เช็กนโยบาย ความมั่นคง-ปัญหาชายแดน-ยาเสพติด-ปฏิรูปกองทัพ ของพรรคหลัก ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง 69

นโยบายต่างประเทศเกี่ยวข้องกับชายแดนและนโยบายด้านความมั่นคงกลายเป็นหัวข้อหลัก ๆ ที่ผู้คนในความสนใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นสองรอบเมื่อปีที่แล้ว

ทว่า นอกจากด้านการป้องกันประเทศแล้ว ความมั่นคงของไทยยังมีอีกหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชายแดนใต้ที่เรื้อรังมากว่า 2 ทศวรรษ ไปจนถึงการปฏิรูปกองทัพเพื่อให้รับมือกับภัยความมั่นคงสมัยใหม่ได้

บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลจากพรรคหลัก ๆ เพื่อเปรียบเทียบว่าแต่ละพรรคชูนโยบายในแนวทางไหนบ้าง หากตนเองได้เป็นรัฐบาล

นโยบายหาเสียงเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

สำหรับประเด็นหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา คือ รัฐบาลใหม่จะยุติการสู้รบระหว่างสองประเทศอย่างไร จะจัดการเรื่องเขตแดนด้วยแนวทางแบบไหน กลับมาเปิดด่านหรือไม่ และมีวิธีคิดอย่างไรต่อการยกเลิก MOU43 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเขตแดนทางบก และ MOU44 ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทับซ้อนของไหล่ทวีป

  • พรรคเพื่อไทย: ตีกรอบให้เป็นปัญหาทวิภาคี เดินหน้าตีสแกมเมอร์ ไม่ด่วนตัดสินใจยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ

ในการดีเบตที่จัดโดยช่อง 3 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทยกล่าวว่าไทยจำเป็นต้องสื่อสารให้นานาชาติเห็นข้อเท็จจริงว่ามีการรุกล้ำที่ผิดกฎเข้ามาในดินแดนของไทย และชวนทุกฝ่ายมาดูว่าไทยถูกกระทำจากอีกฝ่ายอย่างไร เพื่อเป็นเกราะกำบังให้กับประเทศ

เขามองว่าเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องของสองประเทศ ไม่มีความจำเป็นต้องดึงประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือยกระดับให้เป็นเรื่องระหว่างประเทศไปจนถึงศาลโลก หรือที่มีชื่อทางการว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าการสู้รบแนวชายแดนที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ไทยเข้าไปปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ ดังนั้นไทยต้องรับบท "พี่ใหญ่" เพื่อนำทุกฝ่ายมาร่วมมือกันปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์จนกว่าปัญหานี้จะหมดไป

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของพรรค กล่าวในรายการดีเบตของช่องอมรินทร์ทีวีเมื่อวันที่ 14 ม.ค. ว่า การยกเลิก MOU43 และ MOU44 ไม่ใช่เรื่องที่ต้องด่วนหาข้อสรุปโดยทันทีทันใด เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างประเทศและการปักปันเขตแดนที่ทำมามาอย่างยาวนาน หากเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วสั่งยกเลิกทันทีอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

เขามองว่าหากมีประเด็นใดใน MOU ที่จำเป็นต้องแก้ไข รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรก็มีหน้าที่เข้าไปดูรายละเอียดให้รอบคอบเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสมที่สุด

  • พรรคภูมิใจไทย: เดินหน้าสร้างสันติภาพระยะยาว แต่จุดยืนเรื่อง MOU ทั้งสองฉบับยังเสียงแตก

ในเพจเฟซบุ๊กของพรรคภูมิใจไทยระบุว่าความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แก้ได้ด้วยสติปัญญาและการเจรจาอย่างมีศักดิ์ศรี โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 2 ของพรรคบอกว่าในช่วงที่ตนเองเข้ามาเป็น รมว.ต่างประเทศ ทางกัมพูชาไม่ต้องการพูดคุยกับไทยและพยายามสร้างแรงกดดันมายังฝ่ายไทย

เขาเห็นว่าต้องการเห็นสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่สันติภาพบนแผ่นกระดาษ โดยในคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ของพรรคได้ฉายภาพการลงนามร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และนายอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน

นายสีหศักดิ์มองว่าต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ให้ความสัมพันธ์กลับมาปกติ เพื่อไม่ให้เกิดการสู้รบกันอีก แต่ก็ต้องปราบปราบขบวนการสแกมเมอร์ และสร้างระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศให้เชื่อมโยงกันเพื่อความมั่นคงของทั้งสองประเทศในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายที่พยายามผลักดันให้ยกเลิก MOU43 และ MOU44 มาอย่างต่อเนื่อง แต่จุดยืนส่วนตัวของนายสีหศักดิ์คือไม่ต้องการให้ยกเลิก MOU43 เพราะเห็นว่ายังมีประโยชน์กับไทย

  • พรรคประชาชน: เสนอปิดจบด้วยยุทธศาสตร์ "โลกล้อมกัมพูชา" และมองว่าการยกเลิก MOU โดยไม่มีอะไรมารองรับอาจทำให้ไทยเสียเปรียบ

พรรคประชาชนมองว่าปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสงครามลูกผสม (Hybrid warfare) จึงเสนอยุทธศาสตร์แบบองค์รวมเพื่อทำให้อีกฝ่ายเห็นว่าการทำสงครามกับไทยไม่คุ้มต้นทุนทางการทหาร การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และให้อีกฝ่ายเห็นว่าการเป็นมิตรต่อประเทศไทยคือทางเลือกที่ดีที่สุด

ทางพรรคเสนอการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ต้ดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย รักษาขีดความสามารถป้องกันประเทศของไทยเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งมีกลไกต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว รวมถึงยังยืนยันให้ใช้คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนต่อไป

นอกจากนี้ยังเสนอกลยุทธ์ "โลกล้อมกัมพูชา" สร้างแนวร่วมและพันธมิตรในระดับภูมิภาคเพื่อปราบปราบขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ เจรจากับประเทศที่ขายอาวุธให้กัมพูชา เพื่อชะลอหรือจำกัดการส่งอาวุธที่ทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้น และใช้กลไกระหว่างประเทศเพื่อเป็นเครื่องมือกดดันอีกฝ่ายอย่างรอบคอบ

ในหลาย ๆ เวทีดีเบต นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ของพรรค ให้ความเห็นว่าการยกเลิก MOU โดยไม่มีอะไรมารองรับจะทำให้ไทยเสียเปรียบ ส่งผลกระทบต่อการปักปันเขตแดนที่ผ่านมา และอ้างด้วยว่าทางกัมพูชาต้องการเห็นไทยยกเลิก MOU 43 ดังนั้น อาจต้องพิจารณาว่าสุดท้ายแล้วมีกลไกอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพกว่าการยกเลิกกรอบ MOU เพื่อบีบให้กัมพูชากลับมาเจรจาในจุดที่ไทยต้องการหรือไม่

  • พรรคประชาธิปัตย์: สนับสนุนการทำงานของกองทัพในการรักษาอธิปไตย ชูนโยบายบริหารพื้นที่ชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านเชิงรุก และคง MOU43 ไว้ แต่เสนอยกเลิก MOU44

ในหลายเวทีดีเบต นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แสดงจุดยืนว่าพร้อมสนับสนุนการทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของกองทัพ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างหลักประกันว่ากัมพูชาจะไม่ละเมิดอธิปไตยของไทยอีก

พรรคยังเสนอนโยบายบริหารชายแดนในระยะยาว โดยชูยุทธศาสตร์พื้นที่กันชนชายแดนเชิงรุก ด้วยการปรับมุมมองจากแนวปะทะเป็นพื้นที่สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน พัฒนาเขตสิ่งแวดล้อม เช่น Peace Park (อุทยานสันติภาพ) หรือ Transbondary Protected Area (พื้นที่คุ้มครองข้ามพรมแดน) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างเศรษฐกิจสีขาว ลดปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้งในอนาคต

นายอภิสิทธิ์ยืนยันในทุกเวทีว่าไม่ควรยกเลิก MOU43 ซึ่งเป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต เพราะเห็นว่า MOU43 ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานใด ๆ ในเรื่องเขตแดน แต่เขาสนับสนุนให้ยกเลิก MOU44 ซึ่งกำเนิดขึ้นในรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: ชูยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ สร้างรั้วชายแดน พัฒนาอาวุธฝีมือคนไทยต่อกรประเทศที่มีประเด็นปัญหา

หนึ่งในนโยบาย 6 เสาหลักของพรรคนี้คือ "พิทักษ์เอกราช จัดเต็มกองทัพ พิทักษ์ชายแดน" ในเว็บไซต์หลักของพรรคบอกว่าสนับสนุนยกเลิก MOU43 และ MOU44 เนื่องจากกัมพูชาผิดข้อตกลงมาแล้วกว่า 600 ครั้ง และเมื่อยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับแล้วจะสร้างรั้วแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระยะทาง 798 กิโลเมตร แต่ไม่บอกว่าจะสร้างแนวกำแพงที่อยู่ในพื้นที่พิพาทเขตแดนได้อย่างไร

ทางพรรคยังบอกด้วยว่าจะให้ความสนับสนุนกองทัพทุกรูปแบบในทุกมิติ เพื่อดำรงความสามารถในการรบ และมีนโยบายพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ฝีมือคนไทยเพื่อให้กองทัพไทยสามารถสู้รบกับประเทศที่มีปัญหาได้ด้วยระเบิด กระสุน หรือเครื่องยิงจรวด ที่ผลิตได้ในประเทศ

พรรคจะใช้นโยบายระหว่างประเทศจากเบาไปหาหนักตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ปิดกัั้นการติดต่อ-การคมนาคม ระหว่างสองประเทศในทุกมิติ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ หยุดการทำธุรกรรมทางการเงิน ตัดการติดต่อสื่อสารทุกชนิดทั้งทางกายภาพและระบบดิจิทัล ไปจนถึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างเป็นทางการ

พรรครวมไทยสร้างชาติยังเสนอให้เยียวยาประชาชนในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบด้วยมาตรการภาษี งบประมาณ หรือการลงทุนภาครัฐ

นโยบายการต่างประเทศ

มาตรการสงครามการค้าและกำแพงภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ยกตัวอย่างกรณีการใช้มาตรการภาษีกดดันไทยให้หยุดยิงกับกัมพูชาเมื่อเกิดการสู้รบระลอกแรกในปีที่แล้ว เป็นต้น

ไปจนถึงปัญหามลพิษข้ามแดนจากเหมืองผิดกฎหมายในรัฐฉาน เมียนมา รวมถึงปัญหาอื่น ๆ ที่เกิดจากปัญหาสงครามกลางเมืองในเมียนมา เช่น ค้าอาวุธ ยาเสพติด ผู้พลัดถิ่น อาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ ฯลฯ ทำให้การต่างประเทศเป็นส่วนสำคัญของนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ต่อไปนี้คือนโยบายการต่างประเทศที่พรรคหลัก ๆ นำเสนอต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

  • ภูมิใจไทย: ชู "ไทยเป็นไทในเวทีโลก"

พรรคภูมิใจไทยชูนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศในปัจจุบัน เพื่อขายนโยบาย "ไทยเป็นไทในเวทีโลก" โดยระบุว่าการทูตไทยต้องเป็นการทูตเชิงรุก ครอบคลุมทุกมิติทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด

สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยพยายามเสนอ คือ การทำให้ไทยกลับมายืนอยู่แถวหน้าของโลกอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และผลักดันผลประโยชน์ของชาติในทุกมิติให้ไทยเป็นไทยอย่างแท้จริงบนเวทีโลก แต่ก็ไม่ละทิ้งคุณค่าของประเทศไทยในฐานะประเทศประชาธิปไตย รวมทั้งยังระบุด้วยว่าการต่างประเทศต้องโปร่งใสและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน โดยไทยจะไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกออกเป็นโลกหลายขั้ว

ในงานเปิดวิสัยทัศน์ของพรรคเมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่าจะปรับให้ทูตไทยทั่วโลกเป็นนักขายเชิงรุกมากขึ้น เพื่อเข้าหาแหล่งทุนและตลาดใหม่ ๆ ให้การค้าไทย

  • พรรคประชาชน: "การทูตกินได้" แบบ "มุ่งเหนือ-ลงใต้" ไทยเล่นบทนำสร้างสันติภาพในเมียนมา

ทางพรรคเปิดตัวนายพิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยและอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เคยยกมือให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตจากพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว

พรรคประชาชนบอกว่าเขาคือว่าที่ รมว.ต่างประเทศ หากพรรคได้เป็นรัฐบาล โดยนายพิศาลบอกว่าจะเดินหน้าปลดล็อคระบบราชการ และทำ "การทูตกินได้" ที่ไม่อยู่ภายใต้ความกลัว ทั้งยังเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คน โดยเน้นผลประโยชน์ของไทยเป็นหลักในลักษณะ "โปรไทย"

ส่วนนโยบาย "มุ่งเหนือ-ลงใต้" ที่พรรคหมายถึง คือการดึงเทคโนโลยีและเงินทุนจากประเทศแถบเอเชียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้

จากนั้นลงใต้เพื่อบุกตลาดส่งออกใหม่ในซีกโลกใต้ที่มีกำลังซื้อใหม่ เช่น อินโดนีเซีย เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านสินค้าอุปโภคบริโภค รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เจาะกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตในกลุ่มประเทศนี้

ทางพรรคยังมีนโยบายดันไทยเป็นผู้นำสันติภาพเมียนมา ปราบมาเฟียชายแดน ตัดท่อน้ำเลี้ยงสงคราม ใช้เทคโนโลยีคุมส่วย เนื่องจากเห็นว่าวิกฤตในประเทศเมียนมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย

  • ประชาธิปัตย์: เสนอ "การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก"

ทางพรรคชูประเด็นเปลี่ยนบทบาทกระทรวงการต่างประเทศให้เป็น "อาวุธทางเศรษฐกิจ" โดยบอกว่าจะจัดตั้งคณะทูตเศรษฐกิจเพื่อการค้าและการลงทุนซึ่งทำงานภายใต้การกำกับคณะเดียว เพื่อออกไปเจรจา ประสานงานและดึงดูดนักลงทุน รวมถึงธุรกิจขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ทางพรรคยังบอกว่าจะเตรียมความพร้อมก่อนไทยขึ้นเป็นประธานอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เชื่อมอาเซียนเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของโลก ลดอุปสรรคทางการค้า และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนในด้านอื่น ๆ เช่น โลจิสติกส์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามแดน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและการจัดการภูมิอากาศ

ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ดว่าไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง และควรวางตัวเป็นประเทศอำนาจกลาง (Middle Power) ที่สามารถกำหนดนโยบายของตัวเองได้โดยไม่เป็นศัตรูกับใครและไม่เป็นสมรภูมิรบให้กับใคร

  • พรรคพลวัต: "การทูตเชิกรุก" และดันไทยสร้างสันติภาพในเมียนมา

นอกจากพรรคจะใช้นโยบายการทูตเชิงรุกเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชา นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัตและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ยังกล่าวในรายการฟังหูไว้หู ทางช่อง 9 MCOT เมื่อต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาว่าจะใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยเพื่อสร้างสันติภาพในเมียนมา เพราะเมื่อประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหาภายในและไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยขึ้นได้ ทำให้ไทยต้องเผชิญปัญหาต่าง ๆ เช่น ผู้ผลัดถิ่นตามแนวชายแดน มลพิษข้ามแดน เป็นต้น

ทางพรรคยังระบุด้วยว่าจะใช้การทูตเชิงรุกแก้ปัญหาที่ต้นตออยู่นอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสแกมเมอร์-ทุนเทา ความมั่นคงชายแดน มลพิษข้ามแดน กำแพงภาษี และจุดยืนไทยบนเวทีโลก

นโยบายแก้ไขปัญหาเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

  • พรรคประชาธิปัตย์: ผลักดันสันติภาพชายแดนใต้

พรรคระบุว่าสนับสนุนกระบวนการเจรจาเพื่อยุติความรุนแรง และสร้างทางออกทางการเมืองในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ควบคู่กับมาตรการความมั่นคง

  • พรรคประชาชาติ: ชู "สันติภาพกินได้"

ส่วนพรรคประชาชาติซึ่งมี สส. ครองเสียงพื้นที่ชายแดนใต้มาหลายสมัย ชูสันติภาพกินได้ผ่านนโยบาย 0-10-100 หมายถึงปัญหาคอร์รัปชัน-ยาเสพติด เป็นศูนย์ ต้องนำกัญชาและกระท่อมกลับสู่บัญชียาเสพติด

สำหรับ 10 หมายถึงตั้งเป้าดันจีดีพีพื้นที่โต 10% ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น ดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเป็นฐานผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ ซูเปอร์ชิป โดยเชื่อมโยงกับฐานการผลิตในมาเลเซีย รวมถึงยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมฮาลาลสู่สากล มุ่งเจาะตลาดใหญ่ในตะวันออกกลาง ทั้งหมดนี้เชื่อได้ว่าจะยกระดับชีวิตผู้คนในพื้นที่ได้ 100%

พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค บอกว่าจะกำหนดให้กระบวนการสร้างสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นคณะกรรมการถาวรระดับชาติ พิจารณาทบทวนหรือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎอัยการศึก เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้กฎหมายปกติและการบริหารงานโดยพลเรือน

ทางพรรคประชาชาติยังเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า พ.ร.บ.ศอ.บต. ให้มีกระบวนการสันติภาพและความคุ้มกันทางกฎหมายแก่คณะพูดคุยและผู้เข้าร่วมกระบวนการสันติภาพทุกฝ่าย ป้องกันไม่ให้ถูกฟ้องร้องในข้อหายุยงปลุกปั่น นำมาตรการถอนฟ้องหรือพักโทษมาใช้กับผู้ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการสันติภาพ พร้อมกับตั้งกองทุนเยียวยาที่เป็นธรรมและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ เขายังเสนอนิรโทษกรรมทางอาญา แพ่ง และปกครอง แก่ผู้กระทำความผิดที่มีมูลเหตุจากการแสดงออกทางการเมืองอุดมการณ์ทางความคิด หรือการชุมนุมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม ภาษา อัตลักษณ์ หรือชุมนุมทางความคิดและการเมือง

รวมถึงเสนอตั้ง "ศูนย์ความช่วยเหลือภัยพิบัติ" เพื่อดูแลประชาชนทั้งภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นและภัยจากธรรมชาติ ครอบคลุมไปถึงการเยียวยาและการฟื้นฟู รวดเร็ว เป็นธรรม และมีเอกภาพในการช่วยเหลือ

  • พรรคประชาชน: "คืนสันติภาพให้ชายแดนใต้ ใช้การเมืองนำการทหาร"

พรรคประชาชนระบุว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะประกาศเจตจำนงผลักดันกระบวนการสันติภาพอย่างเป็นทางการ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของอำนาจรัฐ โดยเปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ขัดแย้งสู่สภาวะปกติใหม่ที่ยึดถือความปลอดภัยของประชาชนทุกกลุ่มเป็นตัวตั้ง

ทางพรรคจะวางให้ "กระบวนการสันติภาพ" เป็นแกนกลางในการแก้ปัญหา โดยสานต่อและยกระดับการเจรจา และเปลี่ยนตัวหัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพให้เป็น "พลเรือน" เพื่อมุ่งหน้าสู่การบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนและสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

ทางพรรครระบุว่าจะลดการพึ่งพากฎหมายพิเศษอย่างเป็นขั้นตอน ด้วยการทยอยยกเลิกกฎหมายความมั่นคงที่เข้มงวด โดยเริ่มจากการยกเลิก กฎอัยการศึก ในพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมทบทวนและทยอยยกเลิกการประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ) เป็นรายอำเภอ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความปลอดภัยจริงในพื้นที่

พรรคประชาชนบอกว่าจะตรากฎหมายยุบเลิกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทั่วประเทศ แต่ในช่วงแรกจะคงบทบาท กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้าซึ่งดูแลพื้นที่ชายแดนใต้ไว้ก่อน เพื่อทำงานในภารกิจเฉพาะที่จะเป็น ก่อนจะแปรสภาพสู่ "กองบัญชาการผสมพลเรือนตำรวจทหาร" ภายใต้รัฐบาลพลเรือน เพื่อดูแลงานข่าวกรอง การดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ การรักษาความปลอดภัย และการปลดอาวุธ

ทว่าจะยกระดับหน่วยงานพลเรือนอย่างศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงานสันติภาพและการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มตัว

ทางพรรคยังระบุด้วยว่าจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองและดึงภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ ด้วยการส่งเสริมให้เครือข่ายภาคประชาสังคม ทั้งในและนอกพื้นที่ เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้าง "บทสนทนาทางเลือก" เกี่ยวกับทางออกทางการเมือง เช่น การกระจายอำนาจ รวมถึงสร้างความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพ

มากกว่านั้นทางพรรคจะใช้กลไกคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ในการติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลการทำงานของรัฐบาลในการสร้างสันติภาพ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสะท้อนเสียงของประชาชนผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง

พรรคประชาชนยังบอกด้วยว่าจะเร่งแก้ไขและปรับปรุงชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความหลากหลาย และรองรับการกระจายอำนาจในอนาคต

  • ภูมิใจไทย: "จังหวัดชายแดนใต้มั่นคงบนความหลากหลาย"

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย บอกว่าพรรคภูมิใจไทยมองจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่อนาคตของประเทศ จึงชูนโยบาย "จังหวัดชายแดนใต้มั่นคง บนความหลากหลาย" ขับเคลื่อนผ่านแผนพัฒนา 5 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาธุรกิจและกิจการฮาลาลเพื่อสร้างงานและรายได้ที่มั่นคง การยกระดับการศึกษาและเยาวชนให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์และมาตรฐานสากล การส่งเสริมกิจการศาสนาและประเพณีให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องและเท่าเทียม การอำนวยความเป็นธรรมด้านสิทธิในที่ดินและการมีส่วนร่วมของชุมชน ตลอดจนการสร้างกระบวนการสันติภาพ โดยให้ประชาชนมีบทบาทในทุกมิติ เพื่อวางรากฐานความสงบสุขอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ทางพรรคยังเสนอนโยบาย "ประชาภูมิใจ–ไทยมั่นคง" ซึ่งจะช่วยให้คนใต้ไม่จน ด้วยการสร้างรายได้จากเกษตรชุมชนและพืชพลังงาน ตั้งแต่การใช้ประโยชน์จากที่ดินรกร้าง การเลี้ยงปศุสัตว์และประมง ไปจนถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลในระดับพื้นที่ พร้อมผลักดันแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่ายอินโดนีเซีย – มาเลเซีย – ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle หรือ IMT-GT) เพื่อเปิดประตูเศรษฐกิจภาคใต้สู่เวทีนานาชาติ

  • พรรคพลวัต: "นโยบาย 3 ขา เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน"

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัตและแคนดินเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เสนอนโยบาย 3 ขา เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ เปลี่ยนการเมืองใหม่ ยกเลิกกฎหมายพิเศษ และผลักดันเศรษฐกิจชุมชน

นอกจากนี้เขายังเน้นย้ำด้วยว่าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะประกาศเจตจำนงทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ประชาชนเจ้าของพื้นที่จะมีส่วนร่วมกับกระบวนการสร้างสันติภาพ การพูดคุยสันติภาพจะต้องมาพูดคุยกันในประเทศไทย และต้องแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าเพื่อสันติภาพที่ยืนยาว

  • พรรคกล้าธรรม: "สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุข และยกระดับคุณภาพชีวิต"

นายนัจมุดดีน อูมา ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคกล้าธรรม ระบุว่าทางพรรรคสนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข/สันติภาพ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน จะผลักดันกฎหมายและกลไกด้านสันติภาพภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทางพรรคยังชูการยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการครูสอนศาสนา โดยจะพิจารณามาตรการด้านสวัสดิการค่าตอบแทนและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบ

พรรคกล้าธรรมยังสนับสนุนการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เคารพวิถีมุสลิมผ่านกระบวนการพิจารณาคดีทางแพ่งด้านครอบครัวและมรดกที่คู่ความเป็นมุสลิม และเป็นไปตามความสมัครใจของคู่กรณี ภายใต้ระบบศาลยุติธรรมของไทย

ทางพรรคยังซื้อใจด้วยคำมั่นว่าจะปรับกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมภายในพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นด้วยการกำหนดวันหยุดราชการเฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้ หรือวันหยุดท้องถิ่นตามความเหมาะสมและหลักเกณฑ์ทางราชการ

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมจะส่งเสริมพลังชุมชนเข้มแข็ง โดยมีบทบาทของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเข้ามาสนับสนุนเป็นหลัก

พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าผลักดันให้ชายแดนใต้เป็นศูนย์กลางภาษาและวัฒนธรรมอาเซียน โดยเฉพาะภาษามลายู พร้อมกับชู 1 โรงเรียน 1 อาชีพ ส่งเสริมการศึกษาเพื่อการมีงานทำและรายได้ให้กับเยาวชนและประชาชนในพื้นที่

นโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติด

รายงานของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นโอดีซี (UNODC) และเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ปีที่แล้ว ระบุว่าประเทศไทยมีคนติดยาบ้า 1.6 ล้านคน ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้กัญชาราว 1.5 ล้านคน ส่งผลให้ทั้งสองกลุ่มเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เข้ารับการบำบัดเลิกสารเสพติดในปีที่ 2567

รายงานดังกล่าวยังระบุด้วยว่า สถานการณ์ยาเสพติดของไทยไม่ใช่มีแค่จำนวนผู้เสพที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ปริมาณของยาเสพติดที่ถูกตรวจยึดได้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน สะท้อนถึงความต้องการที่สูงขึ้นในตลาดและประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่สูงขึ้นเช่นกัน

  • พรรคเพื่อไทย: มุ่งสานต่อแนวทางปฏิบัติการ SEAL STOP SAFE

ทางพรรคบอกว่าต้องการเห็นผู้ค้ายาต้องหมดไปจากประเทศไทย เพื่อคืนสังคมปลอดภัยให้ประชาชน โดยที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดภายใต้แนวคิด "SEAL STOP SAFE" ด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง โดยจะมอบหมายให้ทางกองทัพทำหน้าที่ Seal ชายแดน ทั้ง 3 ฝั่ง ได้แก่ เหนือ ตะวันออก และตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ลักลอบหลักของยาเสพติดเข้าไทย

ส่วนตำรวจทำหน้าที่กวดขันจับกุมอย่างเคร่งครัด ขณะที่ฝ่ายปกครองทำหน้าที่เฝ้าระวังในพื้นที่ชุมชน และสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด และมีรางวัลนำจับให้กับผู้แจ้งเบาะแส รวมถึงกระบวนการปกป้องคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

ทางพรรคจะนำกฎหมายยึดทรัพย์ ภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาบังคับใช้ในการยึดทรัพย์ผู้ค้ายาเสพติดทันที และเร่งล้างบางอำนาจมืดในท้องถิ่น-ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรการค้ายา

พรรคเพื่อไทยถือว่าผู้เสพคือผู้ป่วย ดังนั้น จึงต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟู เกิดเป็นนโบาย 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด เพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงกระบวนการบำบัดได้ง่ายยิ่งขึ้น

  • พรรคภูมิใจไทย: เสนอกำแพงแนวชายแดน และ 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบาย "สร้างกำแพง" เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ไม่เพียงเฉพาะภัยทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามทางเศรษฐกิจ และสังคม ทั้งการลักลอบนำของเถื่อนเข้าประเทศ สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทะลักเข้ามากดราคาพืชผลทางการเกษตรไทย แรงงานผิดกฎหมาย ยาเสพติด เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา

นอกจากนี้ ทางพรรคยังประกาศว่าจะปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เพราะถือว่าเป็นอาชญากรรม และเป็น "สงครามที่ต้องเอาจริง"

ทางพรรคยังระบุด้วยว่าจะเปิด 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด เพื่อให้ผู้เสพยาเข้าถึงการบำบัดได้ง่ายและสะดวกขึ้น

  • พรรคกล้าธรรม: ชูปราบยาเสพติด-บำบัดผู้เสพจริงจัง

นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พรรคกล้าธรรม ในฐานะผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อของพรรคระบุว่าทางพรรคชูนโยบายปราบปรามยาเสพติด โดยมุ่งเป้าไปที่การตัดวงจรปัญหานี้ และต้องมีการบำบัดจริงอย่างน้อย 1 ปี รวมถึงมีการฝึกอาชีพให้ผู้บำบัดกลับมามีงานทำ

  • พรรคประชาชน: จัดการปัญหายาเสพติดเชิงรุกที่ผู้ผลิตต่างชาติ

พรรคประชาชนเปิดนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดฉบับใหม่ มุ่งบูรณาการ 5 มิติ ตั้งแต่ระดับภูมิภาคจนถึงภายในประเทศ ระบุเป้าหมายหลักคือ จัดการปัญหาตั้งแต่แหล่งผลิต การลำเลียง การฟอกเงิน ไปจนถึงระบบกฎหมายและข่าวกรองสมัยใหม่

พรรคเสนอให้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการ "แก้ปัญหาที่ต้นตอ" ผ่านความร่วมมือใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อผลักดันให้พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญลดบทบาทลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนโครงการพัฒนาทางเลือก เพื่อสร้างรายได้ทดแทนให้ชุมชนที่เคยพึ่งพาการปลูกพืชเสพติด

พรรคระบุว่าจะยกระดับแนวชายแดนเป็น "Smart Border" หรือชายแดนอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยีตรวจการณ์อย่างโดรนและระบบเซนเซอร์ความละเอียดสูงมาใช้ในการสกัดกั้นการลักลอบลำเลียง รวมถึงการสร้างเครือข่ายข่าวกรองร่วมกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวัง

ในมิติเศรษฐกิจ พรรคชี้ว่าการตัดวงจรฟอกเงินคือหัวใจของการทำลายโครงสร้างเครือข่ายค้ายา โดยจะคุมเข้มการนำเข้าและส่งออกสารตั้งต้นทางเคมีที่อาจถูกนำไปผลิตยาเสพติด ควบคู่กับการสืบสวนเส้นทางการเงินอย่างจริงจัง และใช้มาตรการยึดทรัพย์เครือข่ายค้ายาอย่างเด็ดขาด เพื่อนำทรัพย์สินกลับมาสนับสนุนกองทุนความปลอดภัยชุมชนและระบบบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ

พรรคยังเสนอแนวทาง "แยกปลาออกจากน้ำ" โดยกำหนดมาตรการเข้มงวดสำหรับผู้ค้ายารายใหญ่ให้ได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย แต่สำหรับผู้เสพหรือผู้กระทำผิดรายย่อย จะผลักดันให้เข้าสู่ระบบบำบัด ฟื้นฟู หรือศาลบำบัดแทนการจำคุก เพื่อลดความแออัดในเรือนจำและเพิ่มโอกาสในการกลับเข้าสู่สังคม

นอกจากนี้ยังชู "ข่าวกรองดิจิทัล" ผ่านการบูรณาการ Big Data, ปัญญาประดิษฐ์, นิติวิทยาศาสตร์, และข้อมูลข่าวกรองทางการเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางฟอกเงินในหลายรูปแบบ ตั้งแต่บัญชีเงินฝาก สินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงสินทรัพย์อื่น ๆ พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการติดตามเครือข่ายค้ายาออนไลน์และเส้นทางลำเลียงยาเสพติด

  • พรรคประชาธิปัตย์: ล้างวงจรยาเสพติดแบบครบห่วงโซ่

พรรคประชาธิปัตย์เสนอกรอบนโยบายปราบปรามและป้องกันยาเสพติดแบบครบวงจร ปรับกระบวนการจับกุมและกฎหมายให้ผู้เสพเข้าสู่การบำบัดโดยสมัครใจ ไม่ติดประวัติอาชญากรรม และตัดวงจรผู้เสพกลายเป็นผู้จำหน่าย

ทางพรรคจะขยายศูนย์บำบัดให้เพียงพอ เข้าถึงง่าย ครอบคลุมทุกพื้นที่ เชื่อมการรักษากับการฟื้นฟูอาชีพ การศึกษา และการมีงานทำ พร้อมระบบติดตามหลังบำบัดเพื่อลดการเสพซ้ำ โดยวัดผลจาก "จำนวนคนเลิกยาได้"

ทางพรรคจะเพิ่มแรงจูงใจการปราบปรามเครือข่ายระดับบน ควบคู่บทบาทกองทัพในการปิดช่องทางลำเลียงข้ามแดน

พรรคประชาธิปัตย์บอกว่าจะจัดทำ "ดัชนีพื้นที่เสี่ยง" บนแผนที่เชิงพื้นที่ (Spatial Data) เพื่อประเมินสถานการณ์รายพื้นที่ จัดสรรทรัพยากรอย่างแม่นยำ และเปิดข้อมูลให้ชุมชนร่วมแก้ปัญหา

พร้อมกันนี้จะดึงให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาอย่างปลอดภัย มีมาตรการรางวัลนำจับและค่าตอบแทนแลกข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล และเสริมพลังเครือข่ายภาคประชาชนในการตัดวงจรยาเสพติด

  • รวมไทยสร้างชาติ: เสนอตัดวงจรแก้ปัญหายาเสพติด คุกกลางทะเล-เรือนจำพิเศษเขตปิดตายอิทธิพล

พรรครวมไทยสร้างชาติขอเสนอวิธีการตัดวงจรการค้ายาอย่างเด็ดขาด ด้วยสร้างเรือนจำความมั่นคงสูงสุดในพื้นที่กักกันเด็ดขาดเฉพาะเพื่อไม่ให้นักโทษสามารถมีการติดต่อสื่อสารกลับเข้าไปในวงจรของขบวนการค้ายาเสพติดได้

พรรคบอกว่าพื้นที่เรือนจำความมั่นคงสูงสุดดังกล่าวจะเป็นเรือนจำที่ตั้งอยู่บนพื้นที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลที่เลิกใช้งานแล้วหรือบนเกาะ หรือเกาะร้างที่อยู่กลางอ่าวไทยหรือทะเลอันดามัน

ทางพรรคบอกว่ามีแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลที่ร้างอยู่ประมาณ 190 แห่ง ซึ่งต้องส่งคืนหรือรื้อถอน โดยที่รัฐมีแผนในการนำแท่นขุดเจาะกลับมาใช้ ประโยชน์ใหม่สำหรับขุดเจาะน้ำมันอยู่จำนวน 130 แห่ง และมีแท่นขุดน้ำมันร้างที่ยกเลิกการใช้อย่างถาวรและจะต้องดำเนินการรื้อถอนอยู่ 60 แห่ง โดยแต่ละแห่งสามารถบรรจุคนได้ 300-400 คน ซึ่งสามารถจะนำกลับมาใช้เพื่อกักขังสำหรับเป็นแดนแรกรับหรือแดนนักโทษเด็ดขาดในส่วนของผู้ผลิตและผู้ค้ายารายใหญ่ที่จำคุกระยะยาวหรือตลอดชีวิต หรือที่กำลังรอการประหารชีวิตได้

ทางพรรคยังสนับสนุนการฟื้นฟูบำบัดผู้เสพ รณรงค์ให้สังคมช่วยกันสอดส่องดูแลปัญหายาเสพติดในชุมชน โรงเรียน และครอบครัว และใช้การสร้างอาชีพในชุมชนแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ โดยไม่ต้องหันไปเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย

นโยบายเกี่ยวกับกลาโหมและการปฏิรูปกองทัพ

  • รวมไทยสร้างชาติ: หนุนส่งเสริมกองทัพ ออกรบรับ 200,000 บาท สมัครใจเป็นทหารรับ 30,000 บาท ส่วนทหารเกณฑ์ปรับเงินเพิ่มเป็น 15,000 บาท/เดือน

พรรครวมไทยสร้างชาติเปิดชุดนโยบายด้านความมั่นคงภายใต้เสาหลัก "พิทักษ์เอกราช" เน้นยกระดับกองทัพไทยทั้งด้านศักยภาพ บุคลากร และขวัญกำลังใจ พร้อมปรับระบบค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภารกิจยุคใหม่

หนึ่งในนโยบายสำคัญคือเพิ่มแรงจูงใจสำหรับทหารที่ปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยในพื้นที่การรบ โดยจ่ายเงินพิเศษ 200,000 บาท/คน สำหรับกำลังพลแนวปะทะ และ 50,000 บาท/คน สำหรับกำลังสนับสนุน

สำหรับผู้ที่สมัครเข้ารับราชการทหารด้วยความสมัครใจ พรรคประกาศจ่ายเงินพิเศษ 30,000 บาท/คน ตั้งเป้ารองรับกำลังพลสมัครใจประมาณ 80,000 คน ใช้งบประมาณ 2,400 ล้านบาทต่อปี เพื่อเพิ่มสัดส่วนทหารสมัครใจและลดภาระระบบการเกณฑ์ทหารแบบเดิม

ขณะเดียวกัน พรรคเสนอปรับเงินเดือนทหารเกณฑ์เป็น 15,000 บาท/เดือน (เงินเดือนรวมกับค่าครองชีพชั่วคราว (พ.ช.ค.) จากเดิม 8,120 บาท โดยให้จ่ายตรงจากกระทรวงการคลัง ใช้งบเพิ่มกว่า 6,600 ล้านบาทต่อปี มุ่งแก้ปัญหาค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตพลทหารซึ่งเป็นกำลังสำคัญของกองทัพไทย

  • พรรคประชาชน: ชูกองทัพทันสมัย มืออาชีพ มีประสิทธิภาพ

ทางพรรคเสนอเปลี่ยนสภากลาโหมเป็นที่ปรึกษา ยกเลิกระบบ 7 เสือกลาโหมแต่งตั้งนายพล เพื่อให้รัฐบาลพลเรือนบริหารกองทัพได้จริงและโปร่งใสตามหลักสากล พร้อมกับจัดระบบแต่งตั้งนายพลจากระบบคุณธรรม 360 องศา ประเมินจากความรู้ความสามารถแทนที่จะพิจารณาจากความสัมพันธ์

พรรคประชาชนประกาศเดินหน้าลดนายพล ปิดอัตราซ้ำซ้อน ด้วยโครงการเกษียณก่อนอายุ (Early Retire) เพื่อนำงบประมาณมาเพิ่มสวัสดิการทหารชั้นผู้น้อย และช่วยให้กองทัพมีประสิทธิภาพ

พรรคยังบอกด้วยว่าจะตัดอำนาจขาดตัวของผู้บัญชาการเหล่าทัพในการชี้นำโผทหาร แต่ให้คณะกรรมการของแต่ละส่วนราชการคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติ แล้วเสนอตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโดยตรง

พวกเขายังเสนอให้จัดทำสมุดปกขาวร่วมเล่มเดียวเป็นแผนยุทธศาสตร์กองทัพไทย เพื่อจัดสรรงบประมาณตามภัยคุกคาม และส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างเป็นระบบและโปร่งใส

นอกจากนี้ยังรวมศูนย์การจัดซื้อและซ่อมบำรุงไว้ที่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม สร้างมาตรฐานยุทโธปกรณ์เดียวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และหากมีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศก็ต้องแลกกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและลงทุนในไทย เพื่อสร้างงานทักษะสูง ยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้

ขณะเดียวกันก็สนับสนุนเอกชนไทยผลิตยุทโธปกรณ์แทนการนำเข้า ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างชาติ และสร้างมาตรฐานสากลอาวุธไทยในระดับสากลเพื่อการส่งออก

ทางพรรคยืนยันยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100% เพิ่มสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อสร้างกองทัพมืออาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกจากนี้ทางพรรคยังมีนโยบายยุบธุรกิจกองทัพที่ไม่จำเป็น โอนกิจการเชิงพาณิชย์ให้มืออาชีพดูแล นำรายได้ส่งคลังเพื่อสร้างสวัสดิการทหารที่เท่าเทียม และทำให้กิจการสวัสดิการโปร่งใสตรวจสอบได้ รวมถึงเปลี่ยนการถือครองที่ดินของกองทัพที่ไม่ใช้ประโยชน์ ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างประโยชน์และคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

  • พรรคภูมิใจไทย: เปลี่ยนทหารเกณฑ์เป็นทหารอาสา รับ 12,000 บาท/เดือน ซื้ออาวุธด้วยการค้าแบบบาร์เตอร์เทรด

ในงานแถลงนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยเมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับที่ 1 ของพรรค บอกว่าทางพรรคเสนอโครงการทหารอาสา โดยเปลี่ยนจากคำว่าทหารเกณฑ์เป็นทหารอาสา เพื่อที่ประเทศจะได้มีทหาร "ที่ตั้งใจ เต็มใจ เข้ามาปกป้องอธิปไตย"

"เราจะเปิดรับสมัครทหารอาสา 100,000 คน ให้พวกเขาได้รับราชการเป็นทหารสี่ปี มีเงินเดือนแน่นอน 12,000 บาท เพื่อเป็นกำลังพลของกองทัพทุกเหล่าทัพ" นายอนุทิน กล่าว

พรรคยังมีนโยบายสนับสนุนกองทัพผลิตและต่อยอดเทคโนโลยีอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยตนเอง

สำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ใช้งบประมาณมาก ๆ จะต้องทำในลักษณะบาร์เตอร์เทรด (Barter trade) หรือการค้าต่างตอบแทน เช่น การสั่งซื้อฝูงบินรบ เรือดำน้ำ เรือฟรีเกต ต้องมีการเจรจาต่อรองว่าจะต้องซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ฯลฯ จากประเทศไทย เพื่อให้เป็นช่องทางระบายสินค้าการเกษตรจากประเทศไทย

ทางพรรคบอกว่าหากดำเนินมาตรการนี้อย่างเคร่งครัด จะทำให้ไม่มีสินค้าการเกษตรตกค้าง ราคาพืชผลการเกษตรจะสูงขึ้นได้

  • พรรคเพื่อไทย: ยกระดับความมั่นคงทางการทหาร 4 ด้าน

พรรคเพื่อไทยเสนอการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทย ทั้งในด้านการป้องกันประเทศและการช่วยเหลือประชาชนในช่วงภัยพิบัติ ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างอัตรากำลังพลและการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การลดจำนวนทหารชั้นนายพลที่ไม่จำเป็น ผ่านโครงการเกษียณก่อนอายุ หรือ Early Retirement Program เพื่อนำงบประมาณมาเสริมศักภาพอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย

สนับสนุนให้กองทัพพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป รวมถึงเปิดทางให้ผู้ประกอบการทุกระดับสามารถเข้าถึงตลาดใหม่และเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตนี้ได้

พรรคเพื่อไทยยังเสนอให้เปลี่ยนผ่านจากทหารเกณฑ์สู่ทหารสมัครใจ ด้วยการปรับโครงสร้างจำนวนทหารเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และนำงบประมาณส่วนที่เหลือมาเสริมสวัสดิการให้กับกำลังพล

ทางพรรคระบุด้วยว่าจะยกเครื่องหลักสูตรรักษาดินแดน หรือ รด. และปรับปรุงหลักเกณฑ์การเข้าเรียนให้สามารถเข้าเรียนได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะปรับปรุงหลักสูตรเป็น 5 รูปแบบ ได้แก่ แพทย์ทหาร ทหารยุทธการ ทหารช่าง ทหารราบ และสงครามไซเบอร์ (Cyber warfare)

  • พรรคประชาธิปัตย์: ชูกองทัพเข้มแข็ง ลดการเกณฑ์ทหาร ส่งเสริมทหารอาสา

พรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าจะปรับโครงสร้างกำลังพลสู่ "กองทัพสมัครใจ" ที่มีคุณภาพ พร้อมเส้นทางพัฒนาและอาชีพที่ชัดเจน ด้วยการเปิดรับสมัครทหารอาสาสำหรับทุกเพศ รับราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี พร้อมสวัสดิการเทียบเท่าข้าราชการ เพื่อเพิ่มสัดส่วนกำลังพลสมัครใจ

นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ทหารอาสาเพิ่มวุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุปริญญาขึ้นไป ควบคู่ไปกับการรับราชการ เพื่อยกระดับทักษะและศักยภาพกำลังพล

รวมถึงมีการเปิดหลักสูตรบริการชุมชนและสาธารณสุข เพื่อนำทักษะไปช่วยสังคมได้จริง เช่น ดูแลผู้พิการและผู้สูงอายุ ปฐมพยาบาล กู้ภัย บรรเทาภัยพิบัติ งานช่าง และบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน

หลังเป็นทหารอาสาครบสัญญา จะมีการจัดสรรโควตาสอบบรรจุเข้ารับราชการในหน่วยงานที่ต้องการบุคลากรผ่านการฝึก เช่น นายสิบกองทัพ นายสิบตำรวจ เจ้าหน้าที่ป้องกันภัย และทรัพยากรธรรมชาติ

พรรคประชาธิปัตย์ยังเสนอ "1 ครอบครัว 1 ทหารอาสา 1 อาชีพ" เพื่อเชื่อมการรับราชการกับการมีงานทำอย่างยั่งยืน ลดแรงกดดันครอบครัว และสร้างแรงจูงใจสมัครใจระยะยาว