10 สิงหา : 2 ปี หลัง “ทะลุเพดาน” รุ้ง-ณฐพร-เบญจา-พวงทอง มองการเมืองไทยจากนี้

ที่มาของภาพ, BBC Thai
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
หากการชุมนุมเมื่อ 10 ส.ค. 2563 คือจุดเริ่มต้นในการเปิดฉากเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในพื้นที่สาธารณะ การใช้เครื่องมือทางกฎหมายของรัฐไทยหลังจากนั้น ก็ทำให้สังคมตกอยู่ในภาวะ "ความกลัว" และส่งผลให้บทสนทนาในหัวข้อดังกล่าวค่อย ๆ เงียบลง
2 ปีหลังการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต ซึ่งถูกเรียกขานในเวลาต่อมาว่าปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" บีบีซีไทยชวน 4 คนในข่าว ประกอบด้วย ผู้นำนักศึกษาที่เป็น "ตัวแสดงหลัก" ในหน้าประวัติศาสตร์, นักกฎหมายที่ถูกตั้งสมญาว่า "นักร้อง", นักการเมืองผู้สร้างปรากฏการณ์ "ทะลุฝ้าสภา" และนักวิชาการผู้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ขอรับบทเพียง "ตัวประกอบ" ร่วมทบทวนประวัติศาสตร์และสะท้อนมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองไทย
รุ้ง ปนัสยา : "อย่าลืมว่าการต่อสู้มันยังไม่จบ"
ถ้าไม่นับกำไลสีดำซึ่งติดอยู่ที่ข้อเท้าซ้าย ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ "รุ้ง" ก็ดูไม่ต่างจากหญิงสาวทั่วไปในวัย 24 เธอมีความสุขกับการนอนไถโทรศัพท์มือถือ อ่านหนังสือที่ชอบ และเป็น "ทาสแมว" ขี่รถสามล้อพาเจ้าเหมียวเที่ยวรอบหมู่บ้าน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
กิจวัตรข้างต้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเธอไม่มีนัดหมายให้เข้าพบตำรวจ อัยการ หรือไปรายงานตัวต่อศาล หลังตกเป็นผู้ต้องหา/จำเลยรวม 38 คดี โดย 1 ใน 3 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่รุ้งได้รับจากการเข้าร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อปี 2563-2564 ในนามกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" "คณะราษฎร" และ "ราษฎร"
"จำคุกอาจจะถึง 200 ปี ถ้าทุกคดีตัดสินว่าผิดหมด ผิดทุกกระทง อย่าง 112 มีอยู่ 11 คดี คูณ 15 เข้าไป (โทษสูงสุดคือจำคุก 15 ปี) ก็ 165 ปี เกินอายุขัยคนไปแล้ว พูดง่าย ๆ ว่าจำคุกตลอดชีวิต" รุ้งทดลองคำนวณ
แม้ยังไม่จบปริญญาตรี แต่นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. ชั้นปี 5 เชื่อว่าตัวเอง "เข้าใจชีวิตคนมากขึ้น" และ "สุขุมขึ้น" หลังต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำ 3 ครั้ง ได้พบปะผู้คนหลากหลาย แต่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ใครอยากไป
"รุ้งเป็นทุกครั้งเลย 1-2 สัปดาห์แรก (หลังออกจากเรือนจำ) เราก็จะฝัน ก็จะทำให้เราตื่นมาแล้วดิ่ง เราตกใจ ตื่นมานึกว่ากลับไปอีกแล้ว"
ไม่เพียงแต่อดีตผู้ถูกคุมขังที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ทุกชีวิตในบ้านสิทธิจิรวัฒนกุลก็ "ทุกข์ ทรมานมาก ไม่เป็นอันทำงาน" ทุกครั้งที่ลูกสาวคนสุดท้อง-น้องน้อยของพี่ ๆ ต้องเข้าคุก
"มันเป็นความเศร้า ความเครียดที่ไม่หายไป ถึงรุ้งจะออกมาแล้ว เพราะอีเอ็ม (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว) ก็ยังอยู่ที่ขา คดีก็ยังติดตัวอยู่ มีโอกาสที่รุ้งจะเข้าไปเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นบ้านเราต้องดีลกับเรื่องนี้เยอะพอสมควร ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เราพยายามประคับประคองกัน"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ปนัสยา ผู้ขึ้นอ่าน 10 ข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์บนเวทีชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" เมื่อ 10 ส.ค. 2563 ยอมรับว่า การใช้เครื่องมือทางกฎหมายของรัฐยังได้ผล กลยุทธ์ "จับปล่อย ๆ" ทำให้ผู้คนบางส่วนในสังคมเกิดความชินชา หรือไปถึงขั้นเลิกสนใจในชะตากรรมของนักกิจกรรมการเมือง
"ความเคยชินและความเงียบ ทำให้คนที่ออกมาเคลื่อนไหวมีความเสี่ยงมากขึ้น เพราะปกติเราจะมีกำแพงเหล็กของเราอยู่เสมอก็คือประชาชน"
"ถึงแม้บรรยากาศตอนนี้มันจะดูโปร่งแค่ไหน ถึงเราจะได้อาจารย์ชัชชาติ (สิทธิพันธุ์) เป็นผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีของคน กทม. ทำให้บรรยากาศมีความหวังขึ้น โปร่งขึ้น แต่อย่าลืมว่าการต่อสู้มันยังไม่จบ... เราก็อยากพูดกับทุกคนว่าให้กำข้อเสนอและเป้าหมายของเราเอาไว้แน่น ๆ อย่าให้มันหลุดไปไหน อย่าเพิ่งมั่นใจว่าจะได้หากเรายังไม่เห็นมันจริง ๆ"
ทว่าด้วยเงื่อนไขของศาลในการปล่อยชั่วคราวที่แกนนำราษฎรรู้สึกว่า "ตีความยากมาก" ทำให้พวกเขาขยับตัวลำบาก และต้องระวังมากขึ้นก่อนจะพูดหรือเคลื่อนไหวอะไร
"เข้าไปแล้วออกยาก ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าจะได้ออก... ถ้าเราไม่หยุด เขาก็เอาเรากลับเข้าไปขัง เราก็ต้องเลือกเอาว่าอยากอยู่ข้างนอกเพื่อทำอะไรต่อไหม หรืออยากไปสู้ข้างใน ก็แล้วแต่วิธีการของแต่ละคน" แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ รุ่น 1 ให้ความเห็น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เบญจา : เราไม่สามารถ "เอาฝ่ามือมาปิดแผ่นฟ้า" ได้อีกต่อไป
หากบนท้องถนนมี รุ้ง ปนัสยา เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ในรัฐสภาก็มี เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นนักการเมืองคนแรกที่พูดถึงงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็นการอภิปราย "ทะลุฝ้าสภา"
ส.ส. หญิงอธิบายการทำหน้าที่ในสภาโดยตั้งต้นจากมุมมองที่เธอมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ "องค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ" จึงคิดว่าสามารถพูดถึงได้อย่างมีวุฒิภาวะ ด้วยความปรารถนาดี หาข้อถกเถียงและข้อสรุปร่วมกันได้
"ดิฉันคิดว่ามันจะทำให้เกิดความสง่างามกับสถาบันหรือองค์กรนั้น ๆ ได้มากกว่าการแอบวิพากษ์วิจารณ์ หรือติฉินนินทาในลักษณะที่ไม่เปิดเผย" เบญจากล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้แทนราษฎรสมัยแรกยืนยันว่า การอภิปรายงบเกี่ยวกับสถาบันฯ ไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นเรื่องปกติที่ ส.ส. จะตรวจสอบงบของทุกองค์กรที่ขอรับการจัดสรรงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน
ความจริงสิ่งที่ชาวอนาคตใหม่/ก้าวไกลเรียกว่า "งบมาตราเดียวที่ไม่ถูกพูดถึง" เคยถูกตั้งข้อสังเกตในระหว่างจัดทำงบประมาณปี 2563 ทว่าคำถามต่าง ๆ เกิดขึ้นในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สุ้มเสียงอาจไม่ได้ดังนัก หากเทียบกับการลุกขึ้นอภิปรายกลางสภาของเบญจาเมื่อ มิ.ย. 2564 ว่าด้วย "โครงการที่มีนามสกุล" ที่มีความเสี่ยงจะกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯ และ "โครงการเฉลิมพระเกียรติ" ที่ส่วนราชการขอตั้งงบแบบ "เหวี่ยงแห" ในระหว่างพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2565 เป็นผลให้แกนนำและแนวร่วมราษฎรพร้อมใจกันชื่นชมการทำหน้าที่ของเธอ
นอกจากนี้เบญจากับเพื่อนร่วมพรรคยังใช้ตำแหน่งหน้าที่ยื่นประกันตัวนักศึกษาและประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหา/จำเลยจากการเข้าร่วมชุมนุมการเมือง โดย ส.ส. 1 คนสามารถประกันตัวได้ 10 เท่าของเงินเดือน หรือคิดเป็นวงเงินราว 1 ล้านบาท นั่นทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมคลางแคลงใจในพลพรรคสีส้ม โดยเฉพาะการรับบทนายประกันให้แก่ผู้ต้องหาคดี 112

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เบญจาชี้แจงว่า เยาวชนคนหนุ่มสาวที่ถูกจับกุมและคุมขังอยู่ในเรือนจำยังไม่ได้ถูกตัดสินว่ากระทำผิด และกฎหมายก็ให้สิทธิ ส.ส. ใช้ตำแหน่งยื่นประกันใครก็ได้
"เวลาคนมองว่าทำไมเราต้องไปยื่นประกันตัวแต่คนที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือคดีล้มล้าง เราต้องยืนยันก่อนว่าพวกเขายังไม่ได้ต้องโทษคดีเหล่านั้น ยังไม่ได้ต้องโทษคดี 112 วันนี้ยังไม่ถูกตัดสินเลยว่าผิด เป็นแค่ผู้ถูกกล่าวหา... จริง ๆ ถ้ามีคนมาบอกให้เราไปประกันตัวผู้ชุมนุมในฝั่งเขา เราก็ยินดีนะ ไม่ได้ติดใจในประเด็นนี้เลย" ผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคก้าวไกลกล่าว
ในทัศนะของเบญจา รัฐสภาคือพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นที่ล่อแหลม หรือประเด็นที่เป็นความต้องการของประชาชน พร้อมระบุว่าส่วนตัวอาจไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับการเรียกขานการชุมนุม 10 ส.ค. 2563 ว่าปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน"
"ประเทศนี้หรือโลกใบนี้มันไม่ควรมีเพดานจำกัดในเรื่องนี้อีกแล้ว มันควรจะเปิดเป็นพื้นที่โล่ง เปิดเป็นท้องฟ้าโล่ง ๆ ให้ทุกคนได้มีอากาศหายใจร่วมกัน หากถามว่าวันนี้เพดานมันลดลงไหม หรือท้องฟ้าที่มันกว้างใหญ่ลดลงหรือเปล่า มันไม่ได้ลดลง เพราะเวลาเราพูดถึงท้องฟ้า พูดถึงจักรวาล เราไม่สามารถเอาฝ่ามือแผ่นเดียวของเราไปปิดเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นเรารู้สึกว่าวันนี้ใครก็ตามที่ต้องการเอาฝ่ามือมาปิดแผ่นฟ้าหรือปิดจักรวาลไว้ มันไม่สามารถจะทำได้อีกต่อไปแล้ว" เบญจาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

ที่มาของภาพ, Youtube/สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ณฐพร : "เด็กทั้งหมดที่จับ ๆ ผมอยากปล่อยให้หมดเลย"
ในขณะที่ ส.ส. ก้าวไกลตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการ "ปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ" ณฐพร โตประยูร มือยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง กลับยืนกรานว่าความมุ่งหมายของเขาคือการ "พิสูจน์ความจริง" เท่านั้น
เมื่อมองผ่านสายตาและการตีความของนักกฎหมายวัย 69 ปี ปรากฎการณ์ 10 สิงหา คือการรวมตัวกันของกลุ่มต่าง ๆ ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไทย โดยส่วนหนึ่งของนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเกิดจากแรงสะสมของขบวนการที่ต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเขาเห็นว่ามีประจักษ์พยานชัดเจน ทั้งการปราศรัยบนเวที การดำเนินการเป็นขบวนการ เข้าองค์ประกอบของการล้มล้างการปกครอง
ณฐพรจึงขอทำหน้าที่ตามมาตรา 50 แห่งรัฐธรรมนูญ ในการ "พิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย"
"คุณปนัสยาเขาไม่ได้พูดหรอก 10 ข้อ แต่มีคนส่งเข้ามาในโทรศัพท์แล้วสั่งให้พูดตามนั้น วัตถุประสงค์หลักของ 10 สิงหา ต้องการให้เกิดการจลาจล การปราบปราม ต้องการให้ภาพอันนั้นกลับมาอีกที จึงรื้อเอาภาพเก่าก่อน 6 ตุลา 2519 ขึ้นมา" ณฐพรวิเคราะห์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
หาก 10 ส.ค. 2563 คือจุดเริ่มต้นของการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่-พลิกโฉมหน้าการเมืองไทย ณฐพรก็คือผู้ร่วมเขียนประวัติศาสตร์ภาคต่อ ทว่าในทิศทางตรงกันข้าม โดยทำให้ "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" ตามความเห็นของฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย ต้องตกที่นั่ง "ผู้ล้มล้างการปกครอง" ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอีกขวบปีถัดมา
"ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมอยู่ตรงไหน (ของประวัติศาสตร์) ผมพยายามทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ทำรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ และเกิดความยุติธรรมกับทุกคน"
แล้วถ้าเจอหน้า กล้าสบตานักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยรุ่นลูก-หลานอย่างเต็มตาหรือไม่?
ชายผู้เป็นทั้งรุ่นพี่และอดีตอาจารย์ มธ. ไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ แต่บอกเพียงว่ายินดีพูดคุยกับเด็กนักศึกษาอย่างเปิดใจ
"ผมไม่เคยคิดทำร้ายเด็กเลย แต่เด็กพวกนี้ก็มีความจำเป็นต้องให้เขารู้ว่าการที่เขาทำ เขาทำผิดไหม" และ "ผมกล้าพูดตรงนี้ได้เลยว่าเด็กทั้งหมดที่จับ ๆ ผมอยากปล่อยให้หมดเลย แต่ผมต้องการ (เอาผิด) กับคนที่อยู่เบื้องหลัง คนที่เป็นคนชักใยให้เกิดความวุ่นวาย คนที่ทำให้เด็กเขาเสียอนาคต"

ที่มาของภาพ, Napasin Samkaewcham/BBC Thai
ทุกการยื่นคำร้อง-ฟ้องคดี ณฐพรปฏิเสธว่าไม่ได้ทำไปเพื่อ "ปิดแผ่นฟ้า" หรือ "อุดเพดาน" แต่อย่างใด
"มันปิดไม่ได้หรอก อะไรที่ทะลุไปแล้ว เหตุการณ์มันเหมือนกับไฟกองใหญ่ เราจะปล่อยไฟกองใหญ่ แล้วเอาน้ำถังเดียวไปราด เป็นไปไม่ได้... สิ่งที่ดีที่สุดคือตามหาต้นตอว่าไฟนี้ใครเป็นคนก่อ ใครเป็นเชื้อเพลิง ใครเป็นต้นเหตุ ผมมั่นใจว่าปัญหาทุกอย่างจะแก้ไขได้ คนไทยเป็นคนที่มีความจงรักภักดีอยู่แล้ว เด็ก ๆ พวกนี้ไม่ใช่จิตวิญญาณเขาหรอกที่จะทำแบบนี้ แต่มันเกิดจากแรงกระตุ้นบางอย่าง"
นักกฎหมายผู้มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของสารพัดหน่วยงาน และมีคำว่า "ด็อกเตอร์" นำหน้าชื่อในนามบัตร ชี้ว่า ฉากจบของประวัติศาสตร์หน้านี้อยู่ที่ผู้มีอำนาจรัฐ "ถ้าจงใจจะรักษาสถาบันฯ จงใจจะให้ทุกอย่างกระจ่างขึ้น ก็ต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็น" ทว่าความจริงใจของรัฐบาลยังเป็นสิ่งที่เขาตั้งคำถาม
เขายังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการนำมาตรา 112 มาใช้ดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่ใช้กฎหมายอื่นจัดการได้ พอไปทำเช่นนั้นก็คล้าย ๆ กับว่า "เอาสถาบันฯ มาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน"
"นายกฯ พูด ผมว่าพูดผิด พูดผิดถนัดเลย และอีกอย่างหนึ่งไม่มีใครยืนยันได้ว่ารับสั่งอย่างนั้นจริง ๆ พูดง่าย ๆ ว่าเอากฎหมาย 112 มาใช้ทางการเมือง" ณฐพรกล่าว

พวงทอง : "เขาพยายามจะสร้างความกลัวให้ประชาชนเงียบ"
2 ปีหลังปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะร้ฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ขบวนการเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์แผ่วลง หรือแม้แต่การชุมนุมขับไล่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ลดลง จากปัจจัยอย่างน้อย 2 ประการ
ปัจจัยแรก เกิดจากการที่รัฐใช้วิธีการทางกฎหมายคุกคามแกนนำและผู้ปฏิบัติงานราษฎร ซึ่งเป็นการ "ใช้ความกลัวสยบความเคลื่อนไหว"
อีกปัจจัย เป็นผลจากนักการเมือง เช่น ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาพูดว่ากฎหมายมาตรา 112 ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็เป็นเหมือนพลังที่มาสยบเสียงของคนเสื้อแดงซึ่งเป็นส่วนสำคัญของขบวนการ แม้ประเด็นสถาบันฯ อยู่ในความสนใจของคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2549 แต่เมื่อทักษิณ หรือพรรคเพื่อไทย (พท.) บอกว่าตอนนี้เราจะยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ ขอพูดเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจก่อน นั่นเท่ากับการส่งสัญญาณห้ามและปรามเสียงของประชาชน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
แม้ความกลัวทำให้บทสนทนาเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ เบาลง แต่อาจารย์พวงทองเชื่อว่าความต้องการที่จะเห็นสถาบันฯ ปฏิรูปตัวเองให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย หลักการสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยังคงอยู่ เพื่อทำให้กลไกราชการ/รัฐปฏิบัติหน้าที่ตัวเองโดยไม่อิงกับสถาบันฯ
"ถามว่าความเงียบนี้มันจะอยู่ตลอดไปไหม ดิฉันคิดว่ามันไม่อยู่ตลอดไปแน่ ๆ เขาพยายามจะสร้างความกลัวให้ประชาชนเงียบ แต่ว่าฝ่ายของชนชั้นนำฝ่ายขวาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลทหารของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพวก ก็มักจะทำอะไรหลายอย่างที่ทำให้ประชาชนโกรธอยู่เสมอ และเวลาทำอะไรผิดพลาดในทางนโยบาย ในการบริหารประเทศ ก็มักจะอ้างว่าตัวเองเป็นรัฐบาลที่จงรักภักดีที่สุด ซึ่งเป็นการอิงกับสถาบันกษัตริย์อย่างไร้สาระที่สุด ฉะนั้นมันก็จะทำให้ประชาชนจะต้องพูดเรื่องนี้อีก" รองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์กล่าว
อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.พวงทองเห็นว่า ปัจจุบันทั้งฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษนิยมเข้าสู่ภาวะ "ชะงักงัน ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร"
ฝ่ายผู้มีอำนาจ : อาจพอใจกับการใช้อำนาจรัฐและกฎหมายจัดการ กดกระแสความไม่พอใจเอาไว้ได้ แต่เขาก็รู้ว่าไม่สามารถเปลี่ยนให้ประชาชนกลับไปเป็นแบบเมื่อ 30-40 ปีก่อนแล้ว
ฝ่ายประชาชน : เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจอะไรมากขึ้น แต่ประชาชนก็อ่อนแอ ไม่สามารถรวมพลังขึ้นมาสู้ได้ จำนวนมากก็หวังว่าการเลือกตั้งจะเป็นคำตอบ ก็รอเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
จากเคยพร่ำบนกับเพื่อนนักวิชาการว่า "นิสิตนักศึกษาหายไปไหน" ในทุกครั้งที่จัดงานรณรงค์ทางการเมืองหลังรัฐประหาร 2549 เพราะมีแต่อาจารย์เข้าร่วม มาวันนี้ รศ.ดร.พวงทองรู้สึกดีใจที่เยาวชนมองเห็นปัญหาซึ่งจะกลายเป็นภาระของพวกเขาในอนาคต
คำอธิบายของนักรัฐศาสตร์รายนี้คือ รัฐประหาร 2557 และ "ระบอบประยุทธ์" เป็นผู้สร้างขบวนการราษฎรขึ้นมา เพราะทำให้นักศึกษามองเห็นปัญหาทางการเมืองที่เป็นรูปธรรม >> ต้องการคำอธิบาย >> อ่านหนังสือ >> เจอคำตอบว่าทำไมการเมืองไทยถึงตกอยู่ใน "หลุมดำ" และอะไรที่ประกอบสร้างเป็นระบอบประยุทธ์ >> เกิดการก่อตัวของขบวนการเยาวชน
รศ.ดร.พวงทองมองว่า เวทีกลางของปัญหาทางการเมืองได้ย้ายไปอยู่ที่กลุ่มเยาวชนแล้ว ส่วนนักวิชาการเป็นเพียงตัวประกอบเพื่อช่วยสนับสนุนในยามที่เยาวชนมีปัญหาเท่านั้น จึงไม่แปลกหากนักวิชาการหญิงจะไปร่วมกิจกรรม "ยืน หยุด ขัง" เพื่อ "ส่งเสียงให้คนที่นั่งอยู่ที่ศาล ให้ทหารรู้ว่าประชาชนยังไม่ลืม" และ "จะไม่ปล่อยให้เด็ก ๆ ถูกขังลืม"
"ว่างเมื่อไร ถ้าร่างกายพร้อม พอไหวก็จะไปช่วยยืน และอีกด้านหนึ่งก็เป็นการลบล้างความรู้สึกผิดด้วยมั้งที่เรารู้สึกว่าเราทำอะไรได้น้อยมาก ขณะที่ยังมีเยาวชนยังติดคุกอยู่ แล้วพวกเขาทำอะไรเยอะมาก เสี่ยงมาก" รศ.ดร.พวงทองเผยเบื้องหลังในการพาตัวเองไปยืนหน้าศาล เป็นเวลา 112 นาที

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำถามใหม่ จาก 10 สิงหา 63 ถึง 10 สิงหา 65
หาก 10 ส.ค. 2563 เกิดขึ้นเพราะการตั้งคำถามของขบวนการนักศึกษาและประชาชน น่าสนใจว่าคำถามสำคัญของปัจจุบันคืออะไร
พวงทอง : เราจะออกจากภาวะนี้ได้อย่างไร เราจะผลักให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้อย่างไรโดยที่ประชาชนไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจรัฐที่ฉ้อฉล เราจะหลีกเลี่ยงการปะทะหรือสูญเสียได้อย่างไร
เบญจา : เราจะทำอย่างไรกับคนที่ถูกดำเนินคดีที่มาจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 21 ก.ค. เธอเสนอให้ออกกฎหมายคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ต้องหาทางการเมืองนับจากปี 2557
แต่สำหรับ รุ้ง ปนัสยา ไม่มีคำถามใหม่ผุดขึ้นในหัว เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เธอเห็นว่ามีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่มีใครตอบ "เรายังอยากใช้คำถามเดิมอยู่ แต่ตอนนี้เราอยากได้คำตอบจากทุกคนเลยว่าเอายังไง" และ "ถ้าคำตอบมันไม่ถูกตอบสักที การตั้งคำถามใหม่มันต้องมา" ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ตอบยากกว่าเดิมก็ได้ จึงแนะนำให้รีบตอบกัน
เช่นเดียวกับณฐพรที่ไม่ขอโยนคำถามใด ๆ ออกสู่สังคม แต่ชี้ชวนให้บรรดาผู้เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปสถาบันฯ ฉุกคิดว่าอะไรคือผลเสียกันแน่ ซึ่งเขามองว่า "ทุกวันนี้ผลเสียของสถาบันฯ ก็ไม่ใช่ตัวสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คือคนที่อยู่รอบสถาบันฯ"
นักกฎหมายวัยใกล้เลข 7 ยังประกาศสนับสนุนแนวคิดปฏิรูปเครือข่ายแวดล้อมรอบสถาบันฯ โดยเปรียบเทียบกับศาสนาพุทธ "หากจู่ ๆ บอกว่าต่อไปนี้พระไม่ต้องสวดมนต์ ไม่ต้องห่มผ้าเหลือง ไม่มีใครยอมหรอก ทำไมไม่ปฏิรูปว่าคนที่จะบวชพระต้องเป็นมาอย่างไรเพื่อจะรักษาศาสนาพุทธ เช่นเดียวกันคนที่จะอยู่รอบสถาบันฯ ต้องมีอะไรบ้าง มันควรจะคิดเรื่องแบบนี้"
"ผมว่านะวังก็พร้อมจะปรับปรุงถ้าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องดีกับประชาชน เขาทำได้ ปฏิรูปได้ เชื่อผมเถอะ อะไรก็ปฏิรูปได้หมดอะ เพียงแต่ว่าการปฏิรูปมันจะต้องไม่มาด่ากัน ไม่มาแช่งชักหักกระดูก หรือไม่มาทำลายล้างกัน การปฏิรูปมันต้องทำอะไรให้ดีขึ้นนะ วังพร้อม วังท่านไม่ต้องการมาเป็นศัตรูประชาชน ผมมั่นใจ" ณฐพรกล่าวทิ้งท้าย
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด YouTube โพสต์









