วิเคราะห์กระแสประกันสังคมและ "ไอซ์ฟีเวอร์" ช่วยดันพรรคประชาชนเข้าใกล้เส้นชัยได้หรือไม่

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

กองทุนประกันสังคมที่กุมอนาคตสวัสดิการของผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนทั่วประเทศ กำลังตกเป็นเป้าสายตาของสังคมอย่างหนัก เมื่อปัญหาความโปร่งใสและประสิทธิภาพการบริหารงานภายใต้หน่วยงานรัฐถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นประเด็นการเมืองร้อน โดยมี "พรรคประชาชน" สวมบทแกนนำเปิดฉากชูนโยบายปฏิรูปโครงสร้างกองทุนฯ ครั้งใหญ่

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดประชาพิจารณ์ร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการ "จำกัดสิทธิ" ฝ่ายลูกจ้าง โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์ให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มาตรา 39 หรือมาตรา 40 เลือกผู้แทนได้เพียง 1 คน จากเดิมที่เลือกได้ถึง 7 คน

ประเด็นนี้สร้างความวิตกให้กับหลายภาคส่วนว่าจะเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มอำนาจเดิมหมุนเวียนกลับมานั่งเก้าอี้บอร์ดประกันสังคมและเอื้อประโยชน์ต่อนโยบายรัฐและนายจ้าง มากกว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของแรงงานอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ปัญหาการบริหารเงินกองทุนมูลค่ามหึมากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ยังคงเป็นคำถามที่ไร้คำตอบที่ชัดเจน โดยเฉพาะการนำเงินไปลงทุนในโครงการที่ถูกมองว่า "สอบตก" ในแง่ผลตอบแทน เช่น โครงการทียูโดม (TU Dome) และอาคารสกายไนน์ เซ็นเตอร์ (SKYY9 Centre) ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดประเมิน

ซ้ำเติมด้วยความล้มเหลวของระบบไอทีที่ใช้งบประมาณสูงถึง 848 ล้านบาท แต่กลับปิดปรับปรุงซ้ำซากจนกระทั่งผู้ประกันตนเข้าถึงเงินเยียวยาด้วยความยากลำบาก

วิกฤตศรัทธายิ่งดิ่งลึกถึงขีดสุด เมื่อปรากฏหลักฐาน "แชทหลุด" ของกรรมการบอร์ดประกันสังคมบางรายที่ใช้ถ้อยคำโจมตีสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวความไม่ชอบมาพากลของกองทุนฯ ว่า "เฮงซวย"

นอกจากนี้ท่าทีของ ดร.ทวีเกียรติ รองสวัสดิ์ กรรมการบอร์ดประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง เจ้าของแชทหลุดที่มีเนื้อหาระบุว่ากองทุนฯ มีเงินกำไรที่ลงทุนไปถึง 8 หมื่นล้านบาท "ให้พวกเขาจำใส่กะโหลกไว้เสียบ้าง" ก็ไม่ต่างจากการราดน้ำมันไฟเข้ากองไฟ เพราะผู้ประกันตนบางรายมองว่ากรรมการบอร์ดฯ กำลังทวงบุญคุณ แม้เจ้าตัวยืนยันกับสื่อมวลชนว่าไม่ได้ทวงบุญคุณใครเลยก็ตาม

พร้อมกันนี้ ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณภายในยังถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม เมื่อมีคำถามจากนายสหัสวัต คุ้มคง อดีต สส. จากพรรคประชาชน ว่างบประมาณตัดสูทเครื่องแบบเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมกว่า 7,000 ตัว เป็นเงินกว่า 35 ล้านบาทนั้นเป็นเงินกองทุนประกันสังคมหรือไม่ รวมถึงสิทธิพิเศษของบอร์ดและผู้บริหารในการเดินทางด้วยบัตรโดยสารชั้นหนึ่งหรือเฟิร์สท์คลาส (First Class) ซึ่งถูกมองว่าเป็นความฟุ่มเฟือยบนกองเงินสะสมของผู้ใช้แรงงาน ย้อนแย้งกับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน

กระแสที่ต้านไม่ไหวทำให้ประเด็นกองทุนประกันสังคมกลายเป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

นอกจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องกองทุนประกันสังคมเป็นหลักแล้ว ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยก็หันมาชูประเด็นด้วยเช่นกันนี้ และบอกว่าพรรคจะปฏิรูปหรือผ่าตัดกองทุนฯ หากได้เป็นรัฐบาล

ประเด็นกองทุนประกันสังคมยังเปลี่ยนบรรยากาศหาเสียงของพรรคส้มที่เคยเจอคำถามหนัก ๆ ในห้วงกระแสชาตินิยมเข้มข้นเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เช่น "ด้อยค่ากองทัพทำไม" และ "ทหารมีไว้ทำไม" เป็นให้กำลังใจและดอกไม้

วานนี้ (26 ม.ค.) น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.จากพรรคประชาชน หรือ "ไอซ์" ถูกห้อมล้อมด้วยประชาชนที่มาให้กำลังใจระหว่างลงหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนแบบเขตใน จ.พะเยา หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือกรณีที่หญิงรายหนึ่งขี่รถซาเล้งตามให้กำลังใจ น.ส.รักชนก พร้อมกับมอบของขวัญเป็นสร้อยข้อมือพระเกจิชื่อดัง และพูดว่าด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า "ขอให้ลูกเป็น สส.ของพวกเรา ประกันสังคม อะไรเทา ๆ ทั้งหลายแหล่นะ..."

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่ากระแส "ไอซ์ฟีเวอร์" ถูกจุดขึ้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากดูจากบทบาทของเธอที่ติดตามประเด็นความไม่โปร่งใสของกองทุนประกันสังคมมาอย่างต่อเนื่องร่วมกับกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า

ทว่า พรรคประชาชนจะสามารถเปลี่ยน "กระแส" ความนิยมในหมู่ผู้ประกันตนซึ่งกำลังขุ่นเคืองกับปัญหาต่าง ๆ ของกองทุนฯ ให้เป็น "คะแนนเสียง" ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงได้หรือไม่

ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสระชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่าไม่ใช่ผู้ประกันตนกว่า 20 ล้านคนจะเทคะแนนมาให้พรรคส้มเสียทั้งหมด แต่กระแสเรื่องประกันสังคมเป็นเพียงการ "ยืนยันหรือตอกย้ำ" ฐานเสียงเดิมที่เป็นผู้สนับสนุนพรรคส้มให้กลับมาชีวิตชีวาและทำให้พรรคได้พื้นที่สื่อในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง

ต่อไปนี้คือบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองรายว่ากรณีประกันสังคมจะเปลี่ยนเกมการเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้ายได้อย่างไรบ้าง

ดร.สติธร: กระแสประกันสังคมอาจดึงโหวตเตอร์ที่กำลังจะปันใจไปพรรคอื่นให้กลับมาโหวตส้มได้

ดร.สติธรระบุชัดเจนว่าที่จริงแล้วกลุ่มผู้ประกันตนคือฐานเสียงของพรรคประชาชนอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นมนุษย์เงินเดือน ทั้งจากกลุ่มคนใช้แรงงาน (Blue Collar) พนักงานออฟฟิศ (White Collar) ไปจนถึงคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน (First Jobber) ซึ่งเป็นฐานเสียงที่ "มีการเติมตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา" ตามแนวโน้มการประกอบอาชีพของผู้คน ซึ่งสุดท้ายแล้วคนทำงานส่วนใหญ่ต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามธรรมชาติและระบบแรงงาน

นักวิชาการจากจุฬาฯ บอกว่าประเด็นประกันสังคมอาจช่วยดึงดูดกลุ่มผู้ประกันตนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เคยเลือกพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 แต่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเริ่มลังเลหรือเปลี่ยนใจไปมองพรรคอื่น เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับมาเลือกพรรคประชาชนได้อีกครั้ง

"แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นว่าจะไปเอาคนที่ไม่เคยโหวตกลับมา อันนั้นต้องไปลุ้นฝั่งที่เคยโหวตเพื่อไทยแล้วตอนนี้ยังไม่เปลี่ยนใจ"

ดร.สติธรกล่าวต่อว่าการดึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล มาช่วยเดินทางหาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ประกอบกับกระแสประกันสังคมที่กำลังเกิดขึ้นอาจช่วยให้พรรคส้มพลิกเกมการเลือกตั้งได้ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งล่วงหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 1 ก.พ. นี้ เนื่องจากคนที่ไปเลือกตั้งล่วงหน้าส่วนใหญ่แล้วเป็นชนชั้นแรงงาน เป็นพนักงานบริษัท ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในกลุ่มผู้ประกันตน

"พอได้ประกันสังคมเหมือนมันมีทางไป มีประเด็นที่เล่นแล้วคนโอเค เห็นตรงกัน ก่อนหน้านี้พรรคหาเสียงมาทั้งในแง่นโยบาย ตัวบุคคล จุดยืน หลายเรื่องที่เสนอไปไม่ใช่แค่คนอื่นด่าเพราะแม้แต่คนกันเองก็ยังเห็นไม่ตรงกัน แต่รอบนี้พอไปประกันสังคม คนมันเห็นตรงกัน และสำหรับคนวงนอกพรรคออกไปหน่อย พวกที่เป็นโหวตเตอร์ เค้าก็จะรู้สึกว่า เออ..มันต้องไอ้พรรคนี้แหละ เรื่องนี้มันถึงจะได้เรื่อง"

อย่างไรก็ดี ดร.สติธรมองว่าเป็นเรื่องยากที่พรรคอื่น ๆ จะหันมาปักหมุดประเด็นปฏิรูปกองทุนประกันสังคมเพื่อดึงโหวตเตอร์ไว้

"พวกเขา (หมายถึงพรรคประชาชน) ทำเรื่องแรงงาน สวัสดิการ จนเป็นซิกเนเจอร์ (ลายเซ็น) ของเขา และในระบบประกันสังคม เขาก็มีตัวแทนไปนั่งอยู่ในบอร์ด รู้เช่นเห็นชาติ มีข้อมูลวงใน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ พูดยังก็น่าเชื่อถือ คนอื่นมาเคลมตามก็คือ copy (คัดลอก) ถ้าเป็นเรื่องนี้คนอื่นจะมาเกทับเนี่ย มันยาก" นักวิเคราะห์จากจุฬาฯ กล่าวกับบีบีซีไทย

แม้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่นิยามว่าตนเองเป็นรอยัลลิสต์ (royalist) หรือผู้นิยมกษัตริย์ ออกมาแสดงความเห็นว่าตนเองจะโหวตให้พรรคส้มในครั้งนี้ เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากระบบประกันสังคม และไม่พอใจที่กองทุนฯ นำเงินไปลงทุนในโครงการที่เต็มไปด้วยคำถาม

แต่ ดร.สติธร มองว่ากระแสประกันสังคมในรอบนี้จะไม่สามารถซื้อใจผู้ประกันตนที่เป็นรอยัลลิสต์หรือมีอุดมการณ์ชาตินิยมได้ทุกราย เพราะคนกลุ่มส่วนใหญ่มีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาพรรคประชาชน และไม่ว่าจะ "ขายอย่างไร เขาก็ไม่เอา"

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์จากจุฬาฯ เห็นว่าหากพรรคประชาชนต้องการประคองกระแสนิยมจากประกันสังคมไปให้ถึงวันที่ 8 ก.พ. ทางพรรคก็ต้องหลีกเลี่ยงข้อเสนอที่ทะลุเพดานมากเกินไป แต่ต้องพยายามเชื่อมโยงนโยบายนี้กับความรู้สึกที่ว่าพรรคมีโอกาสชนะเป็นที่ 1 และได้เป็นรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนระบบได้จริง

"ไม่ใช่เลือกไป แล้วเป็นเพียงฝ่ายค้านที่ทำอะไรไม่ได้" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

รศ.ดร.ยุทธพร: แต่ละพรรคดึงคาแรคเตอร์มาตรึงโหวตเตอร์ในช่วงโค้งสุดท้าย "ป้องกันไม่ให้เกิดการตกปลาในบ่อเพื่อน"

ด้านนักวิเคราะห์จาก มสธ. บอกกับบีบีซีไทยว่ามีผู้ประกันตนส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงของพรรคส้มอยู่ไม่น้อย แต่กระแสประกันสังคมรอบนี้อาจไม่สามารถเปลี่ยนใจผู้ประกันตนที่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคได้

"มันเป็นโอกาสตอกย้ำหรือยืนยันในสไตล์พรรคประชาชน" เขากล่าว "เช่น การนำเสนอคุณพิธาในฐานอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมือง ขณะเดียวกันก็ยังเน้นการทำงานการเมืองในเชิงวิพากษ์ ตรวจสอบ โดยหยิบจับเอาประเด็นเรื่องประกันสังคมซึ่งคนในพรรคเคลื่อนไหวมาอยู่ก่อนแล้วในระดับหนึ่ง เพื่อเจาะกลุ่มมุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มผู้ประกันตนที่เป็นฐานเสียงของพรรค"

รศ.ดร.ยุทธพรบอกว่าไม่ใช่แค่พรรคประชาชนเท่านั้นที่กำลังตอกย้ำฐานเสียงของตัวเอง แต่อีกสองพรรคหลักอย่างภูมิใจไทยและเพื่อไทยก็กำลังตอกย้ำโหวตเตอร์ของตนเองอยู่ด้วยเช่นกัน

"พรรคภูมิใจไทยก็ดึงคาแรคเตอร์ (บุคลิก) ของเขา คือ การเมืองชาตินิยมที่หยิบจับเค้ามาในโค้งสุดท้าย เช่น การลงพื้นที่บริเวณอีสานใต้ของนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) ในสมรภูมิที่ไทยสู้รบกับกัมพูชาที่ผ่านมา"

เขายังชี้ด้วยว่าหากเกิดการปะทะเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งก็อาจ "กระตุกหรือเรียกกระแสชาตินิยมให้กลับมาอีกครั้งหนึ่งได้" หลังจากที่มันดูเหมือนกับเบาบางลงไปในช่วงนี้

ส่วนพรรคเพื่อไทยเน้นความเรียบง่าย เข้าถึงได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การชูสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท "เพื่อดึงคะแนนในสไตล์ของเพื่อไทย" ที่เน้นนโยบายแนวประชานิยม

รศ.ดร.ยุทธพรบอกว่าการที่พรรคหลัก ๆ มุ่งไปที่การดึงบุคลิกของพรรคให้โดดเด่นขึ้นมา ก็เพื่อ "ป้องกันไม่ให้เกิดการตกปลาในบ่อเพื่อน" ผ่านการโหวตข้ามค่าย

"ปัจจัยระยะสั้นในการเลือกตั้ง คือ มันทำให้เกิดการโหวตข้ามค่ายได้ แต่ว่ามันไม่ทำให้เกิดการโหวตข้ามขั้วเช่น คนที่อยู่ในขั้วอุดมการณ์ชาตินิยม เขาก็จะตั้งใจเลือกภูมิใจไทย ไม่ข้ามไปโหวตให้พรรคประชาชน ขณะเดียวกันคนเลือกพรรคประชาชนก็ไม่โดดมาเลือกพรรคภูมิใจไทยเหมือนกัน แต่อาจข้ามหรือเปลี่ยนใจมาเลือกพรรคเพื่อไทยหรือพรรคแดงได้ หรือคนโหวตเพื่อไทยอาจข้ามมาโหวตพรรคประชาชนได้ อันนี้เรียกว่าข้ามค่ายที่ไม่ว่าอย่างไรก็อยู่ในขั้วของตัวเอง"

ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.ยุทธพร จึงเห็นพ้องกับ ดร.สติธร ในประเด็นที่ว่าแม้กระแสประกันสังคมจะมาแรงอย่างไร แต่ก็ไม่อาจซื้อใจผู้ประกันตนที่เป็นสายชาตินิยมหรือรอยัลลิสต์ได้อยู่ดี

เขากล่าวต่อว่ากระแสประกันสังคมและ "ไอซ์ฟีเวอร์" จะช่วยให้พรรคส้มทำได้ดีที่สุด คือ "การรักษาแชมป์เก่า" หรือการรักษาจำนวน สส. ไว้ที่ราว 150 ที่นั่ง

"ผมคิดว่าพรรคประชาชนไม่น่าลดสำหรับแบบบัญชีรายชื่อ แต่สิ่งที่ทำให้เขาบวกลบ คือ สส.เขต มากกว่า ซึ่ง สส.เขตนั้นมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะต้องต่อสู้กับภูมิใจไทย ต้องต่อสู้กับพรรคเพื่อไทย แล้วก็ต้องต่อสู้กับหัวคะแนนของตระกูลการเมืองบ้านใหญ่"

สุดท้ายแล้ว นักวิเคราะห์จาก มสธ. เชื่อว่าการแข่งขันของ 3 พรรคใหญ่ "ส้ม-น้ำเงิน-แดง" จะสูสีกันมาก โดยแต่ละพรรคอาจมีคะแนนห่างกันไม่เกิน 20-30 ที่นั่ง

"ผมคิดว่าโอกาสที่พรรคสีน้ำเงินกับพรรคส้มจะเบียดกันสูสีในช่วงโค้งสุดท้ายแล้วคะแนนห่างบวก-ลบกันไม่มาก มีความเป็นไปได้สูง เพราะแต่ละฝ่ายสามารถตรึงคะแนนนิยมของตัวเองได้ แต่ไม่สามารถขยายฐานของตัวเองออกไปได้" รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวกับบีบีซีไทย