"ฟาสต์แฟชั่น" อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในกัมพูชากำลังทำร้ายแรงงานในโรงงานเผาอิฐ

คนงานโรงงานเผาอิฐชาวกัมพูชา

ที่มาของภาพ, THOMAS CRISTOFOLETTI/ BBC

คำบรรยายภาพ, นักวิจัยได้เก็บบันทึกผลกระทบด้านสุขภาพต่อคนงานเตาเผาอิฐชาวกัมพูชา ที่ต้องทำงานหนักในสภาวะที่ร้อนที่สุดในโลก
    • Author, ลอรา บิกเกอร์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
    • Reporting from, พนมเปญ, กัมพูชา

จันเทรีย แรงงานหญิงชาวกัมพูชา ลากพัดลมขนาดเท่าประตูบานใหญ่มาใช้ในห้องซึ่งไม่มีอากาศถ่ายเทที่เธอทำงานทุกวัน

ลมจากพัดลมตัวนี้เป็นวิธีเดียวที่จะบรรเทาความร้อนจากเตาเผา ที่ดูแล้วเหมือนหลุมศพที่มีไฟลุกโชนสลัว ๆ มากกว่า

"มันเหมือนทำงานอยู่ในคุกที่กำลังไฟไหม้" หญิงวัย 47 ปี กล่าว ขณะที่เธอกำลังเรียงก้อนอิฐซ้อนกันก่อนขนย้ายไปเก็บในโกดัง

"ฉันถามเจ้าของโรงงานว่าขอพัดลมเพิ่มได้ไหม แต่เขาไม่ให้ เพราะมันทำให้เขาต้องเสียเงินเพิ่ม"

พัดลมที่จันเทรียใช้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตอนที่เธอเปิด และแม้ว่ามันจะทำงานได้ แต่ลมที่ออกมาก็เบามาก

ร้อนแค่ไหนที่เรียกว่า ร้อนเกินไปที่คนจะทำงานอยู่ได้ คือคำถามที่กลุ่มนักวิจัยพยายามค้นหาคำตอบจากเตาเผาที่ก่อขึ้นมาด้วยอิฐในกัมพูชา สถานที่ที่แรงงานทำงานหนักในสภาพการทำงานที่ร้อนที่สุดในโลก ทั้งนี้ เชื้อเพลิงส่วนหนึ่งที่ใช้กับเตาเผาเหล่านี้ มาจากเศษเสื้อผ้าจากอุตสาหกรรมฟาสต์แฟชั่น (fast fashion)

บีบีซีพูดคุยกับแรงงานหลายคน พวกเขาบอกว่า แต่ละวันพวกเขาเสียเหงื่อในปริมาณมากจนรู้สึกราวกับอยู่ในอ่างน้ำร้อน การเป็นลมระหว่างทำงานกลายเป็นเรื่องปกติเช่นกัน ซึ่งเป็นไปได้ว่าพวกเขาเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำ

ในบทความชิ้นนี้ ชื่อของพวกเขาถูกเปลี่ยนทั้งหมด เนื่องจากพวกเขาหวาดกลัวว่าจะมีปัญหากับนายจ้าง

ในงานวิจัยที่มีการศึกษาเป็นครั้งแรกนี้ นักวิจัยพยายามบันทึกข้อมูลว่า การสัมผัสความร้อนจัดอย่างต่อเนื่องส่งผลต่อสุขภาพของแรงงานอย่างไร

เซ็นเซอร์พิเศษถูกนำมาใช้เก็บบันทึกอุณหภูมิแกนกลางของแรงงานจำนวน 30 คน ที่เตาเผาเหล่านี้ตลอดหนึ่งสัปดาห์ อุณหภูมิแกนกลางคืออุณหภูมิในส่วนลึกของร่างกาย การเก็บข้อมูลจากเซ็นเซอร์พบว่า แรงงานทุกคนมีภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress) ซึ่งหมายถึงพวกเขามีอุณหภูมิแกนกลางสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ความร้อนระดับนี้อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า เวียนหัว คลื่นไส้ และปวดหัวได้

