรทุกสิ่งของด้านมนุษยธรรมเข้าไปในกาซาเฉลี่ยเดือนละ 10,000 คัน
อิสราเอลยังได้ปิดกั้นการจัดส่งเชื้อเพลิงทั้งหมดจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว โดยระบุว่ากลุ่มฮามาสอาจขโมยไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร
แม้ว่าข้อตกลงดังกล่าวจะอนุญาตให้ผู้คนในพื้นที่ฉนวนกาซาเดินทางจากเหนือสู่ใต้ได้อย่างปลอดภัย แต่จะไม่อนุญาตให้ผู้พลัดถิ่นหลายแสนคนจากทางเหนือเดินทางขึ้นเหนือกลับบ้าน
ใครคือนักโทษชาวปาเลสไตน์
กลุ่มฮามาสบอกว่า จากข้อตกลงดังกล่าวนี้ จะมีการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวน 150 คนด้วย โดยทั้งหมดเป็นผู้หญิงและเด็ก
แถลงการณ์ของรัฐบาลอิสราเอลไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมของอิสราเอลเผยแพร่รายชื่อนักโทษจำนวน 300 คนที่มีสิทธิได้รับการปล่อยตัว โดยอ้างอิงไปถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มฮามาสจะปล่อยตัวประกันเพิ่มเติมอีก 50 คน
รายชื่อประกอบด้วยเด็กชายอายุระหว่าง 14 - 17 ปี จำนวน 123 คน เด็กหญิงอายุ 15 ปี 1 คน ชายอายุ 18 ปี 144 คน และผู้หญิงอายุระหว่าง 18 - 59 ปี จำนวน 32 คน นักโทษเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกควบคุมตัวอยู่ระหว่างรอการพิจารณาคดีในข้อหาตั้งแต่การปาหินไปจนถึงการพยายามฆ่า

ที่มาของภาพ, Reuters
เหตุผลของการเปิดเผยรายชื่อดังกล่าว ก็เนื่องมาจากพิธีการทางกฎหมายของอิสราเอลที่ระบุว่า พลเมืองชาวอิสราเอลได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ต่อศาลฏีกา ก่อนการปล่อยตัวนักโทษเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
นายอันซารีกล่าวว่า กาตาร์ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับนักโทษชาวปาเลสไตน์ หรือจำนวนนักโทษที่จะได้รับการปล่อยตัวในวันแรกได้ แต่เขาชี้ว่าการปล่อยตัวจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกับการปล่อยตัวประกันที่ฉนวนกาซา
กลุ่มรณรงค์ด้านสิทธิของอิสราเอลและปาเลสไตน์ระบุว่า ในปัจจุบัน อิสราเอลควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์ไว้ประมาณ 7,000 คน ซึ่งถูกกล่าวหา หรือถูกตัดสินว่ามีความผิดด้านความมั่นคง โดยมีรายงานว่าชาวปาเลสไตน์เกือบ 3,000 คนถูกจับกุมในเขตยึดครองเวสต์แบงก์และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา
คำแถลงของฮามาสจบลงด้วยการกล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ "รับใช้ประชาชนของเรา และเสริมสร้างความศรัทธาอันแน่วแน่ของพวกเขา เมื่อเผชิญกับการรุกราน"
นอกจากนี้ยังเตือนด้วยว่า “นิ้วของเรายังคงเหนี่ยวไก และนักสู้ผู้ได้รับชัยชนะของพวกเราจะคอยปกป้องประชาชนของเรา และเอาชนะการยึดครอง”
ข้อตกลงจะถูกตรวจสอบว่าเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร?
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์กล่าวว่า ห้องปฏิบัติการในกรุงโดฮาจะรักษาการสื่อสารแบบเรียลไทม์กับอิสราเอลและสำนักงานฝ่ายการเมืองของกลุ่มฮามาส รวมถึงคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อให้การละเมิดข้อตกลงใด ๆ ที่อาจเป็นไปได้ “ได้สื่อสารไปยังทั้งสองฝ่ายทันที และมีทางที่จะถอยกลับมาจากจุดนั้น"
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การทำให้แน่ใจว่าสภาพแวดล้อมสำหรับการส่งตัวประกัน จะเกิดขึ้นอย่างปลอดภัย” เขากล่าวเสริม
นายอันซารีกล่าวว่า กาตาร์หวังว่าจะขยายเวลาการพักรบชั่วคราวออกไปเกินกว่า 4 วัน ด้วยการทำให้มีการปล่อยตัวประกันเพิ่มเติม นอกจากนี้ เขายังแสดงความหวังว่า นี่จะเป็น "ต้นแบบสำหรับการบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์เพิ่มเติมในอนาคต... รวมถึงการหยุดยิงที่ยั่งยืนขึ้นในฉนวนกาซา"
กระทรวงการต่างประเทศไทย ไม่ยืนยันการปล่อยตัวประกันชาวไทย แต่คาดมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้
ล่าสุด นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวว่า ไม่สามารถยืนยันข่าวการปล่อยตัวประกันคนไทยจำนวน 23 คนได้ เพราะเป็นข่าวที่ทราบจากสื่อมวลชน แต่ยังไม่ได้รับข่าวอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับรัฐบาลอิหร่าน, กาตาร์ และอียิปต์เพื่อเร่งรัดผลักดันให้ปล่อยตัวประกันคนไทยให้เร็วที่สุด คาดว่าหลังการประชุมกันของรัฐบาลกาตาร์ในช่วงบ่ายวันนี้ (24 พ.ย.) ตามเวลาของประเทศไทย ผลการประชุมน่าจะเป็นข่าวดี
สำหรับการเตรียมความพร้อมรับตัวประกันชาวไทยในกรณีที่ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มฮามาส นายปานปรีย์กล่าวว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศวางแผนไว้หมดแล้ว โดยจะมีเจ้าหน้าที่รอรับตัวประกันคนไทยตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะปล่อยตัวเข้าอิสราเอลหรือประเทศอื่น ๆ เช่นอียิปต์
กรณีที่ตัวประกันบาดเจ็บ ทางการอิสราเอลอาจไม่ปล่อยตัวทันที จนกว่าจะได้รับการดูแลรักษาเป็นปกติ รวมถึงอาการทางสุขภาพจิตด้วย
แถลงการณ์ล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศยังระบุด้วยว่า ทาง กต. มีความยินดีที่มีการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อเหตุผลด้านมนุษยธรรม ตามที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเรียกร้อง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงผู้ที่ต้องการได้
ประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวโน้มเชิงบวกนี้จะสามารถดำรงไว้ จนนำไปสู่การปล่อยตัวประกันทั้งหมด ซึ่งมีคนไทยผู้บริสุทธิ์รวมอยู่ด้วยโดยเร็วที่สุด ตามที่ไทยได้เรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง











