มติรัฐสภา 482:165 โหวต เศรษฐา ทวีสิน นั่งนายกฯ 100 วันหลังเลือกตั้ง

เศรษฐา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ผ่านมา 100 วันหลังเลือกตั้ง 14 พ.ค. 2566 ในที่สุดประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน จากพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจาก สส. และ สว.

ที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 22 ส.ค. มีมติ 482 ต่อ 165 เห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ในจำนวนนี้เป็นคะแนนจาก สว. ถึง 152 เสียง และยังมี สส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 16 เสียง “แหกมติพรรค” ตัวเอง มาร่วมโหวตสนันสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยด้วย (พท.)

นายเศรษฐา วัย 61 ปี ได้รับแรงสนับสนุนจาก 11 พรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยไม่มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคอื่นเข้าแข่งขัน ในระหว่างการประชุมร่วมสองสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ รอบที่ 3

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ผมขอขอบคุณประชาชนคนไทยทุกคน พรรคร่วมรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ วุฒิสมาชิกทุกท่านที่ร่วมในการโหวตในวันนี้ ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ลืมความเหน็ดเหนื่อย ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ขอบคุณครับ” นายเศรษฐาแถลงเปิดใจครั้งแรกภายหลังทราบมติรัฐสภา โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที

จากนั้นเขาได้เดินออกไปพบปะมวลชนที่มารอให้กำลังใจอยู่หน้าพรรคที่ทำการพรรค พท. ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ท่ามกลางเสียงตะโกนโห่ร้องเรียก “นายกฯ เศรษฐา ๆ”

พรรค พท. ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 พลิกมารับบทแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต่อจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ตั้งแต่ 2 ส.ค. ก่อนเดินหน้าจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษสลายขั้วการเมือง” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงการ “ตระบัดสัตย์” เนื่องจากในช่วงหารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรค และแกนนำคนสำคัญต่างประกาศไม่จับมือกับพรรค “2 ลุง” อันหมายถึงพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แต่สุดท้ายพรรค พท. อ้างว่าต้องยอม “กลืนเลือด”

หนึ่งวันก่อนโหวตเลือกนายกฯ ยกที่ 3 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เจ้าของฉายา “จอมแฉ” ได้เปิดแถลงข่าวที่ใช้ชื่อว่า “แฉเพื่อชาติ” เอพิโสด (ep.) 3 กล่าวหาว่าการซื้อขายที่ดินของ บมจ.แสนสิริ ภายใต้การบริหารของนายเศรษฐา “ไม่ชอบมาพากล” เพื่อชี้ชวนให้เห็นว่าเขาตกคุณสมบัตินายกฯ พร้อมส่งเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ให้ สส. และ สว. ประกอบการพิจารณา แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ทำให้เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาโหวตคว่ำชื่อนายเศรษฐาแต่อย่างใด

รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) กำหนดคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าต้อง “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”

แดง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, คนเสื้อแดงส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจ ขณะพบนายเศรษฐา ทวีสิน หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย 22 ส.ค.

ปมหลักที่ สส.-สว. ติดใจ

ในระหว่างการประชุมรัฐสภา 22 ส.ค. มี สส. และ สว. สลับกันลุกขึ้นอภิปราย โดยบางส่วนบอกว่า “ไม่รู้จักตัวตนนายเศรษฐา” “ไม่เคยเข้าไปคลุกคลีด้วย” “รู้แค่ว่าเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” “เป็นคนขายบ้าน” “อยากถามว่าเจ้าเป็นไผ เจ้าเป็นผู้ใด (ภาษาอีสาน)” พร้อมอภิปรายคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกฯ รายนี้ และนโยบายหลักของพรรค พท. ที่ประกาศเอาไว้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • นโยบายเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล เติมเงินให้คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ได้ใช้ซื้อของในชีวิตประจำวันจากร้านค้าในชุมชนไม่เกิน 4 กม. ภายใต้งบฯ 5.4 แสนล้านบาท ซึ่งสมาชิกรัฐสภาข้องใจว่า ใช้งบจากไหน จะกระทบต่อการเงินการคลังของประเทศหรือไม่ และเห็นว่าโครงการประชานิยมสร้างปัญหาให้หลายประเทศ
  • นโยบายจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่ง สว. บางส่วนเห็นว่า การทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่จะสร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น เพราะการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างอำนาจองค์กรอิสระ ลบล้างความผิดให้นักการเมืองทุจริต และจะกระทบความมั่นคงชาติร้ายแรง
  • คุณสมบัตินายกฯ หลังนายเศรษฐาถูกโจมตีกรณีซื้อขายที่ดินของ บมจ.แสนสิริ เมื่อครั้งเป็นผู้บริหารภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้เขาส่อว่าจะขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี

นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สว. ตั้งคำถามว่า “คนที่จะมาเป็นนายกฯ เรายังไม่รู้จักว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี ทำธุรกิจดีหรือไม่ดี สามารถนำพาประเทศไปได้หรือไม่ เราไม่รู้จักแล้วจะเลือกอย่างไร” และพรรค พท. ก็ไม่ได้ทำเอกสารแจกให้ทราบว่าเขาเป็นใคร ประวัติเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับ บมจ.แสนสิริ ที่ไม่เคยชี้แจงและส่งเอกสารให้ สว. ทราบ

“ขณะนี้นายเศรษฐาถูกโจมตีตลอด ทำการค้าไม่ถูกต้อง เลี่ยงภาษีบ้างอะไรบ้าง เราพยายามหาข้อมูลว่าเป็นจริงหรือไม่ หรือแค่ถูกกล่าวหา หรือเป็นคนดี แต่พวกเราไม่ทราบจริง ๆ แล้วจะไปเลือกได้อย่างไร จะเอาประเทศมาเสี่ยง เลือกคน ๆหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรมาปกครองประเทศ เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เอาเศรษฐกิจ เอาประเทศชาติ เอาความเจริญมาเป็นประกัน แม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประกันหรือ ผมฟังแล้วมีความรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่ในฐานะที่เราต้องเลือก ก็ต้องหาข้อมูล” สว.วิวรรธน์กล่าว

บรรดา สว. ทั้งนายวิวรรธน์ รวมถึงนายเสรี สุวรรณภานนท์ เห็นว่า ข้อมูลหลักฐานที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ “เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือ” โดยพวกเขาได้หยิบยกบางส่วนมาอภิปรายโดยสรุปกลางสภา ทั้งกรณี บมจ.แสนสิริ ถูกกล่าวหาเรื่องการซื้อที่จากบุคคล 12 คน 12 วัน เพื่อให้ “เสียภาษีน้อยลง” และการใช้นอมินีซื้อที่ดินราคาถูก แต่นำไปขายในราคาแพง ก็มีส่วนต่าง

“เป็นเรื่องบุคคลที่บริหารองค์กร ก็ห่วงว่าหากนำวิธีเหล่านี้มาบริหารประเทศ มันจะมีเงินทอนกันตลอดเวลาไหม” สว.เสรี กล่าว และย้ำว่า ส่วนตัวไม่รู้จัก ไม่มีอคติ ไม่เคยคุยกับนายเศรษฐา แต่เป็นห่วงหากต้องมาบริหารประเทศ

“ประเทศชาติจะเจริญได้ต้องเลือกคนซื่อสัตย์สุจริต มีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว. ทุกคนในที่นี มีสิทธิเลือก มีจริยธรรมทุกคน ถ้ารู้ข้อเท็จจริงแบบนี้เขาพิจารณาได้ว่าจะเลือกหรือไม่ แล้วอย่าลืมว่าเวลาที่ให้คำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์ในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพราะผมได้ยินข่าวไม่ดีว่ามีการแจกกล้วยให้ สว. ขอพูดตรง ๆ ว่าเป็นคนดี ๆไม่ชอบ อยากจะเป็นลิง อยากจะไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบาน ต่อไปจะโดนลงโทษ” นายวิวรรธน์กล่าว

“ระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ”

ด้านพรรค กก. ซึ่งชนะเลือกตั้ง แต่ถูกผลักออกจากการเป็นพรรคร่วมฯ และต้องตกที่นั่งฝ่ายค้าน ส่งนายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค ขึ้นอภิปราย โดยประกาศ “ไม่เห็นชอบ” ให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค พท. เป็นนายกฯ โดยให้เหตุผลว่า การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ขัดแย้งกับมติประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง 14 พ.ค. ว่าประชาชนต้องการยุติอำนาจรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ ไม่ใช่การสลายขั้วเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อ แต่มันคือการต่อลมหายใจให้ระบบการเมืองที่ระบอบ คสช. วางไว้ต่อ แล้วต้องการสืบไป” เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าว

CG

เขายังชี้ให้เห็นว่า การจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษ” มีราคาและต้นทุนที่สังคมต้องจ่าย 3 ประการ

  • ความหวัง: การเลือกตั้ง 14 พ.ค. เคยเป็นวันแห่งความหวังของประชาชนว่าเสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองไทยออกจากระบบที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหารได้ และทำให้การเมืองไทยเดินหน้าไปสู่อนาคต ไม่ใช่เดินวนกลับไปสู่อดีต
  • อำนาจ: ประชาชนเคยเชื่อจริง ๆ ว่าในระบอบประชาธิปไตยอำนาจสูงสุดอยู่ที่ประชาชน แต่การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งกลับกลายเป็นการจัดตั้งรัฐบาลพิเศษที่อนุญาตให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้พอเป็นพิธี แต่จะไม่ยอมให้อำนาจเป็นของประชาชนได้จริง ๆ นั่นคือราคาที่พี่น้องประชาชนต้องจ่าย "ปรากฏว่าประชาชนเพิ่งค้นพบว่าตอนนี้ระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ ไม่ใช่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง”
  • ความศรัทธา: การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษทำให้เราสูญเสียต้นทุนสำคัญคือความศรัทธาในระบบรัฐสภา เมื่อใดที่ประชาชนหมดศรัทธาย่อมป็นสัญญาณอันตรายของการเมืองในอนาคต

เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าวต่อไปว่า หัวใจความขัดแย้งตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการปะทะขัดแย้งกันระหว่างอำนาจของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง กับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน โดยเขาเห็นว่าทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนี้ “ไม่ใช่การสลายขั้วความขัดแย้งอย่างผิวเผินด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ต้องแสวงหาระบบการเมืองที่เป็นฉันทามติใหม่ โดยวางอยู่บนหลักการพื้นฐานที่สำคัญว่าอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน”

ชลน่านการันตีเศรษฐา “เป็นผู้บริสุทธิ์” จำเป็นต้อง “ประนีประนอมอำนาจ”

ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ลุกขึ้นชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อขายที่ดินของ บมจ.แสนสิริ และตอบข้อซักถามต่าง ๆ ของสมาชิกรัฐสภาแทนนายเศรษฐา

เขาเริ่มจากข้อกล่าวหาเรื่องการเลี่ยงภาษี และการซื้อขายที่ดินที่มีผู้กล่าวหาว่าแต่งตั้ง “นอมินี” ขึ้นมารองรับ โดยระบุว่าทางพรรค พท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้ตรวจสอบข้อกฎหมายทุกอย่าง ล่วงเลยไปถึงจริยธรรม และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

“ยืนยันว่าไม่มีเรื่องใด ๆ ที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่มีข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย”

“ยืนยันว่าไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ หรือหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีแต่ข้อกล่าวหาที่โน้มเอียง เอาหลักฐานในการประกอบธุรกิจมาเป็นตัวกล่าวอ้าง เป็นลักษณะการเชื่อมโยงกัน แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดเช่นนั้น จึงยังถือว่านายเศรษฐาเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นพ.ชลน่าน กล่าว

พท.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, สส. เพื่อไทยแอ็คท่าให้ช่างภาพเก็บรูปหลังส่งนายเศรษฐาเข้าทำเนียบฯ ได้สำเร็จ โดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นผู้เสนอชื่อนายเศรษฐาต่อรัฐสภา 22 ส.ค.

อีกประเด็นที่หัวหน้าพรรค พท. ขอชี้แจงคือ เรื่องจุดยืนทางการเมือง และพฤติกรรมการจัดตั้งรัฐบาล โดยเขายืนยันว่าพรรค พท. “เคารพเสียงของพี่น้องประชาชนทุกเสียง” และ “ยึดมั่นระบอบการปกครอง” โดย สส. ที่ถูกเลือกมา 499 คนล้วนมาจากการเลือกของประชาชน เขาเป็นประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นเผด็จการ

นพ.ชลน่าน ระบุตอนหนึ่งว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรค ก.ก. เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งในฐานะพรรคอันดับ 2 มีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล

“ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับ 2 สามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมืองและรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้ เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิด เพราะว่ายิ่งเราจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

“ไทยรักไทย พลังประชาชน เราเอาหัวชนฝามาเราเจ็บ เราเกิดก่อนเรามีประสบการณ์ แล้วเราจะเอาหัวไปชนฝาทำให้ประเทศชาติ และพี่น้องประชาชน เสียหายไปเราไม่ทำ สิ่งที่ดีที่สุด เราหันหน้ามาจับมือดุลอำนาจ ประนีประนอมอำนาจให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมือง น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีที่สุดในโอกาสเปลี่ยนผ่านนี้ เราต้องปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักของชาติ ทุกคนพูดเหมือนกัน แต่วิธีการทำไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะวิธีการที่มีความคลางแคลงสงสัยมันทำให้เกิดความขัดแย้ง ดังนั้นพรรคเพื่อไทยอาสาเข้ามาสลายความขัดแย้งตรงนี้ จัดตั้งรัฐบาลในนามของทุกฝ่ายที่ร่วมมือกันได้ วันนี้เราได้ 11 พรรค และมั่นใจว่าพรรคอื่น ๆ จะตามมาอีก” นพ.ชลน่านกล่าว

482 เสียงหนุนเศรษฐา มาจากไหน

ภายหลังอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ก็เริ่มกระบวนการลงมติในเวลา 15.30 น. ใช้เวลาราว 2 ชม. เศษ

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ประกาศผลการลงมติอย่างเป็นทางการ โดยที่ประชุมรัฐสภามีมติ 482 ต่อ 165 เสียง เห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีสมาชิกงดออกเสียง 81

เมื่อคะแนนเสียง “เห็นชอบ” มากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของสองสภา หรือ 375 จากทั้งหมด 748 เสียง (สส. 498 คน และ สว. 249 คน) ตามเกณฑ์ขั้นต่ำของรัฐธรรมนูญ 2560 จึงถือว่านายเศรษฐาได้รับความไว้วางใจเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

บีบีซีไทยตรวจสอบพบว่า 11 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลต่างโหวตสนับสนุนนายเศรษฐาอย่างไม่แตกแถว ยกเว้น ร.ต.อ.เฉลิม อยุ่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท. กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ไม่ปรากฏการลงคะแนน

ส่วนพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทยในการแถลงข่าวเมื่อ 21 ส.ค. ซึ่งมีทั้งสิ้น 7 พรรค รวม 184 เสียง ปรากว่ามี สส. อยู่ 19 คน จาก 4 พรรคการเมือง ที่ลงมติเห็นชอบให้นายเศรษฐาด้วย ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 16 เสียง ส่วนที่เหลือเป็น พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคใหม่ พรรคละ 1 เสียง

CG

ในช่วงการขานมติเลือกนายกฯ ด้วยการเรียกชื่อสมาชิกตามลำดับตัวอักษร ปรากฏว่า สส. ส่วนใหญ่ของพรรค ปชป. ต่างหายไปจากห้องประชุม หรือไม่ยอมลงคะแนน ก่อนที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และรักษาการรองหัวหน้าพรรค จะนำทีมมาร่วมลงมติ “เห็นชอบ” ในภายหลัง

ส่วน 2 สส. ปชป. ที่ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” เป็นอดีตหัวหน้าพรรคคือ นายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ขณะที่อีก 6 สส. ลงมติ “งดออกเสียง”

ก่อนหน้านี้ ปรากฏกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องว่าแกนนำ ปชป. “ขั้วอำนาจใหม่” พยายามเดินเกมนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาล โดยนายเดชอิศม์ไม่ปฏิเสธข่าวเดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่เกาะฮ่องกง แต่ก่อนวันโหวตนายกฯ พรรค พท. ก็ไม่ได้ดึงพรรค ปชป. เข้าร่วมรัฐบาล และประกาศโควตารัฐมนตรีให้พรรคร่วมฯ แล้ว

ด้าน สว. มีผู้ลงคะแนนเห็นชอบนายเศรษฐา 152 คน ในจำนวนนี้มี พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ด้วย

เช่นเดียวกับอดีต ผบ.เหล่าทัพ และอดีตรองหัวหน้า คสช. ที่ร่วมยึดอำนาจรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ก็ร่วมลงมติ “เห็นชอบ” ด้วย ประกอบด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร, พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ขณะที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย งดออกเสียง

ด้าน 6 สว. โดยตำแหน่งที่เป็น ปลัดกระทรวงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพชุดปัจจุบัน ลงมติ “งดออกเสียง” 4 คน ประกอบด้วย พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร., พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผบ.ทอ., พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ส่วนอีก 2 คนไม่ได้เข้าร่วมประชุมคือ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. และ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.สส.

ขณะที่ สว. “สาย พล.อ.ประวิตร” ส่วนใหญ่ลงมติงดออกเสียง อาทิ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์, พล.อ.อู้ด เบื้องบน, พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ แต่สำหรับน้องชายแท้ ๆ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ไม่ปรากฏการลงคะแนนเหมือนกับพี่ชาย

ส่วน 13 สว. ที่เคยลงมติ “เห็นชอบ” นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในระหว่างการประชุมรัฐสภา 13 ก.ค. ปรากฏว่ามี 12 คนลงมติ “เห็นชอบ” นายเศรษฐาอีกครั้ง ยกเว้นนายพีระศักดิ์ พอจิต ที่ใช้สิทธิ “งดออกเสียง”

สส.ก้าวไกล “สโตรก” กลางสภา ต้องปั๊มหัวใจก่อนนำตัวส่ง รพ. ด่วน

ในระหว่างการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งดำเนินไปถึงการขานมติของสมาชิกรัฐสภา ลำดับที่ 738 ได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในเวลา 17.07 น. เมื่อ สส. ซึ่งนั่งอยู่ตรงบริเวณที่นั่งพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ทรุดลงกับพื้น ทำให้เพื่อน ๆ พากันลุกขึ้นด้วยความแตกตื่น

ขณะที่นายพรเพชร ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้เรียกแพทย์ประจำสภาเข้ามาทำการปฐมพยาบาลเป็นการด่วน

ภาพจากโทรทัศน์รัฐสภาฉายให้เห็นความชุลมุนภายในห้องประชุมชั่วขณะราว 2-3 นาที ก่อนที่ประธานจะสั่งให้ตัดภาพ พร้อมกับสั่งให้ชะลอการลงโหวตชั่วคราว

นายพรเพชรกล่าวว่า ผมได้สั่งให้รถพยาบาลเข้ามาแล้ว และท่านใดเป็นเพื่อนเขา ไปด้วยกันก็ดี ไป รพ. ที่ใกล้เคียงที่สุด

“ท่านเครียด แล้วเกิดสโตรกขึ้นมา ไปโรงพยาบาล เข้าใจว่าวชิรพยาบาล ปั๊มขึ้นมาได้ ถ้าใช้เวลาเร่งด่วน รีบไปโรงพยาบาลวชิรฯ ใกล้ ๆ... ต้องระวังนะครับ ของแบบนี้มาไม่ทัน”

ด้านนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ขอความร่วมมือสื่อมวลชนไม่ให้เผยแพร่ภาพผู้ป่วย และขอบคุณที่เคารพสิทธิผู้ป่วย

