“กว่าจะได้หลับก็ตี 2- ตี 4” สำรวจชีวิตจริงที่ “ร้อนแบบอยู่ไม่ได้” ของคนจนไทยในยุคโลกเดือด

นายนิยม แดงสำอาง

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, นายนิยม แดงสำอาง วัย 67 ปี มีอาชีพเก็บของเก่าขาย บอกกับบีบีซีไทยว่า ช่วงหน้าร้อนนี้ ตนเองรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นเมื่อขับซาเล้งออกไปหาเก็บของเก่าช่วงเวลากลางวัน
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

เมื่อกลางปีที่แล้ว นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ออกมาประกาศว่ายุคโลกร้อน (Global Warming) สิ้นสุดลงแล้ว และพวกเรากำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) โดยมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนอากาศร้อนจัดทั่วประเทศ โดยอุณหภูมิอาจพุ่งสูงแตะ 44 องศาเซลเซียสในช่วงก่อนเข้าเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้

ผู้ทำงานอาชีพรับจ้างทั่วไปและเก็บของเก่า ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนพูนทรัพย์ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร บอกกับบีบีซีไทยว่า อากาศที่ร้อนมากขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และทำให้พวกเขาต้องจ่ายค่าน้ำค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากใช้ไฟและน้ำมากขึ้น ทั้งที่รายได้เท่าเดิม

ด้านนักเศรษฐศาสตร์ ระบุว่า คนจนและกลุ่มเปราะบางคือคนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตนี้ยังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ร้อนแบบอยู่ไม่ได้”

ถึงแม้แอปพลิเคชันรายงานสภาพอากาศระบุว่าอุณหภูมิในช่วงเวลาประมาณ 11 นาฬิกาของต้นเดือน เม.ย. อยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส แต่เมื่อนำความชื้นสัมพัทธ์และความเร็วลมมาคำนวณรวมกันปรากฏว่าค่าอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้กลับพุ่งทะลุ 44 องศาเซลเซียสไปแล้ว และนั่นคือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ “ร้อน ร้อนแบบสุด ๆ ร้อนแบบอยู่ไม่ได้” ของ น.ส.วิมล ถวิลพงษ์ วัย 56 ปี

งานของเธอคือการนำยางรถจักรยานยนต์ใช้แล้วมาดึงให้ออกเป็นเส้นเล็ก ๆ มีความยาวต่อเนื่องกัน อุปกรณ์ทำงานมีเพียงโต๊ะเล็ก ๆ หนึ่งตัวซึ่งมีที่ยึดยางและใบมีดโกนปักไว้ตรงกลางโต๊ะ

วิมลอาศัยพื้นที่เฉลียงหน้าบ้านซึ่งมีเพียงหลังคาเก่า ๆ ช่วยบังแดดและฝนไว้ เหนือศีรษะมีพัดลมหมุนสภาพใกล้พัง 2 ตัวที่เปิดใช้งานอยู่ มันพัดแต่ไอร้อนอบอ้าวเข้ามายังตัวเธอ ทำให้เจ้าตัวต้องตัดสินใจอาบน้ำเป็นรอบที่ 2 ของวัน ทั้งที่เพิ่งเริ่มงานไปไม่กี่ชั่วโมง

จากนั้นไม่นาน เธอก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปหยิบสายยางและฉีดน้ำไปยังพื้นเฉลียง ถนนคอนกรีตหน้าบ้าน รวมถึงหลังคาเฉลียง เพื่อให้ปูนและกระเบื้องคายความร้อนออกมา

“เมืองไทยมีเพียง 2 ฤดู คือ ร้อน และร้อนร้อน (เสียงสูง)” วิมลบอกกับบีบีซีไทย ขณะที่ตนเองกำลังฉีดพรมน้ำไปทั่วบริเวณเฉลียงบ้าน “ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็นั่งทำงานไม่ไหว พัดลมเป่าแต่ไอร้อนเข้ามาที่ตัว พอฉีดน้ำแล้วมันก็สดชื่นขึ้นมาจากเดิมบ้าง”

รดน้ำ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, น.ส.วิมล ถวิลพงษ์ บอกว่า คนจนมีภาระค่าน้ำค่าไฟมากขึ้นในช่วงหน้าร้อนนี้

เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่วิมลกับครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชนพูนทรัพย์ เขตสะพานใหม่ กรุงเทพมหานคร เดิมทีพวกเขาคือกลุ่มชนชั้นรากหญ้าที่อาศัยอยู่ตามใต้สะพานกว่า 70 แห่งทั่วกรุงเทพฯ จากนั้นในปี 2544 ชุมชนของพวกเขาถูกทางการรื้อย้าย ทำให้ประชาชนจำนวนกว่า 300 ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบออกมาเรียกร้องสิทธิเรื่องที่อยู่อาศัยกับทางภาครัฐ จนทางรัฐให้งบประมาณมาซื้อที่ดินให้ชาวบ้านได้อยู่อาศัยในเมืองหลวง ภายใต้การบริหารจัดการโดยการเคหะแห่งชาติ โดยผู้อยู่อาศัยตกลงจ่ายค่าเช่าเดือนละ 50 บาท

ปัจจุบัน ชุมชนพูนทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่ของกว่า 200 ครัวเรือน ประกอบไปด้วยบ้านหลากหลายรูปทรงที่ต่างคนต่างสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงที่ได้จากการรับจ้างรายวัน ไม่ว่าจะเป็นเก็บหาของเก่า รับจ้างทั่วไป ค้าขาย ไรเดอร์ ฯลฯ จึงไม่แปลกหากเราจะเห็นผนังบ้านที่ใช้ป้ายหาเสียงแปะทับต่อกับไม้อัด หลังคาบ้านที่ใช้ทั้งผ้าใบ สังกะสี และกระเบื้อง เพราะงานช่างของแต่ละบ้านนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีเงินพอหาซื้อวัสดุแบบใด

วิมล ถวิลพงษ์

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สภาพแวดล้อมการทำงานที่ “ร้อน ร้อนแบบสุด ๆ ร้อนแบบอยู่ไม่ได้” ของ น.ส.วิมล วัย 56 ปี ที่มีอาชีพรับจ้างดึงยางอยู่กับบ้าน

บ้านของวิมลเป็นบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน 2 ชั้น ภายในบ้านอาศัยอยู่รวมกัน 4 ชีวิต คือ เธอ สามี ลูก และ สามีของลูก โดยเธอยอมรับว่าสมาชิกในบ้านต่างใช้น้ำและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อบรรเทาความร้อน ส่งผลให้พวกเขามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามมาด้วย

“ค่าน้ำกับค่าไฟก็ขึ้นเป็นเท่าตัว อยู่กัน 4 คน ค่าไฟเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,500 บาท จากปกติ 800-1,000 บาท ค่าน้ำก็ขึ้นเป็น 500 บาท จากปกติอยู่ที่ประมาณ 200-300 บาท”

“มันร้อน เวลาคนมันร้อนจัด ๆ แล้วเราไม่มีวิธีทำให้ตัวเย็นลง ลองนึกดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็เครียด คุ้มคลั่ง สารพัดไปหมด พอมันเครียดแล้วหาวิธีทำให้เย็นลงไม่ได้ ก็ต้องหาทางระบาย มันก็ระบายไปที่อื่น บางทีก็มีเรื่องทะเลาะกับคนนั้น คนนู้น บางทีก็ทะเลาะกันภายในครอบครัว กลายเป็นปัญหาภายในครอบครัวได้อีกด้วยซ้ำ ก็มันร้อนอ่ะ จะให้ทำไง ใครมาพูดผิดหูหน่อย ก็เอาแล้ว อารมณ์ขึ้น” วิมลเล่าถึงสภาพความเครียดที่พ่วงมากับอากาศร้อนช่วงนี้ด้วย

“ช่วงนี้กว่าจะได้นอนก็เที่ยงคืน กว่าจะได้หลับก็ตี 2- ตี 4 ซึ่งอากาศเริ่มเย็นลงแล้ว วันไหนไม่มีใครจ้างไปทำงาน เราก็อาจได้หลับไปถึง 8-9 โมง แต่ปกติแล้วคนเราก็ต้องออกไปทำงาน ไม่มีใครได้นอนถึง 8 โมง 9 โมง”

เมื่อได้พักผ่อนในช่วงกลางคืนไม่เพียงพอ จึงทำให้วิมลอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายขึ้นเมื่อทำงานช่วงกลางวัน เธอยังกังวลด้วยว่าสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงเช่นนี้ จะทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้น นั่นหมายถึงการไม่ได้ออกไปทำงาน และขาดรายได้ในที่สุด

“แต่ชีวิตคนจนมันขึ้นอยู่กับพรุ่งนี้ไง มันต้องออกไปทำงานให้ได้ ไม่งั้นเราจะหาเงินที่ไหนมากิน มาใช้” วิมลบอกกับบีบีซีไทย

50 องศาเซลเซียสอยู่ไม่ไกล

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช จากคณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตของไทย บอกกับบีบีซีไทยว่า อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการคาดการณ์ล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC)

“ภาพฉายปัจจุบันที่เป็นอยู่ก็คือ ภายใต้การดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศ ปรากฏว่าเมื่อครึ่งศตวรรษ อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นอีกประมาณ 2.7 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม ตรงนี้ก็เป็นประเด็น เพราะหากเราลองคิดภาพอุณหภูมิสูงขึ้นอีก 2.7 องศาในเดือนเมษายน มีความเป็นไปได้สูงมากเลยว่าอุณหภูมิสูงสุดมันจะเหวี่ยงเกินกว่าระดับ 50 องศาเซลเซียส” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว

เมื่อกลางปีที่แล้ว นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ยังออกมาประกาศด้วยว่ายุคโลกร้อน (Global Warming) สิ้นสุดลงแล้ว และพวกเรากำลังเข้าสู่ยุคโลกเดือด (Global Boiling) โดยมีสาเหตุหลัก ๆ มาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า 55 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีสที่มีเป้าหมายควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 – 2.0 องศาเซลเซียส และต้องควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง 43% ภายในปี 2573 ก็ตาม

ในรายงานล่าสุดของไอพีซีซียังระบุด้วยว่า ปฏิบัติการที่หลายฝ่ายลงมือทำเพื่อลดโลกร้อนนั้นยังห่างไกลจากเป้าหมายอยู่มาก

สภาพบ้านของนายนิยม

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, สภาพบ้านของนายนิยม ซึ่งย้ายมาจากชุมชนใต้สะพานเมื่อกว่า 20 ปีก่อน
นิยมทำงานเก็บของเก่า

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่า คนจนและกลุ่มเปราะบางคือกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ใครได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นบ้าง

นายนิยม แดงสำอาง วัย 67 ปี มีอาชีพเก็บของเก่าขาย และมีบ้านอยู่ในชุมชนพูนทรัพย์เช่นกัน เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า ช่วงหน้าร้อนนี้ ตนเองรู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้นเมื่อขับซาเล้งออกไปหาเก็บของเก่า ทำให้ต้องจอดพักริมทางเป็นพัก ๆ และเมื่อรู้สึกร้อน “ก็เอาน้ำลูบ ให้มันเย็นลง” ส่งผลให้วัน ๆ หนึ่ง ทำงานได้ลดลง

บ้านของนิยมเป็นบ้านไม้กึ่งปูน 2 ชั้น หากมองขึ้นไปชั้นบนจะเห็นป้ายโฆษณาที่ทำจากผ้าใบถูกนำมาปรับเป็นกันสาดและฝาบ้าน พวกเขาอาศัยรวมกันอยู่ 7 คน ภายในบ้านเล็ก ๆ หลังนี้

นิยมบอกว่า หากร้อนก็แค่อาบน้ำให้มากขึ้น เพราะอย่างน้อยค่าน้ำก็ถูกกว่าซื้อแอร์ และไม่ฝืนร่างกายหากรู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมเมื่อทำงานกลางแจ้ง เนื่องจากมีภาระเป็นหลาน 3 คน ที่ลูก ๆ ฝากเลี้ยงไว้ แต่ไม่ได้ส่งเสียค่าเลี้ยงดูบุตร เขาจึงไม่สามารถเจ็บป่วยไข้ได้

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวว่า คนจนและกลุ่มคนเปราะบางเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกเดือดเช่นนี้

“คนกลุ่มนี้มักประกอบอาชีพรับจ้าง ทำงานกลางแจ้ง กลางแดด สุขภาพจึงเสี่ยงได้รับผลกระทบสูง กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานด้วย ส่งผลให้เขามีรายได้น้อยลง เราต้องยอมรับว่านอกจากคนกลุ่มนี้จะมีรายได้น้อยแล้ว เขาก็ไม่ได้มีการศึกษาที่สูงนัก องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการรับมือกับความร้อนก็อาจมีน้อยอยู่ และสิ่งสำคัญที่ส่งผลให้พวกเขาเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้คือ พวกเขามีทุนทรัพย์น้อย ไม่มีเงินมากมายเพื่อไปซื้อเครื่องปรับอากาศ สภาพบ้านเองก็ไม่ได้มีความพร้อมสำหรับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ หากเขาอยากจะติดตั้งแอร์ ก็ต้องลงทุนปรับปรุงบ้าน ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก สุดท้ายแล้วเขาก็เข้าถึงเครื่องปรับอากาศไม่ได้ ต้องอยู่กับความร้อนทั้งวันทั้งคืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและรายได้ตามมา”

พืช

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เมื่ออากาศร้อนมากขึ้น จะส่งผลให้พืชต่าง ๆ อ่อนแอลง เป็นโรคง่ายขึ้น
construction worker

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, งานก่อสร้างอาจเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด เพราะอาจได้รับผลกระทบจากประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานที่ลดลง

กลุ่มต่อไปที่ได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นคือเกษตรกร เนื่องจากเมื่ออากาศร้อนมากขึ้น จะส่งผลให้พืชต่าง ๆ อ่อนแอลง เป็นโรคง่ายขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรก็จะลดลงตามไปด้วย ขณะที่ผู้เพาะปลูกต้องแบกรับต้นทุนเรื่องการจัดหาน้ำ ปุ๋ย และสารเคมีเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อรักษาปริมาณผลผลิตให้ได้ตามเดิมหรือให้ขาดทุนน้อยที่สุด

ด้านปศุสัตว์ ความร้อนจะส่งผลให้สัตว์มีความเครียด อ่อนแอ และป่วยง่าย นอกจากนี้ยังส่งผลให้สัตว์ผสมพันธุ์กันน้อยลง ทำให้ผู้เลี้ยงได้ผลผลิตไม่ดีเหมือนก่อน เช่นเดียวกับการประมงที่อาจได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น ทำให้สัตว์น้ำตายยกกระชัง หรือเพาะพันธุ์ยากขึ้น

ขณะที่ภาคแรงงาน เช่น โครงการก่อสร้างต่าง ๆ ประสิทธิภาพของแรงงานจะลดลงเมื่อต้องทำงานกลางแจ้งต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน งานก่อสร้างจึงอาจเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด บริษัทผู้รับเหมาเสี่ยงขาดทุนมากขึ้นจากงานที่เสร็จไม่ตรงตามเวลา รวมถึงอาจถูกปรับจากการส่งมอบงานก่อสร้างล่าช้าได้ด้วย

“ภาคการท่องเที่ยวของไทยอาจซบเซาลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นถึงจุด ๆ หนึ่ง เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเบนเข็มไปท่องเที่ยวประเทศอื่นในช่วงหน้าร้อน ทั้งที่จากเดิมแล้วหน้าร้อนของไทยคือช่วง high season (ฤดูกาลท่องเที่ยว)” รศ.ดร.วิษณุ กล่าว

ด้านองค์การอนามัยโลกยังคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุเสียชีวิตจากความร้อนในอัตรา 58 ต่อ 100,000 ประชากร หรือ 14,000 คน ภายในปี 2623 หรือในอีก 57 ปีข้างหน้าด้วย

วิมล

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, วิมลเห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการดูแลคนจนซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี

เครื่องปรับอากาศช่วยคนจนในภาวะโลกเดือดได้หรือไม่

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามว่าเครื่องปรับอากาศหรือแอร์จะช่วยให้วิมลคลายร้อนและนอนหลับเต็มตื่นขึ้นได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันเธอมีเพียงพัดลม 2 ตัวช่วยปัดเป่าความร้อนในเวลากลางคืน และอาศัยแป้งเย็นเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายหลังอาบน้ำเสร็จ

เธอตอบว่า “ได้” แต่ระบุเพิ่มเติมว่า การติดเครื่องปรับอากาศหมายถึงรายได้เฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาทที่จะหายไปทันที ไม่นับรวมค่าไฟฟ้าอีกจำนวนมหาศาลที่จะตามมา

