นศ. ธรรมศาสตร์ปลุกใช้การเลือกตั้ง “เปิดประตูบานแรกสู่การอภิวัฒน์ทางสังคม”

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

การชุมนุม “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต วันที่10 ส.ค.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นัดหมายชุมนุมเพื่อยันยัน 3 ข้อเรียกร้องเดิม ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมปลุกประชาชนให้ใช้การเลือกตั้งทั่วไปเพื่อเปิดประตูบานแรกสู่การอภิวัฒน์ทางสังคมการเมือง

การชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” จัดขึ้นที่ลานพญานาค มธ.ศูนย์รังสิต วันนี้ (10 ส.ค.) ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 2 ปี การประกาศ 10 ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” บนเวทีการชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” เมื่อ 10 ส.ค. 2563

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกเรียนถูกขานว่าปรากฏการณ์ “ทะลุเพดาน” ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 และกลุ่มองค์กร เครือข่าย เลิกกระทำการดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า บางส่วนของข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อ 10 ส.ค. 2563 “มีเจตนาซ่อนเร้นการล้มล้างการปกครอง ไม่ใช่การปฏิรูป” และ “กระทบต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์” 

เวลา 20.40 น. ตัวแทนนักศึกษา มธ. ผู้จัดการชุมนุม ขึ้นอ่านแถลงการณ์ และประกาศเจตจำนงยึดมั่นและยืนยัน 3 ข้อเรียกร้อง ได้แก่ 1. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และองคาพยพ ต้องลาออก 2. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3. ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย

การชุมนุม “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต วันที่10 ส.ค.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ตัวแทนนักศึกษา มธ. ผู้จัดการชุมนุมและเครือข่าย ประกาศหลักคิด 6 ประการเพื่อเป็นรากฐานแก่ฝ่ายประชาธิปไตยในการนำไปสู่ชัยชนะในสนามการต่อสู้

ตัวแทนนักศึกษา มธ. ยังไล่เรียงความสำเร็จในการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาประชาชนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อของผู้คนในสังคม โดยภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดคือผลลัพธ์จากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้งใน กทม. ที่ชัยชนะเกิดขึ้นจริง และจะบานสะพรั่งอีกครั้งภายใต้การเลือกตั้งระดับชาติที่กำลังจะมาถึง จึงขอเชิญชวนประชาชนให้พิจารณาการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไป

“การเลือกตั้งในครั้งนี้ มิใช่เพียงการออกมาใช้สิทธิเลือกผู้แทน หรือการเปลี่ยนแปลงตัวแสดงในสภา แต่เราขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมกันมองการเลือกตั้งในครั้งนี้ในฐานะปฏิบัติการทางการเมืองอันเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่สุด ที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนจะออกมารวมพลังพร้อมกัน เพื่อเป็นประตูบานแรกสู่การอภิวัฒน์ทางสังคมการเมืองอย่างแท้จริง” ตัวแทนนักศึกษา มธ. กล่าว

แกนนำนักศึกษายังย้ำด้วยว่า การเลือกตั้งคือหลักชัยสำคัญที่เราจำเป็นต้องได้ชัยชนะ แต่การเลือกตั้งไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการต่อสู้ 

สำหรับ 3 ข้อเรียกร้องที่นักศึกษา มธ. ประกาศในวันนี้ เป็น 3 ข้อเรียกร้องเดิมของผู้ชุมนุมที่เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” ซึ่งประกาศไว้เมื่อช่วงปลายปี 2563

การนัดหมายจัดกิจกรรมในวันนี้ถูกระบุว่าเป็นการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยครั้งใหญ่ที่สุดนับจากปี 2563 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่พบผู้ป่วยหน้าใหม่ตามการรายงานของ ศบค. กว่า 2,300 คน/วัน โดยผู้จัดกิจกรรมยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ได้หารือร่วมกับฝ่ายบริหาร มธ.ศูนย์รังสิต และได้รับอนุญาตให้จัดกิจกรรมได้ นอกจากนี้ยังแจ้งไปยังคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.ปทุมธานี เรียบร้อย

การชุมนุม “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต วันที่10 ส.ค.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

“บางทีเราก็ไม่อยากสูญเสียทีมงาน”

ขณะเดียวกันหลายฝ่ายได้จับตาดูว่านักศึกษา มธ. รุ่น 3 จะยืนยันหรือลดระดับเพดานของข้อเรียกร้องเดิมท่ามกลางบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป

นายศรัณย์ สัชชานนท์ รองประธานสภานักศึกษา มธ. ผู้จัดการชุมนุม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การกลับมาวันนี้ “เพื่อปักหมุดหมายต่อเนื่องว่าเรายังอยู่ และจะดำเนินการสิ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จต่อ” พูดง่าย ๆ ว่าเพื่อสานต่อสิ่งที่ยังไม่สำเร็จ โดยจะเตือนประชาชนที่อาจหลงลืมไปแล้ว และก้าวต่อไปข้างหน้า 

ทว่าชะตากรรมของนักเคลื่อนไหวทางการเมืองรุ่นพี่ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหา/จำเลยสารพัดคดี ก็ทำให้ผู้จัดกิจกรรมรุ่นหลังต้องประเมินความเสี่ยง ซึ่งนายศรัณย์ยอมรับว่ามีการประเมินเบื้องต้นว่า “บางทีเราก็ไม่อยากสูญเสียทีมงาน เราก็ประเมินว่าเราจะปรับโทนนิดหนึ่งไหม ต้องทำการบ้านดูว่าต้องเลี่ยงแบบไหน ใช้คำพูดแบบไหน” ทั้งหมดนี้เพื่อพยายามให้เข้าช่องตามกฎหมายให้มากที่สุด แม้กฎหมายจะบีบทุกทางก็ตาม

การชุมนุม “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต วันที่10 ส.ค.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สำหรับโต้โผหลักในการจัดการชุมนุมครั้งนี้คือ สภานักศึกษา มธ. และกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โดยมีนักศึกษา มธ. สลับกันขึ้นเวทีปราศรัย ซึ่งช่วงแรกเป็นการอภิปรายปัญหาที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงการปลุกจิตวิญญาณของชาวธรรมศาสตร์ในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีนักกิจกรรมการเมืองจากภายนอกมาร่วมขึ้นเวทีด้วย อาทิ ตัวแทนกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ราษฎร” “นักเรียนเลว” “ทะลุฟ้า” และตัวแทนสหภาพแรงงาน

เนื้อหาการปราศรัยส่วนใหญ่เป็นการชี้ให้เห็นว่ายังมีนักเคลื่อนไหวทางการเมืองราว 30 คนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ และการเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมยืนยัน “การสะสมชัยชนะ” ในการเคลื่อนไหวตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สังคมได้รู้และได้พูดในสิ่งที่เคยพูดไม่ได้

หนึ่งในกิจกรรมที่เรียกเสียงฮือฮาคือ การปรากฏตัวของนักศึกษาหญิงที่ใช้ชื่อว่า “จิ๊บ” ตัวแทนกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม บนเวทีราว 20.00 น. ซึ่งเธอได้กล่าวเชิญชวนผู้ชุมนุมให้ร่วมกันทบทวนการต่อสู้ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ก่อนหยิบเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมาอ่าน 10 ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปสถาบันฯ ทว่าเมื่อเริ่มต้นอ่านเพียง ข้อหนึ่ง ก็มีชายฉกรรจ์หิ้วตัวเธอลงไปจากเวที ท่ามกลางเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “ยูงทอง” ที่ดังขึ้น แต่ไม่มีนักศึกษา มธ. ที่นั่งฟังปราศรัยด้านล่างเวทีรายใดลุกขึ้นยืน ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวเป็นเพียงการจำลองเหตุการณ์ และชายฉกรรจ์ก็เป็นเพื่อนนักศึกษาที่ร่วมจัดกิจกรรมในวันนี้

2 นศ. ใหม่ที่ขอพาตัวเองมาร่วมฉากประวัติศาสตร์

นอกจากผู้จัดกิจกรรมจงใจเลือกวัน-เวลา-สถานที่ที่พวกเขาเห็นว่ามีความหมายทางประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่แล้ว ช่วงนี้ยังตรงกับวันรับเพื่อนใหม่ของ มธ. ด้วย จึงมีนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนหนึ่ง 

2 นักศึกษาชั้นปี 1 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน “ปูเป้” และ “นับหนึ่ง” ชักชวนกันมาจับจองที่นั่งที่ลานพญานาคตั้งแต่ช่วงเย็น เพื่อแสดงให้เห็นว่า “ม็อบยังอยู่ การต่อสู้ยังไม่จบ” และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ 

การชุมนุม “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต วันที่10 ส.ค.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ปูเป้ และ นับหนึ่ง เล่าว่าสนใจการเมืองในระดับสูง เสพข่าวสารการเมืองผ่านทั้งสื่อเก่า-สื่อใหม่ รวมถึงได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากทางบ้านซึ่งเป็นแนวร่วม “คนเสื้อแดง” นอกจากนี้ทั้งคู่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2563 เมื่อครั้งยังเป็น “นักเรียนกระโปรงบาน” ทว่าการเข้าร่วมชุมนุมในฐานะนักศึกษา มธ.​ สร้างความรู้สึกที่ต่างออกไป 

“พอเรามานั่งตรงนี้ เหมือนเราเข้าใกล้ขึ้น พอเราโตขึ้น เสียงเราอาจจะดังขึ้นด้วย และได้ทำอะไรมากกว่าที่เคยทำ” ปูเป้บอก 

ภาพการชุมนุมเมื่อ 10 ส.ค. 2563 ยังติดตา-ตรึงใจ 2 นักศึกษาสาววัย 19 ปี

“มันเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าม็อบเป็นยังไง โห มันน่าตื่นตาตื่นใจมากเลย เพราะหนูไม่ทันยุคพี่ ๆ เสื้อแดง มันเปิดโลกมาก และทำให้รู้ว่ากว่าจะได้ประชาธิปไตย มันยากนะ” นับหนึ่งเล่าย้อนถึงเหตุการณ์การชุมนมเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งนักเรียนในจังหวัดภาคใต้อย่างเธอต้องติดตามบรรยากาศผ่านการถ่ายทอดสดในโลกออนไลน์ 

ฉากที่นับหนึ่งใช้คำว่า “ตกใจมาก” คือช่วงที่ รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ชั้นปี 3 (ในเวลานั้น) ขึ้นประกาศ 10 ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ และโปรยกระดาษขึ้นฟ้า

เธอขยายความว่า ที่ตกใจมาก เพราะรุ้งยังไม่ได้โตขนาดนั้น หากแต่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “คนรุ่นเดียวกับเราก็ทำอะไรได้ ไม่ต้องรอไปทำตอนโต” 

ส่วนความรู้สึกของปูเป้คือ “ดีใจ” ที่คนร่วมวัยสนใจการเมืองเหมือนกัน และออกมาเรียกร้องในสิ่งที่เธอบอกว่า “สงสัย ตั้งคำถาม แต่ไม่เคยมีใครออกมาส่งเสียง” เธอบอกว่าเคยได้ยิน-ได้เห็นข้อมูลที่เกิดขึ้นบนเวที 10 ส.ค. 2563 มาบ้างจากการอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็น กรณี 6 ตุลา 2519 หรือกรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่ง “เป็นความจริงที่ไม่เป็นทางการ” และ “พูดไม่ได้เพราะถูกปิดปาก” 

protest

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ในระหว่างการชุมนุมที่ มธ.ศูนย์รังสิต

ส่วนการมาร่วมชุมนุม 10 ส.ค. 2565 ทั้งคู่ไม่ได้คาดหวังจะเห็นการพุ่งในเชิงประเด็น แต่ต้องการให้คนทั่วไปหันมาสนใจการเมืองภาคประชาชนมากขึ้น “เรามาเพื่อบอกว่าเรายังอยู่ ม็อบยังมีพลัง คนที่ต่อสู้ก็ยังมีอยู่ ไม่ได้หายไปไหน” 

เพดานในการต่อสู้ของนักศึกษาหญิง 2 คนนี้คือ การปรับเปลี่ยนปัญหาที่โครงสร้างอันเป็นแกนหลัก “เรื่องนี้ไม่ใช่นายกฯ ลาออกแล้วจะจบ มันควรต้องแก้ทั้งระบบ” 

ส่วนชะตากรรมของบรรดานักต่อสู้รุ่นพี่ที่นับหนึ่ง-ปูเป้เห็น หาใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพวกเธอ โดยนับหนึ่งให้เหตุผลว่า “ถ้าคนยิ่งออกมาเยอะก็กระจายความเสี่ยง เขาก็ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเขา (เจ้าหน้าที่รัฐไทย) ทำอะไรมันเห็นกันหมด ทั้งทางทวิตเตอร์ ไลฟ์สด สื่อต่าง ๆ การรายงานข่าวของสื่อ แต่ถ้ามากันน้อย เราก็เสี่ยงเยอะ” 

รุ้ง-เบนจา ร่วมสังเกตการณ์ แต่ไม่ขึ้นเวที

การชุมนุม “ประชาธิปไตยต้องไปต่อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต วันที่10 ส.ค.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, รุ้ง ปนัสยา บอกว่า วันนี้มาร่วมในฐานะมวลชน และดีใจที่มีคนมาสานต่อสิ่งที่ทำไว้เมื่อ 2 ปีก่อน

ด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 10 พ.ย. 2564 และเงื่อนไขของศาลในการการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลยคดีชุมนุมทางการเมืองปี 2563-2564 ทำให้แกนนำ “ราษฎร” เป็นได้แค่ผู้สังเกตการณ์ และไม่ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีแต่อย่างใด

สำหรับนักกิจกรรมการเมือง “รุ่นพี่ มธ.” ที่มาปรากฏตัวในพื้นที่ชุมนุมวันนี้ อาทิ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ “รุ้ง” สมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้อ่าน 10 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ เมื่อ 10 ส.ค. 2563 ปัจจุบันมีคดีติดตัวอยู่ 38 คดี, น.ส.เบนจา อะปัญ สมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผู้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เมื่อ 10 ส.ค. 2564 ระหว่างจัด “คาร์ม็อบ” หน้าอาคารชิโน-ไทย ปัจจุบันมีคดี 112 ติดตัว