หนึ่งเดือนที่ยังหาผู้รับผิดไม่ได้ รวมคำชี้แจงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุตึก สตง. ถล่ม

ที่มาของภาพ, Getty Images
การที่อาคารสำนักงานแห่งใหม่ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้าง เป็นตึกเดียวในกรุงเทพมหานครที่พังถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือนจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่มีศูนย์กลางในประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ยังคงทิ้งข้อกังขาไว้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ขณะที่การค้นหาผู้สูญหายยังคงดำเนินไป โดยในขณะนี้มีผู้สูญหาย 29 ราย ส่วนยอดผู้ที่เสียชีวิตอยู่ที่ 65 ราย
ในภาคส่วนการสืบสวนหาสาเหตุของการพังถล่มรวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องก็กำลังเดินการต่อไปเช่นกัน โดยเส้นตายของรัฐบาลต่อเรื่องนี้คือ 90 วัน จนถึงวันนี้ก็กินระยะเวลาไปแล้วกว่าหนึ่งในสามของเวลาทั้งหมด
โดยที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีตึกสตง. ถล่มเป็นคดีพิเศษใน 3 ฐานความผิด คือคดีนอมินี ตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542, ขยายผลเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และฮั้วประมูล รวมถึงได้เรียกตัวผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจง สอบปากคำ และดำเนินการจับกุมผู้ที่มีความผิดบางส่วนแล้ว
แล้วที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงต่อประเด็นต่าง ๆ ที่สังคมสงสัยอย่างไรบ้าง บีบีซีไทยรวบรวมคำชี้แจงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ มาดังนี้
ผู้รับเหมา: อิตาเลียนไทยฯ แจงไม่มีหน้าที่ดูแลด้านโครงสร้าง
การก่อสร้างที่ทำการตึกสตง. แห่งใหม่ ได้ทำสัญญาว่าจ้างก่อสร้างกับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ภายใต้กิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) โดยเมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าให้ข้อมูลกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในกรณีดังกล่าว โดยกล่าวเพียงสั้น ๆ ก่อนเดินเข้าห้องประชุมว่า ตนได้เตรียมเอกสารมาพร้อมชี้แจง และไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นอื่น ๆ แต่อย่างใด
ขณะที่พ.ต.ท.อมร หงษ์ศรีทอง ผู้อำนวยการกองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า รองประธานบริหารอาวุโส บมจ. อิตาเลียนไทยฯ ได้ให้ความร่วมมือที่ดีในการสอบปากคำ และชี้แจงในที่ประชุมถึงสัดส่วนการแบ่งงานระหว่าง บมจ.อิตาเลียนไทยฯ และบริษัทไชน่า เรลเวย์ฯ ว่า บริษัทไม่มีหน้าที่ดูแลในส่วนของโครงสร้างตึก สตง.
"สัดส่วนการแบ่งงานระหว่างเขา [อิตาเลียนไทยฯ] กับไชน่า เรลเวย์ฯ ในส่วนของอิตาเลียนไทยก็จะทำเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเข็มเจาะ แล้วก็ส่วนที่เป็นวิศวกรรมระบบ ในส่วนของไชน่า เรลเวย์ฯ เท่าที่เขา [นายเกรียงศักดิ์] ให้การ รับผิดชอบในส่วนของการทำโครงสร้างทั้งหมด" พ.ต.ท.อมร ระบุ

ที่มาของภาพ, EPA
ด้านบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ยังไม่เคยมีการให้สัมภาษณ์ หรือชี้แจงในประเด็นตึก สตง. ถล่ม แต่อย่างใด แม้หนึ่งในกรรมการบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุด 49% ชาวจีนคือ นายชวนหลิง จาง ถูกควบคุมตัวดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เมื่อวันที่ 19 เม.ย. แต่ล่าสุดศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวด้วยหลักทรัพย์เงินสด 5 แสนบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
นอกจากนี้ 3 คนไทย ผู้ร่วมถือหุ้นบริษัทไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) รวมกัน 51% ได้แก่ นายโสภณ มีชัย ถือหุ้น 40.7997% นายประจวบ ศิริเขตร ถือหุ้น 10.2% และนายมานัส ศรีอนันท์ ถือหุ้น 0.0003% ก็ได้เข้ามอบตัวแล้วเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกัน ด้วยหลักทรัพย์เป็นเงินสดราคาประกันคนละ 300,000 บาท
ทั้งนี้ตัวแทนจากกิจการร่วมค้า ไอทีดี-ซีอาร์อีซี (ITD-CREC) มีการหารือข้อเสนอแนวทางการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตึกสตง. ถล่ม เมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) พร้อมแจ้งความประสงค์ที่จะจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ โดยจดหมายข่าวประชาสัมพันธ์ดีเอสไอ ระบุว่า กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี "ประสงค์ให้สภาทนายความ ซึ่งเป็นคนกลางเข้าร่วมพิจารณาหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บแต่ละราย เมื่อมีหลักเกณฑ์และข้อตกลงที่เห็นพ้องต้องกันแล้ว กิจการร่วมค้า ITD - CREC พร้อมจะชำระเงินให้กับผู้มีสิทธิหรือผู้แทนโดยชอบธรรมในทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข"
ผู้รับจ้างควบคุมงาน ยังไร้คำชี้แจงประเด็นปลอมลายเซ็นวิศวกร
ตึกที่ทำการสตง. ถูกควบคุมการก่อสร้างโดยกิจการร่วมค้า พีเคดับเบิลยู (PKW) ซึ่งประกอบด้วย บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด ร่วมค้ากับ บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด และบริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อายัดสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราวของกิจการร่วมค้าดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตึกลานจอดรถของที่ทำการใหม่ของอาคาร สตง. ที่ถล่มลงมา
ทั้งนี้กิจการร่วมค้าพีเคดับเบิลยู ถูกกล่าวหาเรื่องการปลอมลายเซ็นวิศวกร โดยหนึ่งในวิศวกรที่อ้างว่าตนถูกปลอมลายเซ็นคือนายสมเกียรติ ชูแสงสุข ซึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า
"โครงการอาคาร สตง.นี้เคยติดต่อผมมาเมื่อปี 2563 ชวนให้มาร่วมงานกัน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการติดต่อกัน จนลืมไปแล้วว่าเคยมีการติดต่อเรื่องโครงการนี้ นี่ถ้าอาคารไม่ได้เกิดการถล่มลงมา จนมีการตรวจสอบกัน จะไม่รู้เลยว่ามีการอ้างชื่อผมเป็นวิศวกรควบคุมงาน เป็นเวลาถึง 5 ปี"
โดยนายสมเกียรติ ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกิจการร่วมค้าพีเคดับเบิลยู เป็นที่เรียบร้อย
โดยปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งเรียกวิศวกร 40 คน ที่ปรากฏลงลายมือชื่อในการก่อสร้างอาคาร สตง. มาให้ข้อมูล โดยเริ่มการสอบสวนขึ้นเมื่อวานนี้ (29 เม.ย) เป็นวันแรก
บริษัทออกแบบตึก สตง. ถูกกล่าวหาเรื่องวิศวกรขายลายเซ็น
อีกหนึ่งกรณีที่เป็นข้อถกเถียงของสังคมคือลายเซ็นของนายพิมล เจริญยิ่ง วิศวกรอายุ 85 ปี ในฐานะผู้ออกแบบ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสำนักงานข่าวอิศราว่า เขาเป็นวิศวกรของบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานออกแบบอาคาร สตง. แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับงานเซ็นชื่อออกแบบก่อสร้างอาคาร สตง.
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เหตุอาคาร สตง. ถล่ม เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ในที่ประชุมชุดสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวว่า นายพิมลได้เข้ามาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ และยอมรับว่าตนเป็นที่ปรึกษา โดยได้รับค่าจ้างจากการให้คำปรึกษาเป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท และหลังจากนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างตึก สตง. อีก และได้เซ็นในฐานะที่ปรึกษา ส่วนการดำเนินการส่วนอื่นเป็นของวิศวกรคนอื่นเป็นหลัก
ขณะที่นายธีระ วรรธนะทรัพย์ กรรมการของบริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะหัวหน้าผู้ออกแบบ ได้เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรณีสัญญาการออกแบบโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. แห่งใหม่ เมื่อวานนี้ (29 เม.ย) โดยไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ ของผู้สื่อข่าว นอกจากเพียงย้ำว่าตนได้เตรียมเอกสารมาพร้อมชี้แจงกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ
ทั้งนี้ ตั้งแต่เหตุการณ์ตึกถล่มเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) ในฐานะผู้รับจ้างออกแบบ ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่เป็นข้อสังเกตข้างต้นแต่อย่างไร
ผู้ผลิตเหล็ก "ซิน เคอ หยวน" ระบุว่า เหล็กได้มาตรฐาน
ก่อนหน้านี้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่ามีการตรวจพบเหล็กเส้น 2 ขนาดที่ตกมาตรฐาน ซึ่งถูกผลิตโดยบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด อีกทั้งกระทรวงอุตสาหกรรมยังเคยมีคำสั่งปิดบริษัทผลิตเหล็กดังกล่าวชั่วคราวไปเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่ผ่านมา รวมถึงมีการอายัดเหล็กจำนวนหนึ่งที่ไม่ผ่านมาตรฐานไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ได้จัดงานแถลงข่าวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเข้าร่วมโดยทนายความตัวแทนบริษัท 3 ราย คือนายปิยะพงศ์ คงมะลวน นายสุรศักดิ์ วีระกุล และนายปัทมากร ภิญโญชัยพลกุล
โดยนายสุรศักดิ์ ระบุว่ามาตรฐานการตรวจเหล็กของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ที่ได้นำตัวอย่างเหล็กของบริษัท SKY ไปตรวจ โดยมีรายงานผลออกมาว่าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐานเรื่องค่าโบรอนนั้น มีสาเหตุเนื่องจากเครื่องมือของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้า ไม่สามารถตรวจวัดค่าโบรอนได้ตามมาตรฐาน มอก.
บริษัท SKY จึงได้ส่งเหล็กชุดเดียวกันที่ตกมาตราฐานจากการตรวจสอบโดยสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ไปตรวจสอบที่สถาบันยานยนต์ ซึ่งมีเครื่องมือที่บริษัท SKY อ้างว่าสามารถตรวจสอบค่าโบรอนได้ตามมาตรฐานของมอก. โดยผลการตรวจสอบเหล็กชุดเดียวกัน บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด อ้างว่าผลออกมา ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด
"ผลการตรวจออกมาจากสถาบันยานยนต์ ค่าโบรอนทางเคมีของเหล็กซิน เคอ หยวน ที่ตรวจกับทางสถาบันเหล็กกล้าว่าตกเกณฑ์(นั้น) ทุกตัวผ่านหมด" นายสุรศักดิ์ กล่าวในงานแถลงข่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ทั้งนี้นายสุรศักดิ์ เสริมด้วยว่า บริษัท SKY ได้ทำหนังสือร้องขอไปยังสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ว่าขอความกรุณาให้ดำเนินการส่งเหล็กตัวอย่างดังกล่าวไปตรวจสอบยังสถาบันยานยนต์ แต่กลับได้รับการปฏิเสธ
ก่อนหน้านั้น นายเอกนัฏ กล่าวในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ ทีวี เมื่อวันที่ 3 เม.ย. ถึงสาเหตุที่ไม่อนุญาตให้บริษัทซิน เคอ หยวน นำเหล็กไปตรวจสอบอีกครั้งว่า "ไม่มีสิทธิ์ไปขอตรวจใหม่ ผลตรวจออกมาแล้ว แม้จะขอตรวจคู่ขนานเราก็ไม่ยอม ซึ่งสถาบันยานยนต์ก็มีมาตรฐานกำหนด เชื่อว่าแม้ตรวจสอบผลก็จะเหมือนกัน"
สตง. ยันทุกขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบราชการ
"ในการดำเนินการก่อสร้างดังกล่าว สตง. ได้ยึดหลักความสุจริต คุ้มค่า โปร่งใส ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตรวจสอบได้..กล่าวคือ สตง. ได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างโดยมีการเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน" นี่คือท่อนหนึ่งของถ้อยแถลงการณ์แรกจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เผยแพร่ออกมา 2 วันให้หลังวันเกิดเหตุตึก สตง. ถล่ม หลังสังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับการคอร์รัปชัน ฮั้วประมูล ของโครงการก่อสร้างดังกล่าว
จดหมายแถลงการณ์ของ สตง. ข้างต้นยังกล่าวด้วยว่า หน่วยงานได้แสดงเจตนารมณ์ด้านการป้องกันการทุจริต โดยได้จัดทำพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรมกับองค์กรณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)
อย่างไรก็ตาม นายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวในโพสต์บนเฟซบุ๊กขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ว่าข้อตกลงคุณธรรมดังกล่าว ถูกจัดทำขึ้นล่าช้า หลังที่การประมูลโครงสร้างเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งไม่ใช่ตรงตามแนวทางการปฏิบัติ จึงอาจทำให้มีช่องโหว่ในการตรวจสอบได้
"โดยปกติโครงการจะเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เริ่มเข้าสังเกตการณ์ตั้งแต่เขียนข้อกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) เพื่อป้องกันการล็อคสเปก การฮั้วประมูล และการตั้งงบประมาณสูงเกินจริง ให้ทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฏหมายอย่างเปิดเผยโปร่งใส แต่โครงการนี้ กลับไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐให้เข้าโครงการข้อตกลงคุณธรรม ทำให้ไม่มีผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมตั้งแต่ต้น" นายมานะ ระบุ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งสำคัญที่มีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตึก สตง. ถล่มลงมา คือการแก้แบบผนังปล่องลิฟต์ โดย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ระบุผ่านรายการ "เปิดโต๊ะข่าว" สำนักงานข่าวพีพีทีวี เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดการถล่มของตึก โดย สตง. ได้ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊กว่า การดำเนินการแก้แบบผนังปล่องลิฟต์ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยได้รับความเห็นชอบจากทั้ง ผู้รับจ้างออกแบบ ผู้รับจ้างควบคุมงาน และผู้รับจ้างก่อสร้าง โดยเอกสารชี้แจงจาก สตง. ระบุว่า
"กรณีการปรับแก้ผนังปล่องลิฟต์บางจุดเกิดขึ้นในช่วงการบริหารสัญญาระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยผู้รับจ้างก่อสร้างพบว่าแบบงานโครงสร้างขัดกับแบบงานสถาปัตยกรรมภายใน กล่าวคือขนาดของผนังปล่องลิฟต์บริเวณทางเดินเมื่อรวมกับวัสดุตกแต่งตามแบบ ทำให้ทางเดินมีความกว้างไม่เป็นไปตาม...สตง. จึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ"
โดยวันนี้ (30 เม.ย.) นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการ สตง. ได้เดินทางไปรัฐสภา เพื่อชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ปมตึกถล่ม โดยได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในประเด็นเรื่อง การตกแต่งหรูหราของตึก สตง. ที่ถล่มลงมา ที่ทางชมรม STRONG ต้านทุจริตแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเผยแพร่ก่อนหน้านั้น
"เก้าอี้แพงมีเพียงชุดเดียวคือ เก้าอี้ของประธาน และเก้าอี้ของกรรมการในห้องประชุม หลายคนเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ สตง.ทุกคนต้องนั่งเก้าอี้ตัวละ 90,000 บาท แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ไปดูรายละเอียดจากกรมบัญชีกลางได้ เจ้าหน้าที่เกิน 80% นั่งเก้าอี้ปกติ" นายมณเฑียร กล่าว
เมื่อถูกนักข่าวถามถึงข้อผิดพลาดใดที่คาดว่าอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่มลงมา นายมณเฑียร กล่าวว่า ขณะนี้ สตง. กำลังรอการสืบสวนจากกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาล ประกอบด้วย นายกสภาวิศวกรรมสถาน อาจารย์วิศวกรรม กรมโยธาธิการฯ รวม 22 คน

ที่มาของภาพ, Getty Images
"เราพบว่าอาคารแห่งนี้ การออกแบบไม่สอดคล้องกับกฎกระทรวงและมาตรฐาน..การพิจารณาความไม่ปกติของอาคารเน้นไปที่เรื่องโครงสร้าง ไม่ปกติในทางดิ่งและทางผังอาคาร รวมทั้งหมด 13 ด้าน" รศ.เอนก ศิริพานิชกร ที่ปรึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. และหนึ่งในสมาชิกคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการก่อสร้างอาคาร สตง.แห่งใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ "เจาะลึกทั่วไทย" เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม รศ.เอนก กล่าวอีกด้วยว่า แม้จะตรวจพบความไม่ปกติของโครงสร้างของตึก สตง. แต่คกก. ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสิ่งนี้เป็นสาเหตุของการถล่ม เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน
ทั้งนี้เขาคาดว่า คกก. อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 90 วันในการสอบสวน เพื่อหาว่าใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการถล่มของตึกสตง. ในครั้งนี้
ด้านนายมณเฑียร ยืนยันว่า สตง. พร้อมรับผิดชอบ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้กระทำผิดทั้งคดีฮั้วประมูลและนอมินี และหากพบคู่สัญญาทำผิด สตง.จะดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีการยกเว้น
"เป็นความผิดของใครก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเอกชนที่มารับจ้างหรือข้าราชการสตง. เราดำเนินคดีถึงที่สุด ทุกคนไม่เว้น" นายมณเฑียร กล่าว











