You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เปิดนโยบายพรรคส้ม-น้ำเงิน-แดงที่แจ้ง กกต. ว่าใช้งบทะลุ "หลักพันล้าน"
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
พรรคการเมืองต่าง ๆ แข่งกันนำเสนอนโยบายเพื่อชิงคะแนนเสียงจากประชาชนก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ขณะนี้ 51 พรรคการเมืองได้ส่งนโยบายต่อ กกต. แล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ ที่มีนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นประธาน ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ 30 ม.ค. ต่อไป
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 57 กำหนดให้พรรคการเมืองที่โฆษณานโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงิน ชี้แจงข้อมูลต่อ กกต. ซึ่งครั้งนี้กำหนดรายละเอียดเอาไว้ 7 ประเด็น โดยให้ระบุชื่อนโยบาย, วงเงินที่ต้องใช้โดยประมาณ, ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ, ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย, ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย, ผลกระทบในการดำเนินนโยบาย, ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
กกต. มีอำนาจสั่งให้พรรคดำเนินการให้ครบถ้วนและถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด หากสั่งแล้วไม่ทำ พรรคการเมืองนั้น ๆ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 121 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง
หลังจากนี้ กกต. จะตรวจสอบว่าคำชี้แจงของแต่ละพรรคครบ 3 เงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และพิจารณาว่านโยบายหาเสียงมีความเป็นไปได้ หรือมีการปกปิดข้อมูลที่ควรจะแจ้งหรือไม่ เพราะจะเข้าข่ายผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 มาตรา 73 (5) เรื่องการ "จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง"
บีบีซีไทยตรวจสอบเอกสารที่ 3 พรรคหลัก ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งต่อ กกต. แล้วขอประมวลนโยบายหาเสียงที่ถือเป็น "บิ๊กโปรเจกต์" ของพรรคเหล่านี้
ต่อไปนี้คือนโยบายที่พรรคส้ม-น้ำเงิน-แดง แจ้งว่าต้องใช้เงินดำเนินการหลักพันล้านบาทขึ้นไป
ปชน. ใช้ 7.4 แสนล้าน ทำ 36 นโยบาย
พรรคประชาชน (ปชน.) ส่งเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งสิ้น 40 หน้า บรรจุนโยบาย 15 หมวด โดยมีนโยบายแยกย่อยในแต่ละหมวดรวม 36 นโยบาย ภายใต้วงเงินรวม 741,835 ล้านบาท มาจากงบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 530,960 ล้านบาท/ปี (คิดเป็น 71.57% ของวงเงินทั้งหมด), การดำเนินการตามมาตรา 28 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ วงเงิน 73,875 ล้านบาท/ปี (คิดเป็น 9.967%), การใช้เงินกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตไทย วงเงิน 86,000 ล้านบาท (คิดเป็น 11.59%), การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน วงเงิน 51,000 ล้านบาท (คิดเป็น 6.87%)
จากการตรวจสอบของบีบีซีไทย พบว่า เฉพาะนโยบายหลักพันล้านขึ้นไปมีทั้งสิ้น 32 นโยบาย ใช้เม็ดเงินรวม 857,600 ล้านบาท (เหตุที่ตัวเลขงบประมาณเกิน เพราะหลายนโยบายใช้งบจากส่วนเดียวกัน เช่น นโยบายปฏิรูประบบให้บริการสุขภาพ กับนโยบายโครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิต)
ระดับแสนล้าน มี 2 นโยบาย วงเงินรวม 320,000 ล้านบาท
- เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ใช้วงเงิน 190,000 ล้านบาท/ปี
- โครงการเมกะโปรเจกต์ยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย ใช้วงเงิน 130,000 ล้านบาท/ปี
ระดับหมื่นล้าน มี 17 นโยบาย วงเงินรวม 501,600 ล้านบาท
- เงินสนับสนุนการจัดการลุ่มน้ำย่อยสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้วงเงิน 60,000 ล้านบาท/ปี
- การปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรม โดยการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน ใช้วงเงิน 51,000 ล้านบาท/ปี
- เพิ่มศักยภาพการให้บริการผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และการดูแลด้านสุขภาพจิต ยกระดับ อสม. เป็นแนวหน้าสุขภาพ ใช้วงเงิน 45,000 ล้านบาท/ปี
- สินเชื่อสร้างตัว SME กองทุนเพิ่มผลิตภาพ SME ใช้วงเงิน 45,000 ล้านบาท/ปี
- ปฏิรูประบบให้บริการสุขภาพ บริหารจัดการกองทุน สปสช. พัฒนาระบบเชื่อมโยงผู้ป่วย ระบบยา รวมถึงการลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ ใช้วงเงิน 35,500 ล้านบาท/ปี
- การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้วงเงิน 37,750 ล้านบาท/ปี
- เพิ่มเบี้ยคนพิการ ใช้วงเงิน 34,000 ล้านบาท/ปี
- จัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ ใช้วงเงิน 32,250 ล้านบาท/ปี
- เพิ่มเงินอุดหนุนเด็กจัดทำศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ใช้วงเงิน 27,000 ล้านบาท
- ยกระดับ SME โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่ง และหวยใบเสร็จ ใช้วงเงิน 24,000 ล้านบาท/ปี
- การลดต้นทุนการเกษตร ใช้วงเงิน 21,000 ล้านบาท/ปี
- ยกระดับทักษะแรงงานผ่านการสร้างระบบกลางและแจกคูปองยกระดับทักษะ ใช้วงเงิน 20,000 ล้านบาท/ปี
- ระบบคมนาคมที่ทั่วถึง เป็นธรรม และปลอดภัย ใช้วงเงิน 19,400 ล้านบาท/ปี
- เรียนฟรี เพิ่มงบประมาณรายหัว ค่าอาหารและนมให้นักเรียน ใช้วงเงิน 16,000 ล้านบาท/ปี
- พัฒนาและจัดการโรงเรียนทุกขนาดและอาชีวศึกษาให้มีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอและยืดหยุ่น ใช้วงเงิน 12,500 ล้านบาท/ปี
- แจกคูปองการเรียนรู้และพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน ใช้วงเงิน 11,200 ล้านบาท/ปี
- กระตุ้นกำลังซื้อภาคอุตสาหกรรม คนละครึ่ง ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท/ปี
ระดับพันล้าน มี 13 นโยบาย วงเงินรวม 36,000 ล้านบาท
- แก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ใช้วงเงิน 4,500 ล้านบาท/ปี
- การบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานรายสินค้า ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท/ปี
- การแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท/ปี
- ทำให้กองทัพมีความทันสมัย มีสมรรถนะสูง โดยการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดซื้ออาวุธแบบรวมศูนย์และการชดเชยทางเศรษฐกิจ ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท/ปี
- สวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมทางเพศ ใช้วงเงิน 3,500 ล้านบาท/ปี
- การจัดการที่ดินให้เป็นระบบเดียว แก้ปัญหาที่ดินทับซ้อนด้วย One Map เร่งรัดการออกโฉนดให้กับประชาชน ออกเอกสารรับรองสิทธิที่ดินของชุมชน การจัดระเบียบ การใช้ที่ดินของรัฐ ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท/ปี
- แก้ไขมลพิษทางน้ำข้ามแดนและสร้างความมั่นคงทางแร่ ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท/ปี
- จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท/ครั้ง
- ยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท/ปี
- ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยผ่านการบัญชาการอย่างเป็นระบบ ใช้วงเงิน 1,500 ล้านบาท/ปี
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว ใช้วงเงิน 1,500 ล้านบาท/ปี
- การพัฒนาผู้ประกอบการและผู้ให้บริการทางการเกษตรรุ่นใหม่ ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
- การดูแลสวัสดิการของสัตว์ป่า สัตว์เลี้ยง และสัตว์จร เพื่อความปลอดภัยของทั้งคนและสัตว์ ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
ภท. ใช้ 1.4 แสนล้าน ผลัก 8 นโยบาย
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ส่งเอกสารชี้แจง กกต. ทั้งสิ้น 17 หน้า บรรจุ 8 นโยบายหาเสียง ภายใต้วงเงิน 148,326 ล้านบาท แทบทุกนโยบายแจ้งว่าใช้งบประมาณแผ่นดินรวม 144,126 ล้านบาท คิดเป็น 97.84% ของวงเงินทั้งหมด
จากการตรวจสอบของบีบีซีไทย พบว่า นโยบายที่มีวงเงินสูงในระดับหลักพันล้านขึ้นไป มีทั้งหมด 5 นโยบาย ใช้เม็ดเงินรวม 146,760 ล้านบาท
ระดับหมื่นล้าน มี 4 นโยบาย วงเงินรวม 143,560 ล้านบาท
- ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท ใช้วงเงิน 63,360 ล้านบาท/ปี
- คนละครึ่งพลัส ใช้วงเงิน 44,000 ล้านบาท (เฉพาะในส่วนของรัฐ)
- ทหารอาสา ใช้วงเงิน 22,700 ล้านบาท/ปี
- พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย ใช้วงเงิน 13,500 ล้านบาท/ปี
ระดับพันล้าน มี 1 นโยบาย วงเงินรวม 3,200 ล้านบาท
- มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 300 บาท 60 งวด ใช้วงเงิน 3,200 ล้านบาท/ปี
หนึ่งในนโยบายของพรรคสีน้ำเงินที่แกนนำพรรค ภท. เคยระบุกับบีบีซีไทยว่าเป็น "จุดขาย" ท่ามกลางกระแสรักชาติและแผ่นดินคือ นโยบายทหารอาสา 1 แสนคน โดยเปลี่ยนระบบบังคับเกณฑ์ทหารมาเป็นการสมัครใจ มีสัญญาว่าจ้างทหารอาสาให้ทำงาน 4 ปี ได้รับเงินเดือน 12,000 บาท/คน/เดือน และยังมีสวัสดิการอื่น ๆ ทั้งค่าอาหาร, ค่าเครื่องแบบ, ค่ารักษาพยาบาล, ค่าฝึกพัฒนา
พรรค ภท. ประมาณการณ์ว่า จะใช้งบ 22,700 ล้านบาท/ปี ผลักดันโครงการนี้ แบ่งเป็น เงินเดือน 14,400 ล้านบาท/ปี และค่าสวัสดิการ 8,300 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้ วงเงิน 22,700 ล้านบาท มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี, ปรับลดงบเกณฑ์ทหาร, ปรับโครงสร้างบุคลากรกระทรวงกลาโหม และเกลี่ยงงบฝึกโครงการที่ไม่ใช่ภารกิจหลัก
ส่วนความคุ้มค่า พรรค ภท. ยก 5 เหตุผลมาประกอบ ได้แก่ 1. สร้างภาพลักษณ์กองทัพสมัยใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่น 2. ยกระดับกองทัพให้มีทหารอาสาที่มีกำลังพลที่มีคุณภาพ 3. ได้ทหารอาสาที่สมัครใจแทนทหารเกณฑ์ 4. มีโอกาสได้ฝึกอาชีพ มีวุฒิบัตรวิชาชีพต่อยอดในตลาดแรงงานและการศึกษาต่อ 5. มีโควต้าสอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ
พรรค ภท. ยังระบุด้วยว่า "ไม่มี" ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนี้
พท. ใช้ 2.4 แสนล้าน ดัน 57 นโยบาย
พรรคเพื่อไทย (พท.) ส่งเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ทั้งสิ้น 33 หน้า บรรจุ 57 นโยบายหาเสียง ใช้วงเงิน 243,300 ล้านบาท
บีบีซีไทย พบว่า นโยบายหมื่นล้านและพันล้าน มีทั้งสิ้น 34 นโยบาย ใช้เม็ดเงิน 240,800 ล้านบาท
ระดับหมื่นล้าน มี 7 นโยบาย วงเงินรวม 176,000 ล้านบาท
- คนไทยไร้จน ใช้วงเงิน 60,000 ล้านบาท/ปี
- ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ใช้วงเงิน 31,000 ล้านบาท/ปี
- ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด ใช้วงเงิน 30,000 ล้านบาท
- จัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ท่วม-ไม่แล้ง ใช้วงเงินเพิ่มเติม 20,000 ล้านบาท/ปี
- พักหนี้เกษตรกร ใช้วงเงิน 15,000 ล้านบาท/ปี
- ซื้อปุ๋ยเมล็ดพันธุ์ ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท/ปี
- กระตุ้นการบริโภค ใช้วงเงิน 10,000 ล้านบาท
ระดับพันล้าน มี 27 นโยบาย วงเงินรวม 64,800 ล้านบาท
- สถาบันค้ำประกันสินเชื่อ NaCGA ใช้วงเงิน 8,000 ล้านบาท
- ล้างหนี้นอกระบบ ใช้วงเงิน 6,000 ล้านบาท
- เรียนได้งบจบได้งาน ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาท/ปี
- ซอฟต์พาวเวอร์ (THACCA) ใช้วงเงิน 5,000 ล้านบาท
- ล้างหนี้วัยเกษียณ ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท
- AI For ALL ใช้วงเงิน 4,000 ล้านบาท/ปี
- ของขวัญเพื่อคนไทย ใช้วงเงิน 3,500 ล้านบาท/ปี
- 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI ใช้วงเงิน 3,000 ล้านบาท
- 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา (ODOS) ใช้วงเงิน 2,500 ล้านบาท/ปี
- บ้านเพื่อคนไทย ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท
- E-commerce สัญชาติไทย ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท
- 30 บาทรักษาทุก(ข์)ใจ ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท/ปี
- ศูนย์กลางการทดลองทางคลินิค ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท
- เขตเศรษฐกิจพิเศษดาวกระจาย ใช้วงเงิน 2,000 ล้านบาท
- หวยเกษียณ ใช้วงเงิน 1,500 ล้านบาท/ปี
- บัญชีตั้งตัวเด็กแรกเกิด ใช้วงเงิน 1,300 ล้านบาท/ปี
- หลักประกันความเสี่ยง อสม. และ ชรบ. ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
- หลักประกันความเสี่ยงและความมั่นคงแรงงานแพลตฟอร์ม ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
- ปลูกป่าด้วยต้นยางพารา 1 ล้านต้น ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
- แผนรับมือโลกรวน ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
- บริการภาครัฐแพลตฟอร์มเดียว ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
- รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย/ Feeer และรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
- ปลดล็อกพลังงานสะอาด สร้างอธิปไตยพลังงานด้วยแสงอาทิตย์ ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท/ปี
- ยกระดับการวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
- งานดีที่บ้านเกิด ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
- ยกเครื่องเกษตรด้วยเทคโนโลยี ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
- สินเชื่อคนไทยในต่างแดน ใช้วงเงิน 1,000 ล้านบาท
เอกสารนโยบายที่พรรค พท. แจ้งต่อ กกต. ไม่ปรากฏนโยบายที่ชื่อ "สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท" ตามที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ประกาศกลางเวทีปราศรัยเมื่อ 23 ม.ค. ซึ่งเป็นไปได้ว่าเอกสารเหล่านี้ถูกจัดทำและจัดส่งให้ กกต. พิจารณาตั้งแต่ 19-20 ม.ค.
อย่างไรก็ตามมีนโยบายที่บีบีซีไทยเข้าใจว่ามีความใกล้เคียงกันคือ "ของขวัญเพื่อคนไทย" เนื่องจากกลุ่มคนที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากนโยบายนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับที่หัวหน้าพรรค พท. ระบุว่าจะได้รับสิทธิรวยวันละ 9 คน โดยมาจาก 1. การสุ่มจากเลขใบเสร็จ/E-Receipt จำนวน 5 รางวัล 2. การสุ่มจากเลขบัตรประชาชน จำนวน 4 รางวัล ครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน, กลุ่มอาสาสมัคร, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, ประชาชนผู้ยื่นแบบภาษี
พรรค พท. ระบุว่า จะใช้เม็ดเงินราว 3,500 ล้านบาท/ปี ดำเนินนโยบายนี้ โดยมีที่มาจากการบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี
พรรคสีแดงยังแจกแจงความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบายเอาไว้ว่า สร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำประโยชน์ให้กับประเทศ รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูลในกลุ่มต่าง ๆไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร ผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ ผู้เสียภาษี ผู้ใช้จ่ายในระบบภาษี อสม. ชรบ. ฯลฯ โดยยังช่วยสร้างแรงจูงใจในการอยู่ในระบบภาษีอันจะเป็นการขยายฐานภาษีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายอันจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้รัฐคืนในรูปแบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายตามการระบุของพรรค พท. คือ "ประชาชนบางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน"
เอกสารนโยบายที่พรรค พท. ส่งให้ กกต. ไม่ปรากฏเมกะโปรเจกต์ระดับแสนล้านแบบเมื่อ 2 ปีก่อน ที่พรรค พท. เสนอนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
ในการเลือกตั้งรอบนี้ นโยบายของพรรค พท. ที่ใช้งบประมาณในการดำเนินการมากที่สุดคือ "คนไทยไร้จน" ใช้วงเงิน 60,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 ของพรรคสีแดง เป็นผู้ประกาศ "สงครามกับความยากจน" ในระหว่างขึ้นปราศรัยเมื่อ 8 ม.ค.
สำหรับที่มาของเงินที่จะใช้ทำนโยบายนี้ พรรค พท. แจ้งว่า การบริหารระบบงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี
พรรค พท. ระบุถึงความคุ้มค่าของนโยบายนี้ว่า เป็นการแก้ปมแรกของปัญหาเรื่องความยากจนโดยยกทุกคนให้พ้นจากเส้นความยากจน ซึ่งจะทำให้สามารถทำนโยบายอื่น ๆ เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านประโยชน์ของนโยบายนี้มี 3 ข้อตามคำชี้แจงของพรรคสีแดงคือ 1. แก้ไขปัญหาผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอย่างตรงจุด ทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพียงพอสำหรับการดำรงชีพ 2. เป็นการคืนอำนาจการบริโภคแก่คนไทย 3. เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการหมุนเวียนเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
ส่วนความเสี่ยงของนโยบายจากมุมมองของพรรค พท. คือ ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ
ส่วนผลกระทบในการดำเนินนโยบายทั้ง คนไทยไร้จน และ ของขวัญเพื่อคนไทย พรรค พท. แจ้งต่อ กกต. ด้วยข้อความเดียวกันว่า "ต้องบริหารงบประมาณ แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับสูงกว่างบประมาณที่ใช้"