You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รวมประเด็นสำคัญ ลงประชามติ 2569 แก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องอะไร เช็กสิทธิ ขั้นตอน ออกเสียง นอกเขต อย่างไร
ในวันที่ 8 ก.พ. 2569 วาระสำคัญนอกจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ยังมีวาระการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีข้อคำถามเดียวว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็น "ประตูบานแรก" ที่ชี้ชะตาว่าการพิจารณาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกปิดตายหรือได้ไปต่อ ซึ่งยังต้องผ่านประตูอีกหลายบาน และยังต้องอาศัยคะแนนเสียงจากหลายฝ่าย รวมถึง สว. และ สส.
ก่อนการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ นี่คือคำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ ที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการทำประชามติที่จะเกิดขึ้น บีบีซีรวบรวมคำตอบมาดังนี้
"บัตรออกเสียงประชามติ" คืออะไร และเรากำลังจะออกเสียงประชามติในเรื่องอะไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 บัญญัติคำว่า "ประชามติ" (Referendum) หมายถึง มติของประชาชนที่รัฐให้สิทธิออกเสียงลงคะแนนรับรองร่างกฎหมายสำคัญที่ได้ผ่านสภานิติบัญญัติแล้ว หรือให้ตัดสินในปัญหาสำคัญในการบริหารประเทศ
พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 รองรับ "การออกเสียงประชามติ" ในกรณีต่าง ๆ ประกอบด้วย
- การออกเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
- การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
- การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียง
- การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มีการออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ
- การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่า การออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้ จะกระทำมิได้
"บัตรออกเสียงประชามติ" ที่พลเรือนไทยอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีมีสิทธิได้กาในวันที่ 8 ก.พ. 2569 คือการประชามติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเป็น "ขั้นแรก" ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนของการทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง
การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. 2569 มีประเด็นคำถามเดียวคือ "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" ซึ่งผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถกา "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" "หรือไม่แสดงความคิดเห็น" ก็ได้
โดยหากผลการออกเสียงได้ข้อสรุปประชามติว่า "ไม่เห็นชอบ" ผลก็คือจะไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่หากผลการออกเสียงได้ข้อสรุปว่า "เห็นชอบ" ผู้มีสิทธิเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมก็สามารถเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้
ตรวจสอบรายชื่อที่ไหน ขั้นตอนการใช้สิทธิเป็นอย่างไร
ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติตามกฎหมาย คือผู้ที่มีสัญชาติไทยหรือได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี, มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันออกเสียง และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับถึงวันออกเสียง
คุณสามารถตรวจสอบรายชื่อว่าตัวเองเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติหรือไม่ และตรวจสอบสถานที่ที่ต้องไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ได้ที่หน้าเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
หากคุณลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าในวันที่ 1 ก.พ. ไว้แล้ว เมื่อถึงวันที่ 8 ก.พ. ต้องไปยังสถานที่ใช้สิทธิตามที่หน้าเว็บไซต์ข้างต้นระบุ โดยนำหลักฐานแสดงตนไปแจ้งขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ซึ่งคุณจะสามารถออกเสียงประชามตินอกเขตออกเสียงได้เฉพาะกรณีที่คุณได้ "ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขต" ไว้ก่อนแล้ว
แต่หากคุณไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรเอาไว้ วันที่ 8 ก.พ. คุณจะได้กาบัตร 3 ใบ คือบัตรเลือกตั้ง สส. 2 ใบ และบัตรออกเสียงประชามติอีก 1 ใบ โดยต้องแสดงตนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. กาบัตรและหย่อนลงหีบบัตรเลือกตั้ง สส. ให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงแจ้งขอใช้สิทธิออกเสียงประชามติแยกกันและกาออกเสียงในบริเวณหน่วยเลือกตั้งนั้น
ไม่ไปลงประชามติได้ไหม และถ้าไม่ไปต้องทำอย่างไร
ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติที่ไม่ไปใช้สิทธิและไม่ได้แจ้งสาเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงได้ จะถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ ทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันออกเสียงที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ ดังนี้
- สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
- สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
- สิทธิเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติ
- สิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
- สิทธิดำรงตำแหน่งรองผู้บริหาร/เลขานุการผู้บริหาร/ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น หรือเป็นที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
หากคุณไม่อยากเสียสิทธิต่าง ๆ ข้างต้นจากการที่ไม่ได้ไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. จะต้องแจ้งสาเหตุที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงได้ โดยสามารถแจ้งออนไลน์ได้ที่ "ระบบการแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์" ของกรมการปกครอง
การแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จะต้องทำในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งมีช่วงก่อนและหลังวันออกเสียงประชามติ คือ
- ก่อนวันออกเสียง ช่วงวันที่ 14 ม.ค. – 7 ก.พ.
- หลังวันออกเสียง ช่วงวันที่ 9 – 15 ก.พ.
ข้อถกเถียงต่าง ๆ ในสังคมมีอะไรบ้าง
- เห็นชอบ "ประชามติ" เท่ากับเซ็นเช็คเปล่าแก้รัฐธรรมนูญโดยทันทีหรือไม่ ?
ฝ่ายที่แสดงตัวชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ อ้างข้อคำถามในการจัดทำประชามติครั้งนี้ที่ถามผู้มีสิทธิออกเสียงว่า "ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่" เป็นการให้ประชาชน "เซ็นเช็คเปล่า" ให้ความเห็นชอบว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งที่ยังไม่ทราบว่ารายละเอียดภายในจะเป็นอย่างไร
แต่ในข้อเท็จจริงแล้ว ต่อให้การจัดทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ. ได้ผล "เห็นชอบ" เส้นทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน
เอกสาร "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 นั้น จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง
การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 ก.พ. คือการออกเสียงประชามติ "ครั้งแรก" โดยหากผลการออกเสียง "ไม่เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จะเป็นการปิดประตูให้ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่หากได้ผลว่าคน "เห็นชอบ" ก็จะเป็นการเปิดประตูบานแรกให้มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้
ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ผล "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ขึ้นอยู่กับ "เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง" โดยมีเงื่อนไขคือคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น
จากนั้น "ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จะต้องผ่านการพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภารวม 3 วาระ และเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก็ต้องนำร่างดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้จัดให้มีการออกเสียงประชามติ "ครั้งที่สอง" เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้ออกเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่กับหลักเกณฑ์ วิธีการ และสาระสำคัญ ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขั้นตอนต่อไปจึงจะเป็นการดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยจะต้องเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบและดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ "ครั้งที่สาม" เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิได้ออกเสียงว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 256 ยังกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ต้องอาศัยเสียง สว. เห็นชอบด้วยอย่างน้อย 1 ใน 3 ในวาระหนึ่ง (ขั้นรับหลักการ) และวาระสาม (ขั้นสุดท้ายหลังผ่านการพิจารณาเรียงลำดับมาตรามาแล้ว) โดยในวาระสามยังต้องอาศัยเสียงจาก สส.ฝ่ายค้านเห็นชอบอีกอย่างน้อย 20% ด้วย
ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญในมาตรา 256 เพื่อปลดล็อกการต้องใช้เสียง สว. มาเห็นชอบรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ประชุมรัฐสภามีมติ 329 ต่อ 302 ไม่เห็นด้วยกับการตัดอำนาจของ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคร่วมรัฐบาล และ สว. ร่วมโหวตสนับสนุนการคงอำนาจของวุฒิสภาเอาไว้ ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาในคืนวันเดียวกัน
- การแก้รัฐธรรมนูญ เท่ากับการแก้ ม.112 หรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่มักถูกเขียนในรูปย่อว่า "ม.112" คือกฎหมายคนละฉบับกัน
ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. 2519 มาตรา 112 กำหนดบทลงโทษแก่ผู้ที่หมิ่นสถาบันฯ โดยบัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี"
ขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มี "หมวด 2" ที่ระบุบทบัญญัติหลายมาตราเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ อาทิ มาตรา 6 ที่ระบุว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดํารงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้" ทว่าไม่ได้ระบุโทษไว้
รัฐธรรมนูญปี 60 ยังมีมาตรา 5 ที่บัญญัติไว้ด้วยว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับ มิได้" หมายความว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ก็จะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี การที่ "รัฐธรรมนูญ" และ "ม.112" คือกฎหมายคนละฉบับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงยังไม่ใช่การแก้ ม.112 ไปโดยปริยาย เพราะหากต้องการให้มีการแก้ไขมาตรานี้ จะต้องไปแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา
- การกาเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ เท่ากับการล้มล้างการปกครองหรือไม่ เกี่ยวกับหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ ?
ภายใต้ข้อกำหนดกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน การล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีบทบัญญัติหลายข้อที่ระบุถึงการห้าม "เปลี่ยนแปลง" หรือ "ล้มล้าง" การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุไว้ว่า "การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทํามิได้"
และในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 49 ระบุว่า "บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้" โดยให้สิทธิผู้ใดก็ตามที่ทราบถึงการกระทำนั้น สามารถร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทําดังกล่าว
ในอดีตเคยมีหลายกรณีที่มีผู้ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญก็เคยสั่งให้เลิกการกระทำ บทความของ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ the101.world เมื่อ 28 ส.ค. 2568 ระบุว่าการให้สิทธิบุคคลร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อพบเห็นการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองนั้น มีบัญญัติไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี 40 แล้ว
เขาไล่เรียงสถิติคดีล้มล้างการปกครองที่มีผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีทั้งสิ้น 13 คดี ในช่วงปี 2549 – 2567 ซึ่งผลของคดีมีทั้งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจำหน่ายคดีหรือยกคำร้อง, วินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง
คดีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อาทิ คดีชุมนุมธรรมศาสตร์ (คำวินิจฉัยที่ 19/2564) และคดีอิลลูมินาติ (คำวินิจฉัยที่ 1/2563) ซึ่งคดีอิลลูมินาติ ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง ขณะที่คดีชุมนุมธรรมศาสตร์ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและสั่งให้เลิกการกระทำ
ทั้งนี้ ระบอบการปกครองแบบ "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ถูกระบุไว้ในหมวด 1 ของรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งเป็น "บททั่วไป" มีบทบัญญัติ อาทิ การห้ามแบ่งแยกประเทศ อำนาจอธิปไตยของคนไทย รวมถึงการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล
ส่วนหมวด 2 ของรัฐธรรมนูญปี 60 คือหมวดที่ว่าด้วย "พระมหากษัตริย์" ซึ่งระบุถึงฐานะ รวมถึงตำแหน่งหน้าที่ของพระมหากษัตริย์และองคมนตรี
หมวดอื่น ๆ ที่อยู่ในรัฐธรรมนูญปี 60 ประกอบด้วยหมวดที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย, หน้าที่ของปวงชนชาวไทย, หน้าที่ของรัฐ, แนวนโยบายแห่งรัฐ, รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี, การขัดกันแห่งผลประโยชน์, ศาล, ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, องค์กรอัยการ, การปกครองส่วนท้องถิ่น, การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปประเทศ