"ฉันบอกลูกสาวว่า มือถือของพ่อเสียเลยโทรหาเราไม่ได้"

ที่มาของภาพ, Wanida Maarsa
ในบรรดาตัวประกันกว่า 240 คน ที่กลุ่มฮามาสจับไปเป็นตัวประกันในฉนวนกาซา มีพลเมืองไทยรวมอยู่ด้วย ซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุด
มีแรงงานไทยราว 25,000 คน ทำงานในฟาร์มเกษตรของอิสราเอลในช่วงที่กลุ่มฮามาสเปิดฉากโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ต.ค. อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยยืนยันว่า มีแรงงานไทยที่ถูกลักพาตัวไปเพียง 24 คน เท่านั้น ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และบาดเจ็บอีก 19 คน
อย่างไรก็ตาม ในรายชื่อแรงงานไทยที่เป็นตัวประกันอยู่ซึ่งยืนยันโดยรัฐบาลไทย กลับไม่มีชื่อของ นายอนุชา อ่างแก้ว แรงงานไทยวัย 28 ปี แม้ว่าภรรยาจะเห็นรูปที่มีเขาอยู่เผยแพร่โดยกลุ่มฮามาสทางออนไลน์แล้ว
นายอนุชา หรือที่เพื่อนสนิทเรียกชื่อว่า อาร์ต เป็นคนอีสาน เดินทางไปทำงานในอิสราเอลเป็นเวลาสองปีแล้ว
"ชีวิตของพวกเราดีขึ้นมากนับตั้งแต่อาร์ตเดินทางไปทำงานที่อิสราเอล" นส.วนิดา มาอาษา ภรรยาของเขาบอกกับบีบีซีผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์
เธอเล่าต่อว่า สามีส่งเงินกลับมาที่บ้านทุกเดือน เดือนละประมาณ 50,000 บาท และสามารถล้างหนี้ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินเรื่องไปทำงานที่อิสราเอลหมดแล้ว
"ในช่วงแรก (ที่สามีเดินทางไปอิสราเอล) ฉันเองก็รู้สึกกังวล แต่เพื่อนคนงานไทยหลายคนที่ทำงานในฟาร์มเดียวกันมาหลายปีบอกว่า ไม่เคยมีคนไทยเสียชีวิตจากการโจมตีเลย" เธอกล่าวเพิ่มเติม

ที่มาของภาพ, Wanida Maarsa
แต่ความรู้สึกของเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. จนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่สามีของเธอถูกลักพาตัวไป แต่เธอยังแข็งใจไม่ยอมปริปากถึงเรื่องนี้ให้ลูกสาวอายุ 7 ขวบได้รับรู้
"ลูกสาวเฝ้าแต่ถามว่าเมื่อไหร่พ่อจะโทรมาหาพวกเรา ฉันบอกไปเพียงว่า มือถือของพ่อเสียเลยโทรหาพวกเรายังไม่ได้" เธอเล่าให้ฟัง
ครั้งสุดท้ายที่เธอได้คุยกับสามีก็คือช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ 6 ต.ค. หลังจากที่เขาทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยติดต่อกันเป็นสัปดาห์ในไร่อะโวคาโด ในเช้าวันถัดมาเธอจึงส่งข้อความไปหาเขา ในจำนวนนั้นเป็นรูปและคลิปวิดีโอของลูกสาว ที่เล่นโทรศัพท์เป็นแล้วและพยายามถ่ายรูปและคลิปส่งให้พ่อได้ดู
"เขากลับไม่อ่านข้อความ หรือโทรกลับมาอย่างที่เคย ฉันตระหนักว่าอะไรเกิดขึ้นกับเขาในช่วงเช้าวันนั้น เมื่อเห็นภาพของเขาทางสื่อสังคมออนไลน์" เธอย้อนเล่าเหตุการณ์ในเช้าวันที่ 7 ต.ค.
หนึ่งในเพื่อนร่วมงานของนายอนุชาบอกเธอว่า สามีของเธอส่งข้อความมาบอกเขาว่า เขาหลบซ่อนตัวในที่หลบภัยขณะที่กลุ่มฮามาสเข้ามาโจมตี
"ฉันจะยังคงไม่บอกอะไร (กับลูก) ฉันต้องการรอต่อไปจนกว่าจะทราบว่าเขาจะได้กลับมาหรือไม่" เธอบอก

ที่มาของภาพ, Alex Sherman
อีกหนึ่งครอบครัวที่มาบอกเล่าเรื่องราวที่ยังรอคอยสมาชิกครอบครัวซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรมคือ ครอบครัวเชอร์มาน ซึ่งมีเชื้อชาติอิสราเอล-อาร์เจนตินา
ในขณะนั้น รอน ลูกชายวัย 19 ปีของครอบครัวซึ่งเป็นทหารประจำการอยู่ที่จุดผ่านแดนเอเรซ ณ เวลา 6.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 7 ต.ค. ได้โทรศัพท์หาพ่อของเขา
"ผมได้ยินเสียงปืน ผู้คนกรีดร้องเป็นภาษาอารบิก ผมคิดว่าที่นี่จะต้องมีผู้ก่อการร้ายอย่างแน่นอน" อเล็กซ์บอกว่า นี่คือคำพูดของรอน ลูกชายของเขาซึ่งอธิบายสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นขณะนั้น
รอนหวั่นว่าเสียงคุยโทรศัพท์ของเขาจะทำให้ตกเป็นเป้า จึงตัดสินใจเปลี่ยนเป็นส่งข้อความหาพ่อแม่จากที่หลบภัยภายในฐานทัพอิสราเอลแทน
"ลูกชายของผมประจำการที่จุดผ่านแดนที่มีการขนส่งสินค้าเข้าออก เขาไม่ได้เป็นทหารรบ เพราะว่าเขาเป็นโรคหืด ปอดเขาก็อ่อนแอและยังต้องใช้ยาสูด" อเล็กซ์ เชอร์มาน เล่าให้บีบีซีฟัง
ข้อความสุดท้ายของรอนที่ส่งให้ครอบครัวคือ "พวกเขาอยู่ด้านหน้าประตูแล้ว นี่คงเป็นวาระสุดท้ายของผม รักพ่อและแม่มากนะครับ"
ทั้งพ่อและแม่ของเขาต่างตกอยู่ในภาวะช็อกหลังจากได้อ่านข้อความ
"พวกเราตัวแข็ง ได้แต่มองกันไปมา ภรรยาของผมคิดว่าเขาคงตายไปแล้ว ส่วนผมยังหวังว่าพวกนั้นจะจับตัวเขาไปในขณะที่ยังมีชีวิต" อเล็กซ์เล่าให้ฟัง
อีกราว 4-5 ชั่วโมงต่อมา มีการเผยแพร่วิดีโอทางสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นว่า กลุ่มฮามาสได้ลักพาตัวรอนไป ซึ่งรอนเป็นหนึ่งใน 15 ตัวประกันชาวอาร์เจนตินาที่ถูกควบคุมตัวไว้ในเขตฉนวนกาซา

ที่มาของภาพ, Alex Sherman
"สำหรับพวกเรา วิดีโอนั้นถือว่าเป็นของขวัญ เมื่อได้เห็นว่าลูกของเรายังคงมีชีวิต และผมอยากคิดว่าพวกเขาจะยังคงไว้ชีวิตลูกชายเราเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อรอง (กับอิสราเอล)" เขากล่าว
"มีช่วงหนึ่งในคลิปวิดีโอ ที่เป็นภาพเด็กชายสามคนที่ถูกลักพาตัว รอนนั่งอยู่ตรงกลาง เขาแสดงสีหน้าหวาดกลัวสุดขีดอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน"
อเล็กซ์คิดว่า ปฏิบัติการบุกภาคพื้นดินแบบเต็มรูปแบบของกองทัพอิสราเอลเข้าไปในเขตกาซาจะสามารถช่วยให้ลูกชายของเขาได้รับการปล่อยตัว
"กลุ่มฮามาสจะเข้าสู่การเจรจาก็ต่อเมื่อถูกกดดันอย่างหนักเท่านั้น" เขากล่าว
แม้จะผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน รวมถึงกลุ่มฮามาสเปิดเผยว่าตัวประกันจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีชาวต่างชาติอยู่ด้วย ถูกสังหารไปแล้ว แต่อเล็กซ์ก็ยังคงรอต่อไป
"ผมหวังว่า เขา (ลูกชาย) จะได้ยินผมและรู้ว่าพวกเรากำลังทำทุกวิธีเพื่อช่วยเหลือเขาออกมาให้ได้ ตอนนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปภายในห้องของเขา ผมหวังว่าจะได้สวมกอดเข้าอีกครั้ง" อเล็กซ์ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นในใจออกมา

ที่มาของภาพ, MASHAV Israel
อีกกรณีเป็นเรื่องราวของนักศึกษาชาวแทนซาเนียสองคน ที่ถูกจับกุมเป็นตัวประกันในเขตกาซาเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ เคลเมนซ์ เฟลิกซ์ เอ็มเทงกา วัย 22 ปี นักศึกษาฝึกงานด้านเกษตรกรรม ตอนเกิดเหตุเขากำลังทำงานในนิคมการเกษตรใกล้กับชายแดนกาซา
"ครอบครัวรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก เขาคือน้องชายฉันที่เพิ่งเดินทางไปอิสราเอลไม่นาน" คริสตินา เอ็มเทงกา พี่สาวของเขาบอกในรายการวิทยุของบีบีซี แผนกภาษาสวาฮิลี
"ส่วนข้อความที่อยากส่งถึงเคลเมนซ์คือ อยากให้เขากล้าหาญ อยากให้เขารู้ว่าพวกเรารักเขา และจะสวดอ้อนวอนทั้งคืนและวันเพื่อให้เขากลับมาอย่างปลอดภัยในเร็ววัน" เธอกล่าวทิ้งท้าย