ปกติแล้วช่วงอุณหภูมิปกติของร่างกายจะอยู่ที่ระหว่าง 36.1-37.2 องศาเซลเซียส ร่างกายที่มีอุณหภูมิเกินกว่า 38 องศาเซลเซียส จะถือว่ามีอาการไข้ แรงงานบางคนที่นักวิจัยเก็บข้อมูลมีอุณหภูมิแกนกลางสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนระดับนี้สามารถทำให้เกิดภาวะฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด ที่อาจทำให้เกิดการชัก หมดสติ ไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

คนงานโรงงานเผาอิฐชาวกัมพูชา

ที่มาของภาพ, THOMAS CRISTOFOLETTI/BBC

คำบรรยายภาพ, คนงานกล่าวว่า อิฐที่เพิ่งเผาเสร็จใหม่ ๆ มักจะลวกมือของพวกเขาทะลุถุงมือ

แรงงานคนหนึ่งให้ข้อมูลกับนักวิจัยว่า เขาเคยมีภาวะหัวใจล้มเหลวจากการอยู่กับความร้อน แต่กระนั้นเขาก็กลับมาทำงานนี้อีกครั้ง เพราะเป็นอาชีพเดียวที่เขาทำได้

ปัญหาความร้อนจากเตาเผาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของแรงงาน ยังโดนสัมทับด้วยปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นของกัมพูชาเอง เมื่อเดือน พ.ค. ปี 2023 อุณหภูมิในกัมพูชาทำสถิติร้อนที่สุดที่ 41.6 องศาเซลเซียส ในปีที่ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุด ขณะที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น แม้จะสูงขึ้นเล็กน้อย แต่นั่นก็ส่งผลกระทบต่อความเป็นความตายของแรงงานที่ทำงานหน้าเตาเผานับหมื่นคนทั่วเอเชีย

"หนึ่งในเรื่องที่ฉันได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือพวกเราล้วนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงร่วมกัน แต่นั่นไม่เป็นความจริง เพราะมีบางคนที่เผชิญกับปัญหานี้รุนแรงกว่าคนอื่น" ลอรี พาร์สันส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรยัลฮอลโลเวย์ ผู้ทำการวิจัยเรื่องนี้กล่าว

เสื้อผ้าที่มีสารพิษ

บ่ายวันหนึ่งในวันที่อากาศชื้นในเขตชานเมืองกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา ที่ด้านในของเตาเผา จันเทรียกำลังเรียงก้อนอิฐด้วยอาการหายใจเหนื่อยหอบ

จันเทรียสวมเสื้อผ้าที่คลุมร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า เปิดมาให้เห็นแค่ดวงตา เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่นี้เป็นเครื่องป้องกันเพียงอย่างเดียวของเธอต่อการถูกเผาด้วยความร้อนและฝุ่น หากอิฐมีความร้อนสูงเกินไป ผิวของเธอจะเริ่มพุพอง

ตัวเตาเผาก่อขึ้นเป็นลักษณะกำแพงอิฐและถูกฉาบให้ติดผนึกกัน คนงานจะยืนอยู่ด้านนอกและคอยเติมฟืนเข้าไปในเตาเพื่อให้เตาเผาอิฐมีความร้อนเพียงพอ ซึ่งปกติแล้วอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 องศาเซลเซียล จึงจะทำให้อิฐดินเผาสามารถเซ็ตตัวได้ เมื่ออิฐเซ็ตตัวได้แล้ว คนงานจะหยุดเติมฟืน หลังจากนั้น เมื่อความร้อนลดลง คนงานก็จะเข้าไปในเตาเผา

ไม่มีข้อมูลว่าระดับอุณหภูมิโดยเฉลี่ยในห้องเผาอิฐที่คนงานเหล่านี้ทำงานสูงแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องยากสำหรับนักวิจัยที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปเก็บข้อมูลนี้ และเป็นเรื่องยากอีกเช่นกันที่จะทราบว่ามีคนงานกี่คนที่ล้มป่วยหรือมีอาการที่เลวร้ายกว่านั้นเพราะความร้อนจากเตาเผา

แรงงานหญิงชาวกัมพูชาบอกว่า การได้รับบาดเจ็บจากการถูกก้อนอิฐหล่นใส่ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรในการทำงาน พวกคนงานยังให้ข้อมูลกับนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรด้วยว่า พวกเขามักจะโดนอิฐที่ร้อนลวก แม้จะใส่ถุงมือแล้วก็ตาม

ที่บริเวณด้านนอกของเตาเผา โกศล แรงงานชาวกัมพูชาพ่อลูกสอง โกยเศษผ้าที่มีพลาสติกและยางยืดปะปนอยู่ด้วยกัน และโยนพวกมันใส่เข้าไปในประตูบานเล็กของเตาเผาก่อนปิดมันอย่างรวดเร็ว เขม่าควันดำพวยพุ่งเล็ดรอดออกจากมาจากรอยแตกของเตาเผา ขณะที่เด็ก ๆ ทั้งลูกของเขาเองและของคนงานรายอื่น ๆ กำลังวิ่งผ่าน

คนงานเติมเชื้อเพลิงในเตาเผาอิฐ

ที่มาของภาพ, THOMAS CRISTOFOLETTI/ BBC

คำบรรยายภาพ, ถุงที่เต็มไปด้วยเศษผ้า เป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่มีราคาถูกกว่าสำหรับเตาเผาอิฐ แต่ก็มีร่องรอยของสารพิษ

"ผมชินกับควันดำพวกนี้ ผมแทบไม่ได้สังเกตมันด้วยซ้ำ" เขากล่าว "ผมต้องทำให้ไฟมันติดตลอด 24 ชั่วโมง ผมกับภรรยาแบ่งกันดูแล" โกศล กล่าว

เด็ก ๆ ลูกคนงาน คลานไปบนกองถุงของเศษเสื้อผ้าที่มีรอยขาด เสื้อผ้าซึ่งเป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐของกัมพูชา คือเชื้อเพลิงชั้นดีของเตาเผาอิฐเหล่านี้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ดูเหมือนเป็นวิธีแก้ปัญหาในตอนแรก สำหรับการขจัดเศษผ้าที่ไม่เป็นที่ต้องการแล้วจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าราว 1,300 แห่งของกัมพูชา กลับซ่อนความลับที่ร้ายแรงเอาไว้

รายงานวิชาการที่ชื่อว่า "อุตสาหกรรมอิฐเปื้อนเลือด" ของสถาบันโรยัลฮอลโลเวย์ เมื่อปี 2018 ชี้ว่า เศษผ้าเหล่านี้มีสารพิษตกค้าง ไม่ว่าจะเป็นสารฟอกขาว สารฟอร์มาลดีไฮด์ สารแอมโมเนีย รวมทั้งโลหะหนัก พีวีซี และเรซิ่น ที่ใช้ในกระบวนการย้อมผ้าและการพิมพ์ลวดลายต่าง ๆ รายงานฉบับนี้ระบุด้วยว่า คนงานในโรงงานเผาอิฐเจ็บป่วยด้วยอาการของไมเกรนเป็นประจำ รวมทั้งมีเลือดกำเดาไหลออกจมูก และความเจ็บป่วยอื่น ๆ

ลูกสาววัย 3 ขวบของโกศล ซึ่งมีผมเกรอะกรังเป็นก้อนจากฝุ่น ปีนข้ามกองเสื้อผ้าที่ติดตรายี่ห้อของดิสนีย์ กองผ้าเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นชุดนอนผ้าสักหลาดพิมพ์ลายตัวละครชื่อดัง อย่างแอนนาและเอลซา จากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง โฟรเซน (Frozen) เสื้อผ้าพวกนี้ผลิตมาสำหรับเด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศที่หนาวเย็น

