จะเกิดอะไรขึ้น 9 ก.ย. วันศาลฎีกาฯ สั่ง ทักษิณ-ผบ.เรือนจำกรุงเทพฯ ฟังคำสั่ง "คดีชั้น 14" พร้อมสรุป 4 ปมสำคัญจาก วิษณุ "พยานปากสุดท้าย"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร มาฟังคำสั่ง "คดีชั้น 14" วันที่ 9 ก.ย. หลังเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวน โดยมี ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ขึ้นเบิกความเป็นปากสุดท้ายในฐานะพยานของฝ่ายจำเลย
ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ศาลฎีกาฯ เปิดไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" จำเลยได้รับอนุญาตให้ไม่ต้องมาศาล
บทสรุปของการไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงรวม 7 นัด เรียกพยานบุคคลรวม 31 ปากขึ้นเบิกความ จะเกิดขึ้นในอีก 41 วันข้างหน้า โดยศาลมีคำสั่งให้นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายทักษิณ ชินวัตร จำเลย เข้าฟังคำสั่งศาลในวันที่ 9 ก.ย. เวลา 10.00 น.
อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ต้องรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ รวมระยะเวลา 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ทว่าเขาไม่ได้นอนในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้แต่คืนเดียว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัวนายทักษิณออกจากเรือนจำช่วงกลางดึกของวันที่ 22 ส.ค. 2566 ด้วย "อาการฉุกเฉิน" ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 หลังจากนั้นนักโทษชายเด็ดขาด (น.ช.) รายนี้ก็ไม่ได้กลับเข้าเรือนจำอีกเลย
ในระหว่างพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ นายทักษิณยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี ก่อนออกจาก รพ.ตำรวจ วันที่ 18 ก.พ. 2567 หลังเข้าเกณฑ์ได้รับการ "พักการลงโทษ" เป็นกรณีพิเศษตามระเบียบกรมราชทัณฑ์
การไต่สวนนัดสุดท้าย ได้ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาล "ประยุทธ์" ขึ้นเบิกความในฐานะพยานเพียงหนึ่งเดียวของฝ่ายจำเลย ใช้เวลา 35 นาที โดยเขาได้จัดทำและส่งเอกสารประกอบคำเบิกความให้ศาลล่วงหน้าด้วย อย่างไรก็ตาม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ ไม่ได้ซักถามอะไรพยานปากนี้เลย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายวิญญัติให้เหตุผลในการยื่นชื่อนายวิษณุเป็นพยานในคดีนี้ว่าเขาเป็น "พยานที่ประจักษ์ข้อเท็จจริง" โดยรู้ถึงการกลับมาประเทศไทย การรับตัว และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ปรากฏอาการป่วยของอดีตนายกฯ
นี่ถือเป็นคดีที่ 2 แล้วที่นายวิษณุปรากฏตัวกลางศาลในฐานะพยานฝ่ายจำเลย นอกจากคดีชั้น 14 ในวันนี้ ยังมีคดีมาตรา 112 ที่นายวิษณุขึ้นให้การต่อศาลอาญาไปก่อนหน้านี้ จึงน่าสนใจว่าทีมทนายความของอดีตนายกฯ โน้มน้าวอย่างไรถึงทำให้นายวิษณุยอมมาเป็นพยานให้
นายวิญญัติตอบคำถามของบีบีซีไทยว่า ไม่ได้มีการโน้มน้าว แต่ได้กราบเรียนเชิญและสอบถามอาจารย์ว่ามีสิ่งใดที่จะให้ข้อเท็จจริงต่อศาลได้ เพราะเห็นว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องและรับรู้ในฐานะรักษาการ รมว.ยุติธรรม เป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้างข้อเท็จจริงขึ้นมา แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น จึงไปขอความกรุณาให้ท่านมาเป็นพยาน
บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการไต่สวน "พยานปากเอก" โดยแบ่งออกเป็น 4 ช่วงเวลาสำคัญ และเพิ่มเติมบริบทที่เกี่ยวข้องในช่วงนั้น ๆ ซึ่งคำเบิกความของนายวิษณุบางส่วนไม่ตรงกับข้อมูลที่เขาเคยสื่อสารต่อสาธารณะก่อนหน้านี้
สรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" 6 นัดที่ผ่านมา
1. ก่อนทักษิณกลับไทย
สรุปคำเบิกความ
นายวิษณุระบุว่า หลังทราบข่าวจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเดินทางกลับไทยของอดีตนายกฯ จึงมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2 ครั้งเพื่อเตรียมการรองรับ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม, รองปลัดกระทรวงยุติธรรมที่กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์, อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร, ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (มีผู้บัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ผบช.น. ครั้งหนึ่ง และผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ ผช.ผบ.ตร. อีกครั้งหนึ่ง)
นอกจากนี้ เขายังเดินทางไปสำรวจสนามบินดอนเมืองเมื่อ 21 ส.ค. 2566 เพื่อสอบถามและซักซ้อมขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง และการควบคุมตัวนักโทษไปศาลและเรือนจำ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
คำกล่าวในอดีต
ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. 2566 นายวิษณุถูกผู้สื่อข่าว "ถามข่าว" เรื่องการกลับบ้านเกิดของอดีตนายกฯ ในรอบ 15 ปีหลายต่อหลายครั้ง โดยเจ้าตัวมักตอบว่า "ไม่ทราบ" หรือ "ยังไม่ได้รับรายงาน" หรือ "ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ" แต่ยอมรับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ กรมราชทัณฑ์ และศาล ได้เตรียมการรองรับไว้หมดแล้ว เพียงแต่ขอว่าอย่าเดินทางกลับมาในวันหยุด
"ขอให้อย่าไปเจอวันหยุด ไม่ว่าจะวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุดชดเชย เพราะเป็นวันที่ศาลปิดทำการ และจะไม่สามารถออกหมายฝากขังได้ ต้องนำตัวไปขังที่อื่น ซึ่งจะเป็นเรื่องยุ่งยาก" นายวิษณุให้สัมภาษณ์เมื่อ 9 ส.ค. 2566
แม้กระทั่งวันที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของนายทักษิณโพสต์ข้อความเมื่อ 19 ส.ค. 2566 ว่า จะไปรับบิดาที่สนามบินดอนเมืองในวันที่ 22 ส.ค. 2566 นายวิษณุก็ "ยังไม่รู้" แต่ย้ำว่าหากจะเดินทางกลับมาในฐานะผู้ต้องหาต้องประสานกระทรวงยุติธรรมก่อน และจะใช้ "แผนเดิม" ที่เตรียมการเอาไว้
นอกจากนี้เขายังแจกแจงขั้นตอนเอาไว้ว่า ทันทีที่นายทักษิณเดินทางกลับถึงไทย ลงเครื่องที่ดอนเมือง จะเป็นการดำเนินคดีตามปกติเหมือนผู้ต้องหาทั่วไป โดยนายทักษิณจะต้องไปรับหมายขังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะคุมตัวไปที่กรมราชทัณฑ์เพื่อเข้าเรือนจำคลองเปรม ซึ่งก่อนเข้าเรือนจำก็ต้องมีการตรวจสุขภาพเหมือนผู้ต้องหาปกติทุกอย่าง
อดีตนายกฯ คนที่ 23 ประกาศแผนเดินทางกลับบ้านเกิดเป็นครั้งแรกด้วยการทวีตข้อความผ่านบัญชีทวิตเตอร์เมื่อ 1 พ.ค. 2566 โดยระบุว่า "ผมคงต้องขออนุญาตกลับไปเลี้ยงหลาน เพราะผมอายุจะ 74 ปี กรกฎานี้แล้ว พบกันเร็ว ๆ นี้ครับ ขออนุญาตนะครับ" ก่อนเปิดเผยวัน-เวลาเหยียบแผ่นดินไทยหลังจากนั้น ทว่ามีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการหลายครั้ง ครั้งแรกบอกว่า "ก่อนวันเกิด (26 ก.ค.)" ต่อมาเปลี่ยนเป็น 31 ก.ค. 2566 แต่เลื่อนเป็น 10 ส.ค. 2566 จากนั้นขยับอีกครั้งเป็น 22 ส.ค. 2566 และสุดท้ายนายทักษิณก็เดินทางกลับไทยในวันดังกล่าวจริง ๆ
2. วันเข้าเรือนจำ
สรุปคำเบิกความ
ตอนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวของนายทักษิณถึงท่าอากาศยานดอนเมืองในช่วงเช้า 22 ส.ค. 2566 นายวิษณุจำไม่ได้แน่ชัดว่าเขาอยู่ที่บ้านพักหรือที่ทำงาน แต่เมื่ออดีตนายกฯ ผ่านขั้นตอนการรับหมายขังที่ศาลฎีกาฯ และถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว นายวิษณุจึงรุดไปที่นั่นเพื่อประชุมร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง โดยถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาเข้าไปภายในเรือนจำ
รักษาการ รมว.ยุติธรรม ได้สำรวจพื้นที่ที่เคยใช้คุมขังนักโทษคนดัง อาทิ นายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องขังคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพพาณิชย์การ (บีบีซี) ซึ่งเป็นห้องขังเดี่ยว, นายวิโรจน์ นวลแข ผู้ต้องขังคดีทุจริตปล่อยสินเชื่อธนาคารกรุงไทยให้ บมจ.กฤษฎามหานคร ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยรวมภายในทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์, นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ต้องขังคดีทำเอกสารรายงานการประชุมเท็จ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในพื้นที่ห้องสมุดของเรือนจำ
ส่วนสาเหตุที่ต้องจัดเตรียม "ที่คุมขังพิเศษ" ให้นายทักษิณนั้น นายวิษณุแจกแจงเหตุผลเอาไว้ 3 ข้อคือ 1. เป็นบุคคลสำคัญที่มีตำแหน่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งสามารถจัดที่คุมขังให้ได้เหมือนกับนักการเมืองคนอื่น ๆ 2. อาจถูกประทุษร้ายโดยนักโทษอื่น เพราะ "ท่านก็มีศัตรูเยอะ" 3. มีอาการเจ็บป่วยเนื่องจากสูงอายุ อีกทั้งยังมีประวัติการรักษาในต่างประเทศ แต่ ณ เวลานั้นไม่มีใครเห็นเวชระเบียนดังกล่าว
ไฮไลท์ของคำเบิกความนายวิษณุคือ การเปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า "ได้เจอ" นายทักษิณที่สถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะสวมใส่ชุดนักโทษแล้ว และได้สนทนากันราว 20 นาที โดยมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ร่วมรับฟังด้วย ส่วนใหญ่เป็นการถามสารทุกข์สุกดิบ และพยายามพูดคุยเพื่อให้ผ่อนคลายลง
"ผมยังแหย่คุณทักษิณไปว่าพอหมดเคราะห์หมดโศกรอบนี้ ท่านน่าจะต้องโกนหัวบวชเข้าสู่ทางธรรม… ที่ผมกระเซ้าไป เพราะหวังให้ calm down (สงบจิตสงบใจ)" นายวิษณุเบิกความตอนหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Reuters
คำกล่าวในอดีต
การรุดเข้าไปติดตามสถานการณ์ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ของนายวิษณุ เป็นสิ่งที่สังคมรับรู้เป็นการทั่วไป เพราะเมื่อเสร็จภารกิจในวันนั้น เขาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว
ทว่าข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงกันคือ นายวิษณุกล่าวในเวลานั้นว่า "ไม่ได้พบ" นายทักษิณ แต่ไปพบนายนัสที ทองปลาด ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ (ขณะนั้น) เพื่อมอบแนวทางการปฏิบัติหลังจากรับตัวนายทักษิณ และรับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีโรคประจำตัวที่ต้องรักษา 4 โรคตามที่แพทย์แถลง ที่ผ่านมาไม่ทราบว่านายทักษิณป่วยเป็นโรคโควิด-19 และลุกลามลงปอดจนป่วยเรื้อรัง แต่เท่าที่ทราบมีอาการดีขึ้น วันนี้ไม่ได้ย้ำหรือสั่งการอะไรเป็นพิเศษ
เขายังกล่าวถึงอาการป่วยที่กำลังรักษาอยู่ว่ามีประวัติการรักษาจากสิงคโปร์ และเป็นภาษาอังกฤษจึงต้องใช้เวลาแปลเอกสาร ส่วนจะส่งตัวออกไปรักษาที่ รพ.ภายนอกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเห็นของแพทย์ ไม่ต้องขอความเห็นจากกระทรวงยุติธรรม
นายวิษณุให้ความเห็นด้วยว่า นายทักษิณ "เป็นบุคคลสำคัญที่มีความเสี่ยงหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย" จึงต้องเข้ากำชับด้วยตัวเอง
ส่วนที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่าการเดินทางกลับไทยของนายทักษิณ รัฐบาลมีส่วนช่วยเหลืออำนวยความสะดวกหรือไม่นั้น รองนายกฯ ตอบกลับว่า "รัฐบาลจะไปอยู่แล้ว คุณจะให้อำนวยอะไรหนักหนา เดี๋ยว 5 โมงเย็นวันนี้ก็เก็บของกันหมดแล้ว"
นายทักษิณเดินทางกลับไทย ในวันเดียวกับที่ที่ประชุมรัฐสภามีมติเห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ คนที่ 30
3. รพ.ตำรวจ ชั้น 14
สรุปคำเบิกความ
แม้กำชับกรมราชทัณฑ์เรื่องการรับตัวนักโทษที่เป็นบุคคลสำคัญ แต่นายวิษณุยืนยันว่าไม่เคยสั่งการให้ย้ายผู้ต้องขังป่วยไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ แต่อย่างใด เพียงแต่มีการสอบถามว่าหากจำเป็นต้องส่งตัวไปรักษาภายนอกเรือนจำ มี รพ. ใดบ้าง
ชื่อ รพ. ที่ถูกเอ่ยขึ้นกลางวงประชุมมีอย่างน้อย 4 รพ. โดย 2 แห่งแรกเป็น รพ. ที่อยู่ใกล้กับเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้แก่ รพ.พระนั่งเกล้าฯ และ รพ.ชลประทาน แต่หากมีอาการเจ็บป่วยจำเพาะที่ต้องการแพทย์เฉพาะทางให้พิจารณา รพ. ที่มีบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับทางราชทัณฑ์ โดยมีการระบุถึง รพ.พระมงกุฎเกล้า และ รพ.ตำรวจ
กระทั่งราวเที่ยงคืนเศษของวันที่ 23 ส.ค. 2566 นายวิษณุได้รับโทรศัพท์จากนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม รายงานว่ามีการย้ายตัวผู้ต้องขังออกไปรักษา รพ. ภายนอก หลังมีอาการป่วย "แพทย์หรือพยาบาลไม่แน่ใจบอกว่าจำเป็นต้องส่งตัวออก ซึ่ง ณ เวลาที่โทรแจ้งมา ได้ย้ายนักโทษไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจแล้ว" และ "จริง ๆ เขาแจ้งว่ามี request (คำขอ) ไป รพ.พระราม 9 แต่ผมบอกว่าไม่ได้เด็ดขาด ให้เข้า รพ.ของรัฐเท่านั้น ซึ่งพอเป็น รพ.ตำรวจ ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะมีการพูดชื่อนี้ตั้งแต่กลางวันแล้ว และเป็น รพ. ที่มี MOU กับราชทัณฑ์"
