เหตุใดเด็กหนุ่มวัย 17 ปีถึงพากันหนีออกจากยูเครน ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, มาเรียนา มัทเวชุก
- Role, บีบีซีนิวส์ประจำยูเครน
“ผมไม่ต้องการไปรบในสงคราม” โอเล็กซานเดอร์ มิซาน จูเนียร์ วัย 18 ปี กล่าว “มันน่ากลัวมาก” และเขาเพิ่งหลบหนีออกจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน
ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา เขาออกจากบ้านและย้ายไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสโลวาเกีย ก่อนที่ตนเองจะมีอายุ 18 ปีได้เพียงสองสัปดาห์ ซึ่งเป็นอายุของผู้บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายของยูเครน
นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน ก.พ. 2022 การหลบหนีของเด็กหนุ่มได้กลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
แม้การเกณฑ์ทหารภาคบังคับจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีอายุได้ 25 ปี แต่ชายอายุมากกว่า 18 ปี ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ และนั่นคือเหตุผลที่เด็กหนุ่มหลายคนได้รับการอนุญาตจากครอบครัวให้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ ก่อนที่พวกเขาจะบรรลุนิติภาวะ
โอเล็กซานเดอร์บอกว่า เขาเริ่มคิดที่จะเดินทางออกนอกประเทศหลังพูดคุยกับเพื่อน ๆ ของเขา ซึ่งเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับความกลัวต่อการระดมพล การถูกเรียกให้เข้ารับราชการในกองทัพอย่างกะทันหัน และความไม่แน่นอนในอนาคตของประเทศที่อยู่ในสงคราม
โอเล็กซานเดอร์บอกว่า เพื่อน ๆ หลายคนมีความรู้สึกคล้ายกัน แม้พวกเขาต่างประณามการรุกรานของรัสเซีย แต่ก็ไม่ได้ต้องการมีส่วนร่วมในสงคราม และรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเห็นแนวโน้มว่าตัวเองอาจได้เข้าร่วมการสู้รบ
“มีเพื่อนผมเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เข้าร่วมกับกองทัพ” เขากล่าว “ที่เหลือไม่มีใครต้องการหรืออยากสู้รบเลย”
ในสโลวาเกีย โอเล็กซานเดอร์ได้สมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยและกำลังศึกษาภาษาสโลวัก แต่เขายังไม่มีเพื่อนหรือสังคมมากนัก พร้อมกันนี้ เขายังบอกด้วยว่าไม่มีแผนเดินทางกลับบ้านที่ยูเครนจนกว่าสงครามจะสิ้นสุดลง
ความหวาดกลัวการเรียกระดมพล
“การตัดสินใจออกจากประเทศ มันมักหมายถึงการสูญเสียเพื่อน ทอดทิ้งครอบครัวไว้ข้างหลัง ต้องไปปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ ๆ รู้สึกผิด และทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องท้าทายมาก ๆ” อ็อกซานา พิซาเรวา ครูประจำองค์กรการกุศลในยูเครนชื่อว่า เสียงจากเด็ก (Voices of Children) อธิบาย
องค์กรนี้ให้การสนับสนุนทางด้านจิตใจและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้กับครอบครัวต่าง ๆ โดยทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ทั่วยูเครน
“แน่นอนว่าเด็กหนุ่มทั้งหลายมักหัวร้อนง่าย แต่สงครามน่ากลัวกว่านั้น” เธอบอก
“ทุกคนหวาดกลัวมัน ไม่ว่าพวกเขาจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม ผู้ที่เลือกอยู่ในยูเครนต่อมักเผชิญกับความวิตกกังวลว่าจะโดนเกณฑ์ทหาร ความกลัวเหล่านี้มันฝังอยู่ในจิตใจ เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตและความตาย”

ที่มาของภาพ, Getty Images
จากข้อมูลของสถาบันประชากรศาสตร์แห่งรัฐของยูเครน จำนวนผู้ที่เดินทางออกจากยูเครนในปีนี้และยังไม่ได้กลับมาจนถึงตอนนี้ มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขของปี 2023
อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการว่าผู้เดินทางออกไปนั้นมีอายุเท่าใด ดังนั้นจึงไม่มีข้อมูลว่าเด็กอายุ 17 ปี ได้อพยพไปยังประเทศอื่นกี่คนแล้ว
จากข้อมูลของยูโรสแตท (Eurostat) ซึ่งเป็นสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป ระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี คิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของผู้เดินทางออกจากยูเครน นับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว
ขณะที่ตัวเลขของกระทรวงนโยบายสังคมของยูเครนชี้ให้เห็นว่า มีผู้คนราว 3.5 ล้านคนได้เดินทางออกนอกประเทศ และอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศต่าง ๆ ในยุโรป
ในทางกลับกัน สหภาพยุโรปกล่าวว่าพวกเขาได้รับชาวยูเครนมากกว่า 4.2 ล้านคน ที่เข้ามาอย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
เอลลา ลิบาโนวา ผอ.สำนักงานประชากรศาสตร์ของยูเครน บอกกับบีบีซีว่า ผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศและพร้อมจะเดินทางกลับมาหากสงครามยุติ มีจำนวนทั้งหมดเท่าไรนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
“ก่อนหน้านี้เราคาดว่าสงครามจะสิ้นสุดลงภายในปี 2025 แต่ตอนนี้พวกเราคิดว่าหากไม่จบลงภายในปี 2027 หรืออาจจะลากยาวไปจนถึง 2030 ดังนั้น มันเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้เลย เพราะมันยากเกินกว่าจะคาดเดาได้” เธอบอก
นักสังคมวิทยายังชี้ให้เห็นด้วยว่า หนึ่งในความท้าทายของยูเครนในอนาคตคือ มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของอายุและเพศของประชากรอย่างรุนแรง เนื่องจากการระดมกำลังพลของผู้ชายและการอพยพของผู้หญิงจะทำให้การสร้างครอบครัวเป็นเรื่องยากมากขึ้น
ในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมเยาวชนยูเครนเมื่อเดือนที่แล้ว นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดีของยูเครน ให้คำมั่นว่าเขาจะส่งเสริมสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับพวกหนุ่มสาว เช่น การให้แพ็กเกจเงินช่วยเหลือด้านการศึกษา รวมถึงการลดเงินดาวน์สำหรับการกู้ซื้อบ้านต่าง ๆ
“แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่ยูเครนจะไม่ยอมสูญเสียคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งไปกับสงคราม” เขากล่าว และต่อมาได้ประกาศแนวคิดที่จะสร้างกระทรวง ซึ่งมีภารกิจดูแลชาวยูเครนที่เดินทางกลับมาบ้านเป็นหลัก
อนาคตที่มืดมนสิ้นหวัง
“ผู้คนไม่มั่นใจในยูเครนต่อไปแล้ว พวกเขาไม่เห็นอนาคตที่นี่” แม็กซิม เซมีดอตสกี วัย 18 ปีกล่าว
เขาเป็นหนึ่งในคนหนุ่มสาวไม่กี่คนที่เลือกจะเดินทางกลับยูเครน หลังออกนอกประเทศไปแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากสงครามที่ยังดำเนินอยู่
เขาออกจากบ้านในภูมิภาคเคอร์ซอนทางตอนใต้ของยูเครนเมื่อปี 2022 หลังจากพื้นที่ดังกล่าวตกอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย โดยเขาและครอบครัวเลือกย้ายไปอยู่ในไอร์แลนด์
ต่อมาเคอร์ซอนได้รับการปลดปล่อยเมื่อเดือน ต.ค. 2022 แต่มันเป็นพื้นที่ติดกับแนวหน้าของสมรภูมิ และบ่อยครั้งมักถูกกองทัพรัสเซียยิงเข้ามา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในเดือน ส.ค. 2023 สองเดือนก่อนที่แม็กซิมจะมีอายุ 18 ปี เขาตัดสินใจเดินทางกลับยูเครน
“ญาติของผมเตือนว่ามันน่าจะลำบาก แต่ผมก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินด้วยตัวเอง” เขากล่าว
เขามีแฟนสาวรออยู่ และพวกเขาก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ที่กรุงเคียฟ โดยแม็กซิมกลับมาฝึกฝนอาชีพช่างเชื่อมอีกครั้ง
“สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือการชนะสงคราม” เขากล่าว “ผมต้องการกลับไปยังเคอร์ซอน และสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่จากซากปรักหักพัง”
เขาบอกว่าตนเองไม่กลัวที่จะเข้าร่วมการสู้รบในสงคราม หากถูกเรียกให้เข้ารับราชการในกองทัพ
“ให้ผมไปรบตอนนี้เลยก็ได้ แต่ผมต้องฝึกฝนทักษะอาชีพเพื่อหาเลี้ยงชีพให้ได้ก่อน” เขาบอก
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเห็นของนักเรียนยูเครนพบว่า มากกว่า 1 ใน 4 บอกว่าพวกเขาต้องการเดินทางออกนอกประเทศ