เวลา 17.24 น. รัฐสภาได้กลับมาลงมติต่อจนครบ 747 คน

สำหรับสมาชิกที่ป่วยกลางสภา ทราบชื่อในภายหลังว่าคือ นายอานุภาพ ลิขิตอํานวยชัย สส.สมุทรสงคราม พรรค ก.ก. และสมาชิกรัฐสภาลำดับที่ 729 อายุ 44 ปี

ต่อมานายชัยธวัช ตุลาธน เปิดเผยว่า สส. ที่หมดสติในห้องประชุมสภาพ้นขีดอันตรายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล พรรค ก.ก. ได้ประสานครอบครัวให้ทราบแล้วตั้งแต่ตอนที่อยู่ในห้องประชุม พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ และ สส. จากพรรคอื่นที่เป็นแพทย์ที่ช่วยกันดูแล

วันนอร์ฉุนขาด ถูก สส.ก้าวไกลประท้วงความเป็นกลาง

วันนอร์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ก่อนเข้าสู่วาระเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรค กก. ได้เสนอ “ญัตติด่วน” ด้วยวาจา ขอให้ทบทวบมติรัฐสภาเมื่อ 19 ก.ค. ที่เห็นว่า การเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ เป็น “ญัตติซ้ำ” และทำไม่ได้ หลังศาลรัฐธรรมนูญไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ ซึ่งเป็นญัตติที่ค้างอยู่ตั้งแต่ในคราวประชุมรัฐสภาเมื่อ 4 ส.ค.

อย่างไรก็ตาม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ยืนยันอำนาจของประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 5 ประกอบข้อ 151 ว่า เมื่อที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 151 แล้ว ไม่สามารถนำมาทบทวนได้ เพราะจะเกิดปัญหาว่าเมื่อรัฐสภามีมติในเรื่องใดแล้ว จะพิจารณาทบทวนได้ตลอด

เป็นผลให้ สส.ก้าวไกล 2 คนคือ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ และนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. ลุกขึ้นประท้วงประธานว่าต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ และไม่ขัดขวางการอภิปรายของนายรังสิมันต์ ซึ่งประธานวันนอร์ชี้แจงว่า ได้ให้โอกาสนายรังสิมันต์อภิปรายหลายสิบนาทีแล้ว

จากนั้นได้เกิดการปะทะคารมกันช่วงหนึ่ง เมื่อนายธีรัจชัยตั้งข้อสังเกตต่อการทำหน้าที่ของประธานใน 2 ประเด็นคือ 1. ไม่กล้าใช้อำนาจประธานตัดสินใจให้ถูกต้อง และ 2. รู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก และ สว. 250 คน ทำให้ประธานต้องสั่งให้ถอน

  • ประธานรัฐสภา: ถ้าคุณไม่ถอนประเด็นนี้ ผมไม่ให้พูดต่อไป ไม่อนุญาต ๆ ครับ ประเด็นนี้ผมไม่อนุญาต เพราะคุณกล่าวหาผมรุนแรงว่าผมรู้เห็นเป็นใจ ประธานรู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมากได้อย่างไร เพราะลงมติวันนั้นโดยไม่รู้ว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร... ถ้าไม่นั่น ผมไม่ให้พูด นั่งลงครับ ไม่เดี๋ยวละครับ นั่งลง จะนั่งลงไหม ๆ ๆ (เสียงเข้ม หน้านิ่ง จ้องหน้านายธีรัจชัยเขม็ง)... คุณกล่าวหา คุณไม่ถอนไม่ได้ครับ คำสั่งประธานถือเป็นเด็ดขาด
  • ธีรัจชัย: ผมจะอธิบายว่า ผมไม่ได้กล่าวหาท่านคือ 1. ท่านไม่กล้า 2. ท่านรู้เห็นเป็นใจ ผมไม่ได้กล่าวหาท่าน ถ้าเกิดเป็นอันใดหนึ่งถือว่าท่านไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

ภายหลังสิ้นสุดการปะทะคารม เรื่องนี้ก็จบลงเมื่อนายรังสิมันต์ขอถอนการเสนอญัตตัวเอง เพื่อให้ที่ประชุมเข้าสู่วาระพิจารณาเลือกนายกฯ คนใหม่

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก เนื้อหาจาก YouTube อาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์