คำกล่าวในอดีต
นายวิษณุเคยพูดถึงอาการป่วยของนายทักษิณหลังอยู่ใน รพ.ตำรวจ 9 วัน (31 ส.ค. 2566) โดยกล่าวว่า "ป่วยอยู่ที่ รพ.ตำรวจจริง ออกจากเรือนจำพิเศษจริง เพราะป่วย ความดันโลหิตขึ้นเกือบ 200 และกินยาสลายลิ่มเลือดและมีภูมิแพ้ ร่วมกับสลดหดหู่ใจ ทำให้อาการทรุดหนักลง แต่ขนาดไหนนั้น ผมไม่ทราบ จึงได้มีการส่งตัวไปที่ รพ.ตำรวจ"
เขายังเปิดเผยด้วยว่า ได้พูดคุยกับนายแพทย์ใหญ่ของ รพ.ตำรวจ เพื่อฝากฝังให้ช่วยดูแลช่วงที่นายทักษิณอยู่ รพ.ตำรวจ
อีกครั้ง เขาตอบคำถามสื่อมวลชนถามที่ว่านายทักษิณอยู่ที่ รพ. จะนับว่าเป็นการจำคุกด้วยหรือไม่ โดยบอกว่า "นับ อยู่ในกำหนดระยะเวลาด้วย และถือว่าอยู่ในการควบคุมของกรมราชทัณฑ์ตลอด" ก่อนแจกแจงเรื่องการส่งพนักงานกรมราชทัณฑ์ 4 คนไปเฝ้า และมีอำนาจออกระเบียบว่าใครเข้าเยี่ยมบ้าง เข้าเยี่ยมได้กี่คน คนละกี่นาที รวมทั้งตัดผมหรือไม่ตัดผม เสื้อผ้าใส่ชุดไหน กรมราชทัณฑ์เป็นผู้กำหนดทั้งหมด
ในความเห็นของนักกฎหมายรายนี้ สิ่งที่นายทักษิณได้รับ "เป็นสิทธิที่นักโทษพึงมี ถ้าป่วยจริง ถือเป็นสิทธิธรรมดา ไม่ใช่อภิสิทธิ์"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
4. ขอพระราชทานอภัยลดโทษ
สรุปคำเบิกความ
นายวิษณุยอมรับว่า ตอนพบกันในเรือนจำ นายทักษิณได้สอบถามเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ แต่เขาไม่ได้ขยายรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติมต่อศาล
เขาเพียงแต่ชี้แจงขั้นตอนในการดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษ และยืนยันว่าในฐานะรักษาราชการแทน รมว.ยุติธรรม เรื่องไม่เคยมาที่เขา ไม่ทราบเลย มาทราบอีกทีตอนได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้วในวันที่ 1 ก.ย. 2566
คำกล่าวในอดีต
ในวันแรกที่นายทักษิณเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รองนายกฯ วิษณุให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะตัวว่า เป็นเรื่องที่ผู้ต้องโทษต้องยื่นต่อพัศดีเรือนจำ ก่อนส่งไปที่ราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม จากนั้นส่งให้นายกรัฐมนตรี และสำนักองคมนตรี ซึ่งผู้ต้องขังสามารถยื่นเรื่องได้ทันทีที่ได้รับโทษจำคุก
"สุดแต่จะมีบรมราชวินิจฉัยช้าเร็วนาน ยังไงก็เป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย" นายวิษณุกล่าว
"นักโทษที่ยื่นตั้งแต่วันแรกมีเยอะแยะไป เพียงแต่ว่าคุณยื่นเร็วไปหน่อย มันก็จะเกิดความเสี่ยงว่าคุณจะอ้างคุณงามความดี ผลงานอะไร โดยมากเขาจะอ้างว่ามารับโทษอยู่แล้วระยะหนึ่ง และเป็นนักโทษชั้นดี ชั้นเยี่ยม คือมีเรื่องให้พรรณนา ถ้าหากว่าเร็วไปอาจจะยังไม่มีเรื่องให้พรรณนา หรือมีผมก็ไม่รู้" รักษาการ รมว.ยุติธรรม กล่าวเมื่อ 22 ส.ค. 2566
ต่อมาวันที่ 31 ส.ค. 2566 นายวิษณุยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่าได้รับหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษจากนายทักษิณแล้ว แต่ขอตรวจสอบเอกสารก่อน ยังบอกไม่ได้ว่าจะนำส่งทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
ในเวลานั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายเศรษฐาเป็นนายกฯ คนใหม่แล้ว และอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่
ทว่าในวันรุ่งขึ้น (1 ก.ย. 2566) มีการเผยแพร่พระราชหัตถเลขาพระราชทานอภัยลดโทษให้นายทักษิณ ซึ่งรองนายกฯ วิษณุอธิบายเพิ่มเติมถึงขั้นตอนต่อไปว่าจะดำเนินการปกติเช่นนักโทษทั่วไป ถ้านายทักษิณหายป่วยก็จะต้องกลับเข้าเรือนจำ และย้ำว่าอดีตนายกฯ ไม่สามารถขอพระราชทานอภัยโทษได้เพิ่มอีก นั่นหมายความว่านายทักษิณต้องโทษจำคุกอีก 1 ปี และไม่มีการลดหย่อนโทษอีก เพราะถือเป็นพระราชอำนาจเด็ดขาดแล้ว
พระราชหัตถเลขาอภัยลดโทษลงวันที่ 31 ส.ค. 2566 แต่ประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาในวันรุ่งขึ้น (1 ก.ย. 2566) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
เนื้อความเป็นการไล่เลียงคดีความและโทษที่นักโทษชายทักษิณต้องได้รับ ก่อนระบุตอนหนึ่งว่า "รวมกำหนดโทษจำคุก 8 ปี รับโทษมาแล้ว 10 วัน เหลือโทษจำคุก 7 ปี 11 เดือน 20 วัน อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร"

ที่มาของภาพ, ราชกิจจานุเบกษา
ในการไต่สวนนัดก่อน นายวิญญัติได้นำพระราชหัตถเลขาอภัยลดโทษฉบับนี้มาแสดงต่อหน้า ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และสอบถามถึงการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษของจำเลยและถามว่ายืนยันข้อเท็จจริงตามนี้หรือไม่ ซึ่งอดีต ผบ.เรือนจำ อ่านแล้วกล่าวว่า "ยืนยันข้อเท็จจริง"
นายวิญญัติให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การพระราชทานอภัยโทษถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องระมัดระวังการพูดจา เป็นเรื่องสำคัญเหนือเกล้าเหนือฯ ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ไม่ใช่ว่านายทักษิณจะทำด้วยตัวเองได้ ในขณะนั้นเป็นช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และมีขั้นตอนในการดำเนินการ
คำเตือนของทนายความนายทักษิณมีขึ้นหลังจาก นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ สมาชิกกลุ่มขับไล่รัฐบาลที่ใช้ชื่อว่า "คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย" ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับขั้นตอนการถวายฎีกาของนายทักษิณว่า มีการ "ลัดขั้นตอน" หรือไม่ เพราะใช้เวลาเพียง 9 วัน และในพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษมีคำว่า "รับโทษมาแล้ว 10 วัน" แสดงว่ามีการถวายฎีกาตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. 2566 ซึ่งนายทักษิณยังไม่ป่วย ยังอยู่ในเรือนจำ อีกทั้งขั้นตอนสำคัญในการขอพระราชทานอภัยโทษคือผู้ต้องขังมีความสำนึกผิดหรือยัง
"หลังจากนายทักษิณออกจากเรือนจำ ได้มีการปราศรัยหลายครั้ง ไม่แสดงสำนึกในความผิดที่ก่อ ทูลเท็จต่อองค์พระมหากษัตริย์ มีการลัดขั้นตอน และคนอายุ 70 ปีที่ป่วยในเรือนจำมีมากมาย ทำไมนายวิษณุต้องเจาะจงทำให้คนนี้คนเดียว ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่