ไม่มีร่างรัฐธรรมนูญ มีแต่ "คำถามที่ 1" ในประชามติ อนุทิน "คืนอำนาจประชาชน" หลังภูมิใจไทย-สว. โหวตคว่ำ ม. 256/28

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นายกฯ ประกาศ "ขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชน" หลังที่ประชุมรัฐสภามีมติ 329 ต่อ 302 ไม่เห็นด้วยกับการตัดอำนาจของ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคร่วมรัฐบาล และ สว. ร่วมโหวตสนับสนุนการคงอำนาจของวุฒิสภาเอาไว้

นี่ถือเป็นการ "คว่ำ" หลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งอนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และอนาคตของ "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ภท.

การลงมติมาตรา 256/28 ในวาระที่ 2 ต้องลงมติกัน 2 ครั้ง หลังผลการลงมติรอบแรก กมธ.เสียงข้างมากแพ้โหวตไปด้วยคะแนน 312 ต่อ 290 เสียง ท่ามกลางเสียงเฮที่ดังขึ้นในห้องประชุม ก่อนที่หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) จะเสนอให้นับคะแนนใหม่

ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเปิดช่องให้ลงคะแนนและนับคะแนนใหม่ได้ กรณีคะแนนห่างกันไม่ถึง 30 คะแนน แต่ต้องลงคะแนนโดยการขานชื่อสมาชิก จึงกินเวลาเกือบ 2 ชม. แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนมติของเสียงข้างมากได้

ในระหว่างการลงมติ นายอนุทินไม่อยู่ในห้องประชุม ขณะที่ลูกพรรคของเขานำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ภท. ได้พลิกไปลงมติ "ไม่เห็นด้วย" กับแนวทางของ กมธ.เสียงข้างมาก

ก่อนการลงมติจะเกิดขึ้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ประกาศว่าหากให้คงเสียง 1 ใน 3 ของ สว. ต่อไป "ไม่สามารถยอมรับให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เดินไปได้ ผมคงต้องร้องขอให้นายกฯ ยุบสภา"

ในระหว่างนั้น มีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่า สส. ฝ่ายค้าน ทั้งเพื่อไทยและประชาชนได้ล่ารายชื่อ สส. เพื่อเตรียมญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ครม. ทั้งคณะ ซึ่งแกนนำของ 2 พรรคนี้ได้ออกมายอมรับในภายหลังว่ากำลังล่าชื่อ สส. จริง แต่ไม่ทันการชิงยุบสภาของนายกฯ

ต่อมาในเวลา 22.05 น. นายอนุทินโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า "ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ"

หัวหน้าพรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงินได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (Memorandum of Agreement - MOA) ซึ่งมีเนื้อหา 5 ข้อ โดยเงื่อนไขสำคัญคือให้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน โดยแลกกับเสียงโหวตสนับสนุนของ 143 สส. พรรคสีส้ม ให้นายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 32

นายกฯ อนุทินยืนยันหลายกรรมหลายวาระว่าจะยุบสภาภายใน 31 ม.ค. 2569 แต่ถ้าฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม ก็พร้อมยุบสภาก่อน

เขาใช้คำว่า "คาดเข็มขัดนิรภัย" หลังถูกผู้สื่อข่าวถามเมื่อ 3 ธ.ค. ว่าวันที่ 12 ธ.ค. จะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองใช่หรือไม่

"คำถามประชามติ" ที่เกิดขึ้นนาทีสุดท้ายก่อน "ยุบสภา"

พลันที่ข้อความในเฟซบุ๊กของนายอนุทินล่วงรู้ถึงหูของคนในรัฐสภา ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 2 สส. พรรค ปชน. รีบเสนอให้เลื่อนวาระรัฐธรรมนูญออกไปก่อน และขอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ "คำถามประชามติ ครั้งแรก" และแจ้งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการให้มีการออกเสียงประชามติต่อไป

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา แจ้งว่า มีสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติทำนองเดียวกันรวม 5 ญัตติ 5 คำถาม ทว่ามีเนื้อหาใกล้เคียงกัน ประกอบด้วย

  • ญัตติที่เสนอโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย: "ท่านเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่หรือไม่"
  • ญัตติของนายชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย: "ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
  • ญัตติของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ: "ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"
  • ญัตติของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน: "ท่านเห็นชอบที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่"
  • ญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว.: "ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่"

เนื่องจากการพิจารณามีเวลาจำกัดก่อนปิดสมัยประชุมวิสามัญ ซึ่งต้องจบก่อน 24.00 น. นายพริษฐ์จึงเสนอให้ส่งทั้ง 5 คำถามไปให้ ครม. โดยใช้แนวคำถามของนายชูศักดิ์เป็นหลัก โดย สส. ผู้เสนอญัตติบางคนบอกว่า "เป็นวันสุดท้าย และอาจเป็นญัตติสุดท้ายของพวกเขา"

ท้ายที่สุดที่ประชุมรัฐสภามีมติ 494 ต่อ 1 เสียง เห็นด้วยให้ส่ง "คำถามที่ 1" ไปให้ ครม. ดำเนินการต่อไป งดออกเสียง 9 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง

สว. ยก 4 เหตุผลขอคงอำนาจ

เหตุพลิกผันทางการเมืองเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ 2 (พิจารณาเป็นรายมาตรา) เป็นวันที่สอง ซึ่งดำเนินการมาถึงมาตรา 256/28 โดย สว. กลุ่มใหญ่ซึ่งถูกเรียกขานว่า "สว. สีน้ำเงิน" ยืนยันให้คงอำนาจของ สว. "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ในการผ่านความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายหลังร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ. เสียงข้างมาก ได้ตัดเงื่อนไขนี้ออกไป

มาตรา 256/28 (ฉบับ กมธ.เสียงข้างมาก) กำหนดให้มติเห็นชอบของรัฐสภา "ต้องได้เสียง 'เกินกึ่งหนึ่ง' ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา" เท่านั้น

นั่นหมายความว่า การผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาศัยเสียงสมาชิกรัฐสภา 351 คน จากทั้งหมด 700 คน (สส. 500 คน สว. 200 คน) โดยไม่มีเงื่อนไขต้องได้คะแนนเห็นชอบ "ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3" ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 67 คน จากทั้งหมด 200 คน อีกต่อไป

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สว. และ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ขอสงวนความเห็นในประเด็นนี้ กล่าวยืนยันว่า การคงอำนาจ 1 ใน 3 ของ สว. ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การหวงแหนอำนาจ สว. แต่เพื่อรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจโครงสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และถือเป็น "หัวใจสำคัญของการแบ่งแยกอำนาจที่แตะต้องไม่ได้"

เขาให้เหตุผล 4 ประการสนับสนุนว่าทำไมยังต้องคงอำนาจของ สว. 1 ใน 3 เอาไว้

หนึ่ง เพื่อให้ สว. ทำหน้าที่เป็น "เบรกนิรภัยให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่" การตัดเสียง สว. 1 ใน 3 ออกไปคือการปูทางสู่เผด็จการรัฐสภา เปิดช่องพวกมากลากไป แก้กติกาได้โดยไร้คนคันค้าน

นายพิสิษฐ์เปรียบเปรย สส. เป็นเสมือน "คันเร่ง" ตอบสนองประชาชนอย่างรวดเร็ว ขณะที่ สว. ทำหน้าที่เป็น "เบรก" หากตัดเสียง สว. ออก เท่ากับกำลังขับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์แรงจัด แต่ไร้ระบบเบรก ก็ต้องถามว่ามีใครกล้าขับรถยนต์ที่มีแต่คันเร่ง ไม่มีเบรกบ้าง

สอง เงื่อนไข 1 ใน 3 ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้ไขกติกาประเทศได้ผ่านการกลั่นกรองหลักวิชาการ ไม่ใช่ผ่านเพราะมติพรรคสั่ง

สาม เป็นไปตามทฤษฎีที่รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยาก และอย่าลืมว่ามีฉันทามติเสียงมหาชน 16 ล้านเสียงที่รับรองรัฐธรรมนญ 2560 ในการทำประชามติ การตัดอำนาจของ สว. ส่วนนี้ จึงเท่ากับเป็นการละเลยสิ่งที่ประชาชนเห็นชอบมา

สี่ ความชอบด้วยกฎหมายและผูกพันตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ชัดเจนในคำวินิจฉัยที่ 4/2564 และ 18/2568 ตอกย้ำข้อความว่าต้องมี สว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ถึง 4 ครั้ง ทั้งนี้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีผลผูกพันทุกองค์กร การร่างโดยขัดหรือแย้งเจตนารมณ์ที่ศาลวางหลักแบ่งแยกอำนาจไว้ อาจนำไปสู่ปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในอนาคต และทำให้กระบวนการที่ทำมาทั้งหมดสูญเปล่า

สว. ส่งสัญญาณ "คว่ำ" วาระ 3

หลังจากนั้นมีเพื่อน สว. ลุกขึ้นอภิปรายสนับสนุนความเห็นของนายพิสิษฐ์อย่างน้อย 7 คน ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าต้องยืนยันอำนาจของ สว. ในการถ่วงดุลสภา เพื่อไม่ให้เกิดการ "กินรวบ" หรือ "เผด็จการรัฐสภา" โดยพวกเขามิลืมทิ้ง "วรรคทอง" พร้อมกับ "คำขู่" ในคราวเดียวกัน

  • น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศัสนียชีวิน: "การตัดกลไกการกลั่นกรองของ สว. ที่สำคัญออกไป อาจไม่สามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ในวาระที่ 3"
  • นายชินโชติ แสงสังข์: "1 ใน 3 ยังต้องมี ผมเป็นเด็กอยุธยา อ.บางไทร บ้านผมน้ำท่วมทุกปี ไม่ใช่แบบอุทกภัย มันมีหน้าน้ำ ผมพายเรือไปโรงเรียน ตอนผมเด็ก ๆ เรือลำหนึ่งนั่งได้ 4-5 คน ผมถูกรังแก ผมถูกเพื่อนในเรือรังแก ทำร้ายผม ผมไม่มีทางสู้ ผมเก็บความเจ็บใจตามประสาเด็ก ๆ ที่ไร้เดียงสา ผมเก็บความเจ็บปวดไว้ที่เพื่อนผมรังแกผมในเรือ อีก 15 วันต่อมา ผมจำเป็นต้องคว่ำเรือล้ำนั้นให้มันเปียกไปด้วยกัน… ท่านประธานครับ ระวังเรือจะล่มครับ"
  • นายประเทือง มนตรี: "ท่านไม่ต้องคิดมาก คิดว่าวาระ 3 ถ้าทำอย่างนี้ ท่านคิดว่าจะได้เสียงจาก สว. หรือไม่ ขอให้คิดไตร่ตรองดูให้ดี"

ส่วน สว. ที่ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านการคงอำนาจ 1 ใน 3 ของวุฒิสภา หนึ่งในนั้นคือ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. "นอกกกลุ่มใหญ่" ที่มองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจน อาจเรียกได้ว่า "ชงเอง กินเอง" และ "การมอบอำนาจให้ สว. ไม่ใช่การถ่วงดุล แต่เป็นการขโมยอำนาจไปให้กลุ่มก๊วนที่ฮั้วกันมาตามที่ทราบกันดี" ทั้งนี้ สส. 1 คนมาจากประชากร 1.5 แสนคน แต่ สว. ทั้งสภามาจากผู้สมัครเพียง 4.8 หมื่นคนที่มาเลือกกันเอง ซึ่งน้อยกว่าประชากรใน 1 เขตเลือกตั้งของ สส. ถ้าเทียบตามสัดส่วน เราน่าจะได้ สว. เพียงครึ่งคนเท่านั้น จึงอยากชวน สว. ให้ลงมติสนับสนุน กมธ.เสียงข้างมาก เพื่อกู้ภาพลักษณของวุฒิสภา

