เศรษฐา ทวีสิน: 175 วันบนเส้นทางการเมือง สู่เก้าอี้ (ว่าที่) นายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, Reuters
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เศรษฐา ทวีสิน อดีตนักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้ลั่นวาจาว่า “จะรับตำแหน่งนายกฯ เท่านั้น” คือว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย และเป็นว่าที่ผู้นำคนที่ 5 ที่มาจาก “พรรคทักษิณ” หากที่ประชุมรัฐสภา 22 ส.ค. มีมติเห็นชอบชื่อเขาแบบ “ม้วนเดียวจบ” ตามที่แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) แสดงความมั่นใจ
ในขณะที่ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการทำงานพื้นที่-สภา บางคนได้เป็น สส. น้อยคนมีโอกาสสัมผัสเก้าอี้รัฐมนตรี ทว่าอดีตผู้บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชื่อ เศรษฐา ใกล้ถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารโดยใช้เวลาเพียง 175 วัน (1 มี.ค.-22 ส.ค.) เท่านั้น
1 มี.ค. เศรษฐาเปิดตัวในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ตำแหน่งทางการเมืองที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ก่อนได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรค พท.
ถึงวันนี้ เขาเป็นคนการเมืองนอกตระกูลชินวัตรรายที่ 2 ภายใต้สังกัดพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง-มีสถานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตามหลัง สมัคร สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และอดีตนายกฯ คนที่ 25
อย่างไรก็ตามด้วยปฏิบัติการ “แฉเพื่อชาติ” ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ออกมาเขย่าความน่าเชื่อถือศรัทธาของเศรษฐาเมื่อครั้งเป็นผู้บริหารภาคเอกชน ทำให้สุ้มเสียงของ สว. บางส่วนเริ่มแกว่ง และยังต้องลุ้นว่าเขาจะได้เป็น “นายกฯ คนใหม่” หรือหยุดอยู่แค่ “ว่าที่นายกฯ”

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
ผู้นำแบบเศรษฐา
เศรษฐา วัย 61 ปี มีภาพลักษณ์ของซีอีโอที่ประสบความสำเร็จ โดยสั่งสมประสบการณ์บริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี อีกทั้งยังสนใจเหตุบ้านการเมืองอยู่เสมอ
“ขาใหญ่ในแวดวงธุรกิจ” น้อยคนนักจะเป็นแบบเศรษฐาที่กล้าแสดงทัศนะการเมืองผ่านบัญชีเอกซ์ (หรือทวิตเตอร์เดิม) ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 3.2 แสนคน จนได้รับสมญา “ซีอีโอสายคอลเอาต์” โดยเฉพาะช่วงเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และวิกฤตการเมืองในระหว่างการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนปี 2563-2564
ครั้งหนึ่ง เขาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้ภาวะผู้นำในการออกมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อกู้ชีพประชาชนในช่วงโควิด-19
“ท่านเป็นคนบอกเองว่าอาสาเข้ามาช่วยเหลือประเทศ กล้าหาญ ชื่นชม ท่านอาสาเข้ามาก็ต้องทำให้ได้ ไม่ใช่มาอธิบายว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ผู้นำที่เด็ดขาด ผู้นำที่มีคุณภาพ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ" เศรษฐา ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ให้สัมภาษณ์พิเศษบีบีซีไทยเมื่อ ม.ค. 2564
เศรษฐายอมรับว่า การเสนอความเห็นต่อปัญหาสาธารณะมีราคาที่ต้องจ่าย และอาจมีเสียงต่อว่าตามมา แต่ถือเป็น “หน้าที่” และทำด้วยความ “หวังดี”
“ถ้าคนที่มีต้นทุนสูงไม่ออกมาพูดเลย ผมว่ามันก็เป็นการเสียเปล่านะ" "บิ๊กบอส" แห่งอาณาจักรแสนสิริกล่าว
ในระหว่างนั้น เขาเดินสายพบสื่อหลายสำนัก-แสดงวิสัยทัศน์ในฐานะว่าที่ผู้นำ โดยยอมรับว่าตัวเอง “อ่อนหัดการเมือง” และ “ไม่เข้าใจบางอย่างของพรรคการเมือง”
“เรายังอ่อนหัดอยู่ เกมการเมืองพอเข้าใจบ้าง แต่วิธีการคิดไม่ออกว่าผิดหรือถูก แต่ว่าเราไม่เข้าใจ ซึ่งถ้าต้องเข้าไป ก็ต้องเรียนรู้” ซีอีโอแสนสิริกล่าวกับกรุงเทพธุรกิจเมื่อ ต.ค. 2565 ซึ่งขณะนั้นเขามีชื่อติดโผแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. แต่กว่าจะยอมเปิดหน้าเป็นคนเพื่อไทยก็ผ่านไปนานถึง 6 เดือน
มาวันนี้ เศรษฐามองตัวเอง “เป็นนักการเมืองมากขึ้น”

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
แล้วที่ผ่านมา “บิ๊กบอส” ให้คำจำกัดความ “ผู้นำ” เอาไว้อย่างไรบ้าง บีบีซีไทยสรุปคำให้สัมภาษณ์ของเขาผ่านสื่อในหลายกรรมหลายวาระ ดังนี้
- ต้องมีวัยวุฒิ มีประสบการณ์
- ต้องมีวิจารณญาณที่ดี
- ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังแล้วกลั่นกรอง ไตร่ตรอง มีแผนปฏิบัติการ
- ต้องไม่มีคำว่า “ทำไม่ได้”
- ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าสิ่งที่ถูกใจ
- ต้องบริหารความคาดหวังให้ดี ไม่จำเป็นต้องพูดข่าวดีเสมอไป แต่ต้องบอกว่าข่าวร้ายนั้น ร้ายแค่ไหน จะแก้อย่างไร เมื่อไรจะกลับมาเหมือนเดิม
- ต้องเสียสละ ทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน
สำหรับเศรษฐา เมื่อตัดสินใจทิ้งธุรกิจที่สร้างมาและยื่นใบสมัครเป็นนายกฯ เขาไม่เคยคิดถึงตำแหน่งอื่น
“จะรับตำแหน่งนายกฯ เท่านั้น และไม่รับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองหากไม่ได้เป็นนายกฯ” คนการเมืองหน้าใหม่ที่มีอายุงาน 2 วันกล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อ 3 มี.ค.
แม้แต่เก้าอี้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เศรษฐาก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่เอาครับ”
ในระหว่างให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้ง เขาแสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้าว่าต้องการเป็น “นายกฯ ที่สร้างความเปลี่ยนแปลง” พร้อมขยายความว่า “ตำแหน่งนายกฯ เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจ สามารถทำได้จริง”
นักการเมืองในดวงใจ
เมื่อผละจากโลกธุรกิจที่คุ้นชิน แล้วกระโจนเข้าสู่โลกการเมือง หลายคนคงอยากรู้ว่าใครคือนักการเมืองในดวงใจของเศรษฐา
ก่อนเล่นการเมือง... เขาเคยตอบไว้ว่า “ผมชอบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นะ ท่านมีนโยบายที่ก้าวหน้า นำพาพรรคที่มี สส. แค่ 18 คน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี”
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นอดีตนายกฯ คนที่ 13 และอดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม เจ้าของคำขวัญ “เราทำได้” และเจ้าของนโยบายอันลือลั่น “เงินผัน ประกันราคา รักษาฟรี”
หลังเล่นการเมืองครบ 3 เดือน... เศรษฐาพูดผ่านประชาชาติธุรกิจว่านักการเมืองที่เขาให้ความเคารพมากและชื่นชมมากที่สุดคือ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพราะ “เป็นคนมีความรู้รอบตัวสูง เข้าใจการเมืองไทย อธิบายให้ฟังว่าทำไมผมจึงต้องเข้ามาตรงนี้”
ณัฐวุฒิเป็นอดีตเลขาธิการ นปช. และอดีต รมช.พาณิชย์ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งน้องใหม่การเมืองมีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับณัฐวุฒิ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ซึ่งรับผิดชอบเวทีปราศรัยในช่วงรณรงค์หาเสียง 2566 หลายมุกที่เศรษฐาหยอดลงไปในคำปราศรัยของเขา ได้ณัฐวุฒิร่วมด้วยช่วยคิด

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
กับ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คนที่ 23 และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เขามองเห็นภาพ “อดีตนายกฯ ที่ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมชมชอบมาตลอด”
นักการเมืองรุ่นน้องพร้อมนำ “ทักษิณสไตล์” มาปรับใช้ในการทำงาน นั่นคือ คิดเร็ว ทำเร็ว วิเคราะห์ความเสี่ยง และเปรียบเทียบความเร่งด่วนในการจัดการปัญหา ไม่ใช่การตั้งคณะกรรมการซ้อนคณะกรรมการ จนปากท้องแห้ง
ขณะเดียวกันเศรษฐายังเห็นความแตกต่างของผู้นำ 2 รุ่น โดยทักษิณเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งพรรคเอง สร้างทุกอย่างขึ้นมาเอง ขณะที่เศรษฐา “เข้ามาเติมเต็ม” ในพรรคที่มีรากฐานดีอยู่แล้ว และมีบุคลากรคุณภาพภายในพรรค
บทสนทนาหลังเวที กับ นาทีที่รู้ว่าแพ้
สิ่งที่ผิดแผกแตกต่างอย่างชัดเจนกับ “นายกฯ รุ่นพี่” รายอื่น ๆ ที่มาจาก “พรรคทักษิณ” คือ เส้นทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาลของว่าที่นายกฯ คนที่ 30 เกิดขึ้นหลังความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งเป็นครั้งแรกของพรรค พท. ในรอบ 22 ปี
“ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่นึกว่าจะแพ้ ไม่เคยนึกว่าจะแพ้” และ “ไม่เคยประเมินว่าจะต่ำกว่า 210” เศรษฐาเปิดใจเป็นครั้งแรกในรอบ 10 วันหลังเสร็จศึกเลือกตั้ง 14 พ.ค.
ในระหว่างร่วมงานดินเนอร์ทอล์กจัดโดยประชาชาติธุรกิจเมื่อ 25 พ.ค. เศรษฐาบอกเล่าความรู้สึกในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้าย โดยเปรียบเป็นการชกมวยซึ่งมีทั้งสิ้น 12 ยก
“ยก 9 คะแนนนำมาแต่เป๋ คิ้วแตก ตาปิดแล้ว รู้ว่าเป๋ แต่เป๋จาก 280 ลงมาเหลือประมาณ 250 230 ยังไงก็ไม่ต่ำกว่า 200 ไม่เคยคิดว่าจะแพ้ แต่พอสัก 4 ทุ่มกว่า (วันที่ 14 พ.ค.) พอคะแนนเราเริ่มดีขึ้นจาก 140 versus 130 ทางฝ่ายที่ลงพื้นที่บอกว่าเดี๋ยวเราจะห่างประมาณ 20% ผมก็สบายใจ พอพูดไม่ทันขาดคำ มันตีกลับมาเลย กลับไปเป็น 150 140 แถว ๆ นั้น ซึ่ง ณ จุดนั้น เรารู้เลยว่าเราแพ้” เศรษฐาระบุ
2 วันก่อนเลือกตั้ง พรรค พท. เปิดปราศรัยปิดที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี โดยมีประชาชนนับหมื่นร่วมรับฟัง ในวันนั้น อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 เพิ่งกลับขึ้นเวทีเป็นครั้งแรกหลังผ่าคลอดบุตรได้ไม่กี่วัน โดยมีแกนนำพรรคสลับกันสื่อสาร-ส่งเสียงปลุกใจประชาชนให้เลือกเพื่อไทยให้ “แลนด์สไลด์”
ทว่าเสียงที่อยู่ในห้วงความคิดของเศรษฐาแม้ลงจากเวที-ลาจากสนามเลือกตั้งแล้ว หาใช่วรรคทองของดาวปราศรัยรายใด หากแต่เป็นเสียงสนทนาแผ่วเบาระหว่าง 2 แคนดิเดตนายกฯ ยืนข้างกันบนเวที
“ผมเกี่ยวก้อยกับคุณอิ๊งบอกว่า ‘ถ้า 280 พี่เป็น (นายกฯ) ให้นะ’ คุณอิ๊งเกี่ยวก้อยกับผมบอกว่า ‘เท่าไหร่พี่ก็ต้องเป็น’ 280 ณ วันนั้น ผมรู้ว่าไม่ได้” เขาเฉลยกลางเวทีประชาชาติธุรกิจถึงสิ่งที่ได้คุยกับแพทองธาร เมื่อ 12 พ.ค.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่า พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ สส. 151 ที่นั่ง พรรค พท. ได้ สส. 141 ที่นั่ง เศรษฐาบอก “ผมกลับสบายใจ เพราะผมไม่ต้องเป็นแล้ว” ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันในอีก 3 เดือนต่อมา
แรงบันดาลใจที่ทำให้อดีตนักธุรกิจใหญ่วัยเกษียณมีพลังเดินสายหาเสียงในไตรมาสแรกของชีวิตการเมืองคือ “ไม่อยากเห็นรัฐบาลปัจจุบันกลับมาบริหารงานอีก”
สิ่งที่เขาประกาศผลักดันเป็นอันดับแรกหากได้เป็นนายกฯ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขาเรียกว่าเป็น “ฉบับพิกลพิการ”
ส่วนภารกิจที่เศรษฐาจะไม่พลาดก่อนลงสนามเลือกตั้งครั้งต่อไปคือ “จะฝึกดีเบตให้มากขึ้น เพราะผมไม่ชอบแพ้ และรู้ว่า mistake (ความผิดพลาด) อยู่ตรงไหน เราก็ยอมรับอย่างลูกผู้ชาย แล้วก็เดินหน้าต่อไป”
วิบากกรรมจาก “จอมแฉ”
เส้นทางการเข้าสู่ทำเนียบฯ ของแคนดิเดตนายกฯ หมื่นล้านหาได้โรยด้วยกลีบกุหลาบไม่ นอกจากต้องรอจังหวะที่พรรค พท. สลัดพรรค ก.ก. พ้นทาง ก่อนพลิกมารับบทแกนนำจัดตั้ง “รัฐบาลพิเศษสลายขั้ว” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสังคม เศรษฐายังถูกโจมตีอย่างหนักจาก ชูวิทย์ กมลวิษฎ์ อดีตนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวเจ้าของสมญา “จอมแฉ” ซึ่งออกมาเขย่าความน่าเชื่อถือศรัทธาที่ “บิ๊กบอสแสนสิริ” สร้างมาตลอดชีวิต
ทันทีที่พรรคสีแดงประกาศเสนอชื่อเศรษฐา ให้ สส. และ สว. โหวตเป็นนายกฯ คนใหม่ ชูวิทย์ก็เปิดปฏิบัติการ “แฉเพื่อชาติ” เพื่อชี้ชวนให้เห็นว่าเศรษฐาตกคุณสมบัตินายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ที่ระบุว่า “มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์”
3 ส.ค. ชูวิทย์เปิดแถลงข่าว ep1 กล่าวหา บมจ.แสนสิริ ซื้อที่ดินย่าน ถ.สารสิน ราคาประเมิน 1,570 ล้านบาท จากบริษัท ประไพทรัพย์ เมื่อปี 2562 โดย “ทำนิติกรรมอำพรางเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี” แทนที่จะโอนขายที่ดินในวันเดียว แต่ให้ผู้ถือหุ้น 12 คนของบริษัทประไพทรัพย์ แบ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแยกรายบุคคล 12 คน 12 วัน ทั้งที่เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน โดยมีค่าใช้จ่าย ณ วันโอน (ภาษีและค่าธรรมเนียม) รวม 12 คน เพียง 59.2 ล้านบาท หลีกเลี่ยงการเข้าเกณฑ์คณะบุคคลที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 35% ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 521 ล้านบาท ทั้งนี้ในการประชุมของ บมจ.แสนสิริ 14 ส.ค. 2562 ที่มีมติแยกโอนที่ดินรวม 12 วัน เศรษฐา ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ ได้ลงนามรับรองการประชุมด้วย
ชูวิทย์ยื่นเรื่องให้กรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีกรณีนี้ และยังยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบ 2 เจ้าพนักงานที่ดินเขตพระนคร ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้าน บมจ.แสนสิริ ออกเอกสารชี้แจงว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าว กำหนดให้ผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ประกอบกับเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ขายในการเสียภาษีอากร แสนสิริมีหน้าที่ชำระราคาให้ครบถ้วนตามที่ตกลงกัน และรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเท่านั้น
“แสนสิริไม่ได้รับรู้ หรือเกี่ยวข้องใด ๆ ในวิธีการ หรือการดำเนินการใด ๆ ทางภาษีอากรของผู้ขายตามที่ได้มีการกล่าวอ้างดังกล่าว และไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากการประหยัดภาษีและค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ของผู้ขาย”
เอกสารชี้แจงของ บมจ.แสนสิริ ระบุต่อไปว่า เศรษฐามีส่วนร่วมเฉพาะขั้นตอนการอนุมัติจัดซื้อที่ดิน โดยพิจารณาจากตัวเลขและข้อมูลที่ทีมสรรหาที่ดินได้จัดทำ และนำเสนอให้ที่ประชุมผู้บริหารพิจารณา ส่วนการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ชำระราคา และโอนกรรมสิทธิ์เป็นหน้าที่ของทีมสรรหาที่ดินรับผิดชอบจัดการและประสานงานทั้งหมด โดยที่ผู้ขายเป็นผู้แจ้งความประสงค์ว่าต้องการแยกโอนเฉพาะส่วนตามรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่เป็นข่าว
ในอีก 5 วันต่อมา เศรษฐาได้ส่งทนายความฟ้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาทจากชูวิทย์ จากการใส่ความเศรษฐาให้ประชาชนและสมาชิกรัฐสภาเชื่อว่าแคนดิเดตนายกฯ รายนี้กระทำผิดกฎหมายและขัดธรรมาภิบาล เพื่อหวังผลทางการเมือง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
15 ส.ค. ชูวิทย์เปิดแถลงข่าว ep.2 กล่าวหา บมจ.แสนสิริ ทำ “นิติกรรมซ่อนเร้น ใช้นอมินีซื้อที่ดินทองหล่อ” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของคอนโดหรู แต่เดิมที่ดินแปลงนี้ถือครองโดย “บริษัทจริง” ซึ่งเป็นของนายแพทย์โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยจดจำนองไว้กับธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH BANK) 465 ล้านบาท กระทั่ง 11 ก.พ. 2558 ชูวิทย์อ้างว่าพบการทำธุรกรรม 3 รายการภายในวันเดียว
1) “นอมินี” เข้าซื้อบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด (บริษัทจริง) 100 ล้านบาท ก่อนมีการปรับเปลี่ยนรายชื่อผู้ถือหุ้นใหม่ในวันเดียวกัน มี น.ส.พินิช ถือหุ้น 99.99% นายสมศักดิ์ ถือหุ้น 0.0001% และนายพีระพงษ์ ถือหุ้น 0.0001% ซึ่งชูวิทย์ตรวจสอบพบว่า พินิชเป็นชาวมหาสารคาม มีอาชีพแม่บ้าน ที่บ้านเลี้ยงไก่ และสมศักดิ์เป็นชาวร้อยเอ็ด อาชีพเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.)
2) บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด (บริษัทลูกของแสนสิริ และมีเศรษฐาเป็นกรรมการบริษัท) ให้ บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ กู้เงินจำนวน 1,000 ล้านบาท
3) บริษัท เอ็ม แอนด์ เอ็นฯ นำเงินกู้ที่ได้ไปปลดจำนองที่ดินจาก LH BANK (จำนองไว้ตั้งแต่ 5 เม.ย. 2555) จำนวน 465 ล้านบาท
“จอมแฉ” ระบุต่อไปว่า น.ส.พินิชได้กำไรจากเงินกู้ หลังปลดจำนองหนี้กับธนาคารและซื้อหุ้นจากเจ้าของเดิม 435 ล้านบาท ซึ่งต่อมา 24 พ.ค. 2560 บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ ได้เปลี่ยนผู้ถือหุ้นอีกครั้งจาก น.ส.พินิช และนายสมศักดิ์ เป็นนายยงยุทธ อาชีพ รปภ. เพื่อทิ้งร้างและไม่นำส่งงบการเงินติดต่อกันหลายปี
ต่อมาในปี 2559 บมจ.แสนสิริซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ ในราคา 957 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.1 ล้านบาท/ตารางวา ขณะที่ในปี 2558 มีบันทึกตามหลักฐานบัญชีว่าที่ดินดังกล่าวราคา 650,000 บาท/ตารางวา
ชูวิทย์โยนสารพัดคำถาม ให้สาธารณชนได้คิดตาม อาทิ
- เงินทอน 435 บาทหายไปไหน เข้ากระเป๋าใคร?
- เหตุใดแสนสิริจึงให้แม่บ้าน และ รปภ. กู้เงินซื้อที่ดินในซอยทองหล่อถึง 1,000 ล้านบาท?
- ทำไมไม่ซื้อที่ดินโดยตรงกับเจ้าของ แต่ให้นอมินีไปกู้เงินซื้อที่ดิน?
ชูวิทย์ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบธรรมาภิบาลของ บมจ.แสนสิริ และยังเข้าพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อกล่าวโทษคณะกรรมการ บมจ.แสนสิริ และกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์เป็นนอมินีซื้อขายที่ดิน ในข้อหาทำเอกสารอันเป็นเท็จ ตั้งบริษัทนอมินี และฟอกเงิน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ต่อมา น.ส.พินิช ที่ถูกชูวิทย์ระบุว่าเป็นแม่บ้าน ได้ลงบันทึกประจำวันที่ สภ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ก่อนให้สัมภาษณ์สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน เนชั่น ว่าทราบข่าวจากสื่อ รู้สึกงงมาก และตกใจ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยทำธุรกิจอะไร และไม่เคยเป็นแม่บ้าน
ด้าน บมจ.แสนสิริ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การสรรหาจัดซื้อที่ดินของแสนสิริ ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ผ่านการประเมินความเสี่ยงหลากหลายมิติ ก่อนอนุมัติจัดซื้อที่ดินแต่ละแปลงจะมีทีมสรรหาที่ดินตรวจสอบรายละเอียดของที่ดินที่ได้รับการเสนอขาย ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ รวมถึงพิจารณาราคาตามกลไกตลาด ทำเลที่ตั้ง สำรวจตลาดคู่แข่ง กำไรที่คาดว่าจะได้รับ ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิต่อเนื่องมาตลอด
ส่วนกรณีที่ดินทองหล่อ (โครงการ KHUN by YOO) แสนสิริ บริษัทย่อย กรรมการและผู้บริหารบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับบริษัท เอ็น แอนด์ เอ็น แอสเซ็ท จำกัด ผู้ขายที่ดินแปลงดังกล่าว แสนสิริซื้อที่ดินทองหล่อปี 2559 ราคา 1.1 ล้านบาท/ตารางวา จากบริษัทเอ็น แอนด์ เอ็นฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดตั้งแต่ปี 2551 ในราคาเหมาะสมเทียบเคียงกับราคาตลาด การอ้างว่าแสนสิริซื้อที่ดินราคาแพง ควรซื้อแค่ 565 ล้านบาท หรือตารางวาละ 650,000 บาท “เป็นการพูดไม่สมเหตุผล ไม่มีเจ้าของที่ดินรายใดในซอยทองหล่อขายที่ดินในราคาดังกล่าว”
แถลงการณ์ระบุว่า บริษัท อาณาวรรธน์ จำกัด ที่เป็นบริษัทลูกแสนสิริ “ไม่เคยให้กู้ยืมเงิน” แก่บริษัท เอ็น แอนด์ เอ็นฯ มีหลักฐานที่อยู่ในสัญญาจำนองฉบับกรมที่ดินว่าการจำนองดังกล่าวเป็นการจำนองเพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายที่ดินของผู้ขายเพื่อให้ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วน รวมถึงการดำเนินการเคลียร์ผู้เช่าในที่ดินเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ เมื่อผู้ขายดำเนินการครบถ้วนแล้ว แสนสิริจึงรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว จัดทำเป็นโครงการอาคารชุดที่มีการขายและโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าแล้ว
21 ส.ค. ชูวิทย์เตรียม “แฉเพื่อชาติ” เป็น ep3 ซึ่งเป็นเอพิโสดสุดท้าย ก่อนโหวตเลือกนายกฯ ในวันรุ่งขึ้น โดยเขาคาดหวังว่า สว. จะใช้ข้อมูลของเขาประกอบการตัดสินใจ

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
ตลอด 2 สัปดาห์ที่ถูก “แฉ” เศรษฐาสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 3 ครั้ง ยืนยันว่าแสนสิริทำงานตามหลักธรรมาภิบาล ไม่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหา หรือแม้กระทั่งตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และตัวเขาเองก็ปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย ไม่เคยมีวิธีการนอกระบบกฎหมาย เพื่อเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐ หรือแสวงหาประโยชน์เป็นการส่วนตัว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของชูวิทย์
เศรษฐาระบุผ่านคลิปวิดีโอความยาว 7.44 นาที ซึ่งเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กของเขาเมื่อ 18 ส.ค. ว่า ทุก ep ของชูวิทย์ ไม่ว่าจะเป็น ที่ดินแปลงสารสิน หรือที่ดินซอยทองหล่อ เป็นเรื่องแบบเดียวกัน แต่อยากให้แยกระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายให้ชัดเจน โดยแสนสิริคือผู้ซื้อ ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการบริหารภายในของฝ่ายผู้ขายได้ในทุกขั้นตอน ฝั่งผู้ซื้อ ไม่มีนอมินี ไม่มีการปล่อยกู้ให้ผู้ขาย ไม่มีการทำสัญญากู้ ไม่มีการสมคบคิดใด ๆ และไม่เคยมีเงินทอนใด ๆ กลับมาที่ตัวเขา หรือพนักงานแสนสิริคนไหนทั้งสิ้น
“คุณโกรธเคืองที่บริษัทไม่ซื้อที่ดินคุณที่ซอยสุขุมวิท 24 เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เราตกลงกัน จากราคา 2,000 ล้าน เหลือ 1,800 ล้าน แต่ที่ดินคุณมีเงื่อนไขติดพันกับบริษัท ไรมอนแลนด์ แสนสิริไม่สามารถซื้อที่ดินที่มีนิติกรรมซ้อนได้ คุณไม่พอใจ แต่เพราะเงื่อนไขของที่ดินคุณเอง” เศรษฐา “แฉคืน” ชูวิทย์
หลังจากมีข่าวว่าพรรค พท. จะเสนอชื่อเศรษฐาเป็นนายกฯ เจ้าตัวอ้างว่า “โดนข่มขู่” โดยชูวิทย์ฝากข้อความผ่านคนใกล้ชิดมาสั่งให้เขามัดจำเงินเพื่อซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวอย่างไม่มีเงื่อนไข ชูวิทย์ติดต่อผู้ใหญ่มากมายให้มาบอกว่าจะแฉ และทำทุกอย่างเพื่อให้ไม่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ ทั้งนี้การออกมาพูดความจริง รู้ว่าชูวิทย์ต้องไม่พอใจและอาจจะไปฟ้องศาล โดยเขาพร้อมนำพยานหลักฐานไปสู้คดีในศาลต่อไป
“ทุกคนเตือนผมว่าอย่าลงการเมือง มันเปลืองตัว ผมขอบคุณในความหวังดีของทุกคน” เศรษฐากล่าว
อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ชูวิทย์ขุดขึ้นมาแฉ เพื่อฉะแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย ทำให้สถานการณ์ของเศรษฐาระส่ำระสายหนัก สว. บางส่วนเรียกร้องให้เขาชี้แจง-ตอบข้อซักถามกลางรัฐสภาเพื่อคลายความสงสัยในวันโหวตเลือกนายกฯ ขณะที่บางส่วนเริ่มตั้งแง่ว่าอาจไม่โหวตสนับสนุนเขา
“ขอวิงวอนว่าเราต้องการเสียง สว. ด้วย ยืนยันว่ามีความตั้งใจจริง มีความปรารถนาดีกับประเทศชาติ หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจาก สว.” เศรษฐาให้สัมภาษณ์สื่อ 18 ส.ค. และกล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีนายกฯ มีรัฐบาล”

ประสบการณ์ “ครั้งแรก” ของ เศรษฐา ทวีสิน จากวันแรกในโลกการเมือง ถึงวันโหวตนายกฯ
18 พ.ย. 2565 เศรษฐาประกาศผ่านบัญชีเอ็กซ์ (ขณะนั้นคือทวิตเตอร์) ส่วนตัวว่า “ผมอยู่เพื่อไทยครับ” หลังผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่งแสดงความเห็นต่อข้อความที่เขาทวีตก่อนหน้านั้นเกี่ยวกับผู้นำประเทศ โดยบอกว่า “ถ้าท่านมาอยู่เพื่อไทย ผมเลือกเพื่อไทยครับ”
21 ม.ค. 2566 เศรษฐาปรากฏตัวคู่กับแพทองธารเป็นครั้งแรก เพื่อพบปะประชาชนและรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการย่านเยาวราช กทม.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
1 มี.ค. 2566 พรรค พท. เปิดตัวเศรษฐาในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โดยเขาได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรค ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ แบบแจ้งวาระงานให้สื่อมวลชนรู้เป็นครั้งแรก และถือเป็นการเริ่มต้น “นับหนึ่ง” ในบทบาทการเมือง แม้เจ้าตัวเปิดเผยว่าสมัครเป็นสมาชิกพรรคหลายเดือนแล้ว และ “มีส่วนร่วมให้คำปรึกษา คุยกับสมาชิกและผู้ใหญ่ในพรรคหลาย ๆ คนมาตลอด”
3 มี.ค. 2566 เศรษฐาให้สัมภาษณ์สื่อโดยระบุตอนหนึ่งว่า “จะรับตำแหน่งนายกฯ เท่านั้น และไม่รับตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง หากไม่ได้เป็นนายกฯ”
8 มี.ค. 2566 เศรษฐาลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.กทม. หาเสียงเป็นครั้งแรก ที่มูลนิธิดวงประทีป ชุมชน 70 ไร่คลองเตย
9 มี.ค. 2566 เศรษฐาแจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้ยื่นหนังสือ “ลางานชั่วคราวโดยไม่ขอรับค่าตอบแทน” จาก บมจ.แสนสิริ เมื่อ 8 มี.ค. เพื่อมุ่งหน้าทำงานการเมืองอย่างเต็มที่
10 มี.ค. 2566 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า เศรษฐา กรรมการ (กรรมการ/กรรมการผู้จัดการใหญ่ และรองประธานกรรมการบริหาร) บมจ.แสนสิริ หรือ SIRI ได้โอนหุ้นทั้งหมดจำนวน 661,002,734 หุ้น หรือคิดเป็น 4.44% ของทุนจดทะเบียน ให้แก่ ชนัญดา ทวีสิน บุตรสาวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อ 8 มี.ค. โดยระบุว่าเป็นการโอน “โดยเสน่หา ไม่มีค่าตอบแทน”
10 มี.ค. 2566 เศรษฐาออกหาเสียงในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยได้รับฟังปัญหาจากเกษตรกร และล้อมวงรับประทานอาหารกลางวันกับชาวนา
11 มี.ค. 2566 เศรษฐาขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกที่วิทยาลัยเทคนิคพิจิตร อ.เมือง จ.พิจิตร โดยมีแพทองธารร่วมด้วย ทั้งนี้เขาระบุว่าเหตุที่ต้องก้าวออกจากวงการธุรกิจแล้วมาทำงานเพื่อบ้านเมือง เพราะ “อยากเห็นประเทศชาติมีอนาคต มีแสงสว่างที่ดี นำพาลูกหลานไปสู่อนาคตที่สดใส”
17 มี.ค. 2566 พรรค พท. จัดงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. 400 เขต และแถลงนโยบายล็อตใหม่ ที่ มธ. ศูนย์รังสิต ทั้งนี้เศรษฐาเป็นผู้ประกาศนโยบายเงินดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล เติมเงินให้คนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ได้ใช้ซื้อของในชีวิตประจำวันจากร้านค้าในชุมชนไม่เกิน 4 กม.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
4 เม.ย. 2566 บมจ.แสนสิริ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าเศรษฐาขอลาออกจากตำแหน่งประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ รวมทั้งทุกตำแหน่งในฐานะกรรมการของบริษัท และกรรมการชุดย่อยของบริษัท โดยให้มีผลตั้งแต่ 3 เม.ย.
5 เม.ย. 2566 พรรค พท. ยื่นบัญชีบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ 3 รายชื่อ ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบด้วย อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ลำดับที่ 1, เศรษฐา ลำดับที่ 2 และ ชัยเกษม นิติสิริ ลำดับที่ 3 ก่อนที่เย็นวันเดียวกัน จะจัดงานเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ ที่ธันเดอร์โดม สเตเดียม เมืองทองธานี
21 เม.ย. 2566 พรรค พท. โดยเศรษฐาประกาศชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า “เราไม่ต้องการร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ” ในระหว่างขึ้นปราศรัยที่ จ.เลย ซึ่งถือเป็นการเดินตามหลังพรรค ก.ก. ซึ่งประกาศจุดยืน “มีลุงไม่มีเรา”
1 พ.ค. 2566 เศรษฐาปราศรัยที่ จ.นครพนม โจมตีพรรค ภท. ว่า “เสนอกัญชาเสรีมามอมเมาลูกหลาน” และ “เลือกภูมิใจไทย ประยุทธ์จะกลับมา” ซึ่งทำให้เขาตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาปราศรัยใส่ร้าย ก่อนที่พรรค ภท. จะถอนฟ้องเมื่อประกาศเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรค พท.
14 พ.ค. 2566 พรรค พท. แพ้เลือกตั้ง ทำให้สิทธิในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตกเป็นของพรรคอันดับ 1 อย่างก้าวไกล ก่อนที่สถานการณ์จะพลิกผันใน 2 เดือนหลังจากนั้น เมื่อเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาโหวตคว่ำชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรค ก.ก.
18 ก.ค. 2566 พรรค พท. โดยแพทองธารตอบคำถามสื่อชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า “จะเสนอชื่อคุณเศรษฐา อันนี้เป็นที่ชัดเจน เราทำไปทีละขั้น” หลังถูกถามว่าใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ใครคือตัวจริง
2 ส.ค. 2566 พรรค พท. ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการครั้งแรกว่า จะเสนอชื่อเศรษฐาเป็นนายกฯ คนใหม่ หลัง “ขอถอนตัวจากการร่วมมือ” กับพรรค ก.ก. และเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลพรรคร่วมใหม่
3 ส.ค. 2566 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง เปิดแถลงข่าว “แฉเพื่อชาติ” ep แรก โดยกล่าวหา บมจ.แสนสิริ ซื้อขายที่ดินย่าน ถ.สารสิน โดย “หลีกเลี่ยงการเสียภาษี” ก่อนที่ 5 วันต่อมา เศรษฐาจะส่งทนายความฟ้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทและเรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาทจากชูวิทย์
15 ส.ค. 2566 ที่ประชุม สส. พรรคเพื่อไทยมีมติสนับสนุนเศรษฐาเป็นนายกฯ
22 ส.ค. 2566 ประธานรัฐสภาเรียกประชุมร่วมสองสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ครั้งที่ 3
ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม

หมายเหตุ: ข้อมูลบางส่วน บีบีซีไทยเรียบเรียงจาก 1) บทสัมภาษณ์พิเศษโดยบีบีซีไทย เมื่อ 23 ม.ค. 2564 2) บทสัมภาษณ์พิเศษโดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 31 ต.ค. 2565 3) สรุปเนื้อหางานดินเนอร์ทอล์กจัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 25 พ.ค. 2566