แบรนด์เสื้อผ้าในชาติตะวันตกส่วนมาก มีมาตรการหยุดสถานการณ์เช่นนี้อย่างเข้มงวด โฆษกของดิสนีย์ ชี้แจงกับบีบีซีว่า ทางบริษัทกำลังสอบสวนรายงานดังกล่าวที่กล่าวหาดิสนีย์ พร้อมบอกว่า ดิสนีย์ "ไม่ยอมรับสภาพการทำงานที่ถูกระบุในรายงานดังกล่าว"

บีบีซียังพบแบรนด์สินค้าแฟชั่นยี่ห้ออื่น เช่น รองเท้ายี่ห้อคลากส์ (Clarks) และ เอช แอนด์ เอ็ม (H&M) ทางบริษัทคลากส์ ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงสิ่งแวดล้อมของกัมพูชาสอบสวนเรื่องนี้ และยังเชิญบริษัทอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบมาร่วมกันหามาตรการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกัมพูชาเพื่อกำจัดปัญหานี้

ด้านเอช แอนด์ เอ็ม ระบุว่า ทางบริษัทรับทราบปัญหานี้ในกัมพูชาแล้ว แต่ยืนยันว่าเอช แอนด์ เอ็ม มีแนวปฏิบัติในการกำจัดของเสียที่เหลือทิ้งจากการผลิต เพื่อให้แน่ใจว่าเศษผ้าที่เหลือทิ้งไม่ได้ถูกนำไปเป็นเชื้อเพลงในโรงงานอื่น ๆ หรือถูกส่งไปฝังกลบ

เศษผ้าจากการ์ตูน
คำบรรยายภาพ, เศษผ้าที่ปรากาฏป้ายยี่ห้อดิสนีย์ในภาพนี้ คือ ภาพของตัวการ์ตูนเอลซา ตัวละครชื่อดังในภาพยนตร์การ์ตูนยอดนิยมเรื่อง Frozen

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อุตสาหกรรมเผาอิฐในกัมพูชาถูกกล่าวหามาอย่างยาวนานว่า มีสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัยและไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง โรงงานเหล่านี้จ้างคนงานซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดในโลก และในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก็ยิ่งทำให้ความไม่เท่าเทียมนี้แย่หนักลงไปอีก

"สิ่งที่เราต้องทำ คือการพิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างไร โดยมองจากมิติของแรงงานและความไม่เท่าเทียม และต้องตระหนักด้วยว่า การเอารัดเอาเปรียบหาประโยชน์จากผู้ใช้แรงงานเป็นปัจจัยสำคัญในผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" พาร์สันส์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรยัลฮอลโลเวย์ กล่าว

กับดักความร้อน

แม้ว่างานในโรงงานเผาอิฐจะร้อนและยากเพียงใด แต่แรงงานอย่างจันเทรียและโกศลก็ไม่สามารถเลิกทำงานนี้ได้ พวกเขาเป็นเหยื่อของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ติดกับดักหลุมพรางอยู่ในวงจรของความร้อน

คนงานส่วนใหญ่ที่ทำงานในโรงงานเผาอิฐของกัมพูชาเป็นเกษตรกร จันเทรียเคยเป็นชาวนาปลูกข้าวมาก่อน แต่ฝนที่ตกน้อยไม่สม่ำเสมอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ยากที่จะได้ผลผลิตจากข้าวที่ปลูก

"เรากู้เงินมาจำนวนมาก หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวได้น้อยมาก และพอได้น้อยหลาย ๆ รอบเข้า เราก็จบด้วยการเป็นหนี้มหาศาล" จันเทรียกล่าว

สุดท้ายชาวนาอย่างจันเทรียก็ไม่มีทางเลือก นอกจากการย้ายถิ่นเข้ามาในกรุงพนมเปญด้วยความหวังว่าจะมีงานทำเพื่อเอามาใช้หนี้ นี่จึงเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหนี้สินที่เกิดกับชาวกัมพูชา จากสถิติของสมาคมสินเชื่อรายย่อยชี้ว่า ในประชากรวัยผู้ใหญ่ของกัมพูชาจำนวน 10 ล้านคน มีผู้ที่เป็นลูกหนี้รายย่อยแล้ว 2 ล้านคน โดยเป็นหนี้เฉลี่ยรายละ 3,320 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 119,000 บาท

ความไม่มั่นคงทางการเงินเหล่านี้ กลายเป็นเงื่อนไขที่ป้อนแรงงานให้กับโรงงานเผาอิฐ เจ้าของโรงงานยื่นข้อเสนอว่าจะจ่ายหนี้ให้ แต่คนงานต้องถูกผูกมัดให้ทำงานเป็นการตอบแทน ซึ่งส่วนมากแล้วคนงานก็จะทำกันเป็นครอบครัว บีบีซีได้เห็นเด็กจำนวนหนึ่งช่วยพ่อแม่ของพวกเขาเผาอิฐในโรงงาน แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการใช้แรงงานเด็กแล้วก็ตาม

ก่อสร้างกัมพูชา

ที่มาของภาพ, THOMAS CRISTOFOLETTI/ BBC

คำบรรยายภาพ, การก่อสร้างที่เฟื่องฟูของกัมพูชาต้องแลกมาด้วยการจ่ายต้นทุนของชุมชนที่ยากจนที่สุดในโลก

"ถ้าพวกเราเลิกทำ เราก็กลัวว่าจะถูกจับและเอาไปขังคุก" จันเทรียกล่าว "ดังนั้น เราจึงต้องทนทำต่อไป ถ้าเขา (นายจ้าง) ให้เราลุยไฟ เราก็จะทำ ถ้ามันทำให้เราได้เงินมาซื้อข้าวหรือใช้หนี้"

อย่างไรก็ดี ค่าจ้างที่คนงานเหล่านี้ได้ถือว่าต่ำมากเสียจนไม่อาจใช้หนี้ที่พวกเขามีได้ จันเทรียได้ค่าจ้าง 10,000 เรียลกัมพูชา หรือราว ๆ 88 บาท ต่อกองอิฐประมาณ 500 ก้อน

ด้วยเงินค่าจ้างเท่านี้ เธอต้องใช้จ่ายค่าอาหาร ค่าไฟ และค่าน้ำ บ้านของเธอคือเพิงกระท่อมที่อยู่ใกล้กับเตาเผาอิฐ เธอยังอุปการะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่เจอข้างถนนและรับมาเป็นลูกบุญธรรมด้วย เมื่อทุกคนหิว พวกเขาก็ใช้วิธีหาหอยตามทางเอามาทำอาหารกิน

"ผ่านไปหลายปีแล้ว ฉันก็ยังคืนหนี้เจ้าของไม่หมด" จันเทรียกล่าว และบอกว่า หนี้สินของเธอมีแต่เพิ่มขึ้น

นักวิจัยกล่าวว่า อุตสาหกรรมอิฐของกัมพูชา หล่อเลี้ยงการก่อสร้างของเมืองหลวงพนมเปญที่กำลังเจริญเติบโตขึ้น ที่นี่ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งสหราชอาณาจักร ซึ่งลงทุนไปแล้วราวหนึ่งพันล้านปอนด์

ในขณะที่ตึกสูงในพนมเปญกำลังผุดขึ้นระฟ้า อพาร์ทเมนท์ที่มีแอร์ทำความเย็นเกิดขึ้นตึกแล้วตึกเล่า แต่เมืองนี้กำลังทอดทิ้งผู้คนที่ช่วยก่อสร้างตึกเหล่านี้ขึ้นมา