ก่อนหน้านี้ นายพิสิษฐ์ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า การตัดอำนาจ สว. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเงื่อนไขที่ "ยอมไม่ได้"

รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จัดทำขึ้นในบรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 โดยผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ใส่ "เงื่อนไข" เอาไว้ ทำให้การแก้รัฐธรรมนูญแทบเป็นไปไม่ได้ โดยกำหนดให้การลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 1 (ขั้นรับหลักการ) และวาระที่ 3 (เห็นชอบทั้งฉบับ) ต้องมีเสียง สว. เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือต้องได้เสียงจาก สว. 67 คน จาก สว. ทั้งหมด 200 คน (ปัจจุบันต้องได้เสียง 66 คน จาก สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 198 คน)

หัวหน้าเท้ง: หาก ภท. โหวตฟื้นเสียง สว. "ผมคงต้องร้องขอให้นายกฯ ยุบสภา"

ก่อนการลงมติในมาตรา 256/28 จะเกิดขึ้น นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. กล่าวว่า เป้าใหญ่ของพรรค ภท. "พูดแล้วทำ" เรารับปากเขาไว้ 3 ข้อคือ แก้รัฐธรรมนูญ, ทำประชามติ, ยุบสภา พรรค ภท. ยังยึดถือเพื่อรักษาคำมั่นเอาไว้ แต่เสียงของ สว. ที่ส่งถึงพวกเราวันนี้ คาดเดาไม่ยากเลยว่าอีก 15 วันจะเกิดอะไรขึ้น

กรรมการบริหารพรรค ภท. ตั้งคำถามว่า จะปล่อยให้อุปสรรคเล็ก ๆ น้อย ๆ ความเห็นไม่ลงรอยกันประเด็นเดียว ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาสะดุดหยุดลงเพราะเรื่องเดียวหรือ จึงต้องลุกขึ้นมาเตือนสติสมาชิกก่อนการลงมติสำคัญ

"เราพูดแล้วทำ ถ้าพวกเราทำก็อยากให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำเอาเท่ ๆ หล่อ ๆ แต่อยากให้เห็นอนาคตและเดินไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญใหม่ได้จริง ๆ เราจึงต้องเลือกทางเดินนี้เพื่อนรักษาผลลัพธ์มากกว่าภาพลักษณ์ อาจเจ็บตัวบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แต่ถ้าทำให้เป้าหมายเราสำเร็จ สิ่งที่เราอยากเห็นคือรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทำได้จริง ในโลกควาทเป็นจริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่อยู่ในความฝัน" แกนนำพรรค ภท. กล่าว

ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ลุกขึ้นอภิปรายตอบโต้นายกรวีร์ โดยระบุตอนหนึ่งว่า การที่พรรค ปชน. ทำข้อตกลงกับพรรค ภท. เพราะเชื่อว่าอาจโน้มน้าว สว. ให้เห็นชอบกับการแก้รัฐธรรมนูญได้ สิ่งที่จะลงมติมาตรา 256/28 เป็นจุดตัดสำคัญว่าพูดแล้วทำ พยายามเต็มที่ให้รัฐธรรมนูญเป็นจริงเชื่อได้หรือไม่

หัวหน้าพรรค ปชน. ประกาศว่า ไม่สามารถยอมรับได้หากการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้คงเสียง 1 ใน 3 ของ สว. ต่อไป หากพรรค ภท. โหวตกลับร่างของ กมธ.เสียงข้างมาก โดยให้เสียง สว. กลับมา "ผมไม่สามารถยอมรับให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้เดินไปได้ ผมคงต้องร้องขอให้นายกฯ ยุบสภา"

พิสิษฐ์ชิงถอนบทเฉพาะกาล ให้คง สว.-องค์กรอิสระ

นอกจากประเด็นอำนาจในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของของ สว. ที่ประชุมรัฐสภายังมีมติ 547 ต่อ 18 เห็นด้วยกับการ "ล็อก" เนื้อหาสำคัญ 9 ข้อในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม 2 สว. ซึ่งเป็น กมธ.เสียงข้างน้อย ได้ขอสงวนความเห็น โดยให้ "ล็อก" เนื้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติม ในจำนวนนี้คือ ให้ สว. และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560 คงอยู่ต่อไปแม้มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 แต่เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาไม่เห็นชอบด้วย และยืนตามความเห็นของ กมธ.เสียงข้างมากที่ให้ล็อกกรอบเนื้อหา 9 ข้อเท่านั้น

นายพิสิษฐ์สงวนความเห็นไว้ 3 ประเด็นคือ 1. ให้ สว. ที่พ้นจากวาระแล้ว สามารถสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. หรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้โดยไม่มีข้อจำกัดระยะเวลาหลังสมาชิกภาพสิ้นสุดลง 2. เขียนบทเฉพาะกาล รับรองสมาชิกสภาพของ สว. ให้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 3. เขียนบทเฉพาะกาล รับรองวาระดำรงตำแหน่งขององค์กรอิสระ ให้ดำรงตำแหน่งจนครบวาระ (ขอเพิ่มมาตรา 256/26 (10) (11 ) (12))

แต่จู่ ๆ เขาได้ขอถอนคำสงวนความเห็นทั้งหมดกลางที่ประชุมรัฐสภา โดยให้เหตุผลว่า "ถูกทักท้วง" จาก สว.เสียงส่วนใหญ่หลังรายงานของ กมธ. ได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะ และได้รับฟังเสียงประชาชน ตระหนักว่าอาจจะถูกตีความคลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์ที่ต้องการให้วุฒิสภาและองค์กรอิสระเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดข้อกังขาว่าข้อเสนอนี้ทำเพื่อประโยชน์ของส่วนตัว หรือพยายามยืดอำนาจของ สว. ไว้

"เพื่อความสง่างามของรัฐสภา เพื่อขจัดข้อสงสัยทั้งปวงว่าเสียงส่วนใหญ่มีวาระซ่อนเร้นในการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ และให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ดำเนินต่อไป ปราศจากข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ผมจึงขอถอนคำสงวนคำแปรญัตติในมาตราและอนุดังกล่าวออกทั้งหมด และไม่ติดใจใด ๆ" นายพิสิษฐ์อ่านข้อความที่ยกร่างมาจากไอแพดของเขา และขอให้บันทึกความเห็นของเขาตามนี้

สิ่งที่ได้จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ "สว. แบบดิฉัน (รัชนีกร)"

ขณะที่ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สงวนความเห็น ให้คงไว้ซึ่งหมวด 15 มาตรา 256 (3) (6) (8) ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยให้ 1. คงไว้ซึ่งที่มาของ สว. 2. คงไว้ซึ่งคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 3. คงไว้ซึ่งองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

น.ส.รัชนีกรบอกว่า 1 ชีวิตเป็น สว. ได้ครั้งเดียวตามรัฐธรรมนูญนี้ และ สว. ไม่ได้เป็นง่าย ๆ ที่มามีความซับซ้อน ต้องเลือกกัน 3 รอบ จากระดับอำเภอ จังหวัด สู่ประเทศ และแต่ละระดับต้องเลือก 2 รอบ (เลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ และเลือกไขว้กลุ่มอาชีพ) "ความซับซ้อนในการเลือก ทำให้การจัดตั้งทำได้ยากมาก ทำให้ สว. ที่เข้ามามีความเป็นความอิสระ ไม่เป็นสภาผัวเมีย"

สว.หญิงรายนี้ประกาศกลางรัฐสภาหลายครั้งว่า ไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับให้เปลืองงบประมาณชาติ โดยให้แก้ไขเป็นรายมาตราเท่านั้น

"รัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่ท่านได้ ท่านก็จะได้ สว. แบบดิฉัน ตามที่รัฐธรรมนูญ ออกแบบมา ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นอิสระ ปราศจากการถูกครอบงำทางการเมือง สิ่งที่ สว. แบบดิฉันเป็น ทำตามหน้าที่ ความเชื่อ อุดมการณ์ ไม่มีดีลลับ ไม่ต้องมาต่อรอง" น.ส.รัชนีกรระบุ

ล็อก 9 เนื้อหาหลักที่ รธน. ใหม่ต้องมี

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า มีการพูดกันมากว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่าน จะทำให้ สว. และกรรมการองค์กรอิสระที่ดำรงตำแหน่งขณะนั้น ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที "เป็นความเข้าใจที่ผิด" เพราะไม่มีใครเขียนแบบนั้นได้

เขายืนยันว่า กมธ. ไม่สามารถเขียนบัญญัติว่าให้คงไว้ทั้งตัวองค์กรและหน้าที่อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ระบุว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระสามารถทำได้ แต่ต้องทำประชามติ ดังนั้นถ้าจะเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ทำได้น้อยลงกว่าที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันให้อำนาจไว้ แทนที่จะเป็นการทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่แก้ปัญหาได้กว้างขวางขึ้น กลับถูกจำกัดให้ทำได้น้อยลง จึงขอยืนยันตามร่างของ กมธ.เสียงข้างมาก

สำหรับกรอบของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีเนื้อหาสำคัญ 9 ข้อ ดังนี้

1. การรับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

2. การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

3. การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสวัสดิการขั้นพื้นฐานของประชาชน

4. การกำหนดสถาบันทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมือง ให้ยึดโยงกับประชาชน

5. การวางกลไกที่มีประสิทธิภาพ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในการป้องกัน และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ การใช้อำนาจโดยมิชอบ และผลประโยชน์ทับซ้อน

6. การจำกัดขอบเขตการใช้อํานาจรัฐและการใช้ดลุพินิจขององค์กรของรัฐ

7. การสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรมและหลัก ธรรมาภิบาล รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค

8. การบริหารราชการแผ่นดินและการขับเคลื่อนนโยบาย รัฐที่ยืดหยุ่น คล่องตัว และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงและความต้องการของประชาชน

8/1. การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

9. การวางหลักเกณฑ์การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีปัญหาว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ เสนอต่อรัฐสภา มีเนื้อหาสําคัญตามนี้หรือไม่ให้รัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย และให้คําวินิจฉัยของรัฐสภาเป็นที่สุด

ให้ยกหมวด 1-2 ไปใส่ไว้ใน รธน. ใหม่

เสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา 440 ต่อ 5 เสียง ยังเห็นด้วยกับการเพิ่มมาตรา 256/26/1 ซึ่งกำหนดให้นำบทบัญญัติหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่ให้มีการแก้ไข

แม้ก่อนหน้านั้น นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย เสนอให้ตัดเนื้อหาในมาตรานี้ทิ้ง เพราะผิดหลักนิติรัฐและหลักทางรัฐธรรมนูญ ประวัติศาสตร์ และทฤษฎี โดยร่ายเหตุผลประกอบ 5 ข้อ ได้แก่

  • ความชอบธรรมในการสถาปนารัฐธรรมนูญมาจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่การคัดลอกหรือตรึงถ้อยคำของรัฐธรรมนูญเดิม
  • ข้อกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ถูกคุ้มกันไว้ในมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรานี้ เพราะเป็นการกระทำซ้ำซ้อน
  • การล็อกถ้อยถือว่าคำขัดต่อหลักวิชาการรัฐธรรมนูญ
  • ประวัติศาสตร์ในรอบ 100 ปี พิสูจน์ว่าไม่เคยมีการล็อกเนื้อหาหมวด 1 และหมวด 2 โดยสิ้นเชิง แต่มีการแก้ไขได้ และไม่ใช่การล้มล้างระบอบการปกครอง
  • กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกแบบกันมาหลายชั้น มีเกราะป้องกันเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม สส. พรรคสีส้มรายนี้ไม่อาจโน้มน้าวเพื่อนร่วมรัฐสภาได้