“แอร์เครื่องหนึ่งราคา 2 หมื่นบาท ก็คือเงินเดือนเรา 4 เดือนเลยนะ ถ้าจะติดแอร์ก็คือต้องไม่กินอะไรเลย” วิมล กล่าว

เมื่อกลางปีที่แล้ว สำนักข่าวซีบีซีของประเทศแคนาดารายงานว่าทางมลรัฐบริติชโคลัมเบียจัดสรรงบประมาณ 10 ล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 270 ล้านบาท) เพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศจำนวน 8,000 เครื่องให้กับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่มีรายได้ต่ำ หลังจากพบปัญหาว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้กลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังพบว่าโดมความร้อนในเดือน มิ.ย. 2564 ได้คร่าชีวิตผู้สูงวัยภายในมลรัฐบริติชโคลัมเบียไปแล้วอย่างน้อย 600 คน

รศ.ดร.วิษณุมองว่า ประเทศไทยอาจพิจารณานำมาตรการดังกล่าวมาใช้ดูแลคนจนและกลุ่มเปราะบางในไทยได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุณหภูมิที่มีแนวโน้มมากขึ้น แต่กระนั้นก็ต้องเป็นการช่วยเหลือที่พิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ประกอบกันด้วย

“เนื่องจากงบประมาณเรามีจำกัด เราคงต้องเลือกก่อนว่าในระยะใกล้ กลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนมากที่สุดในตอนนี้ คงไม่ใช่แค่ผู้ที่มีฐานะทางการเงินไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่สมาชิกครอบครัวต้องเป็นผู้สูงวัยและมีโรคประจำตัวด้วย หรือสุขภาพมีความเสี่ยงจากสภาพอากาศร้อน นอกจากนี้ อาจให้การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือให้ส่วนลดเพื่อไปซื้อเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงเครื่องปรับอากาศได้”

รศ.ดร.วิษณุ
คำบรรยายภาพ, รศ.ดร.วิษณุ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้หากนำมาใช้ในไทย ก็ต้องคำนึงถึงความพร้อมของสภาพบ้านในชุมชนแออัดที่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับเครื่องปรับอากาศตั้งแต่แรกด้วย ซึ่งอาจทำให้การติดตั้งเป็นเรื่องยากมากขึ้น

“ที่เราต้องคำนึงถึงต่อมาคือความยั่งยืนของโครงการนี้จะอยู่ตรงไหน ค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ” รศ.ดร.วิษณุ กล่าวกับบีบีซีไทย

ทั้งนี้ อาจารย์จาก ม.เกษตรศาสตร์ มองว่า ยังมีอีกหลายมาตรการที่รัฐบาลไทยสามารถทำได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการทำระบบแจ้งเตือนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรับมือความร้อนในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางยังต้องการระบบดูแลสุขภาพด้วย หากเกิดอาการเจ็บป่วยจากสภาพอากาศร้อนจัดขึ้นมา เนื่องจาก “ด้วยเงินที่เขามีจำกัด บางทีการเข้าถึงระบบการดูแลรักษาสำหรับคนกลุ่มนี้ก็ยังยากพอสมควร”

รศ.ดร.วิษณุ บอกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่ถ้าหากรัฐบาลให้การช่วยเหลือโดยเพิ่มเงื่อนไข ยกตัวอย่างเช่นในต่างประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยกำหนดว่า หากมีบุตร ต้องส่งเข้าโรงเรียนและต้องเข้าเรียนมากกว่า 80% ของช่วงเวลาเรียน เพื่อช่วยยกระดับให้ผู้ยากไร้หลุดพ้นจากความยากจนในภายภาคหน้าโดยอาศัยการศึกษาเข้ามาช่วย ซึ่งจะเอื้อให้คนจนพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและสามารถเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจได้

ด้าน วิมล เห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการดูแลคนจนซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี แต่เธอยังไม่สามารถระบุได้ว่าต้องเป็นมาตรการหรือนโยบายในรูปแบบใด

“ไม่ต้องถึงกับว่าต้องมาติดแอร์ให้ ขอแค่ช่วยบรรเทาจากหนักเป็นเบา ช่วยให้ค่าไฟลดลงได้ไหม หรือทำอย่างไรให้คนจนรู้สึกว่ามีเวลาพักผ่อนได้เพียงพอในเวลากลางคืนเหมือนปกติ เพื่อให้ตื่นไปทำงานได้” วิมล กล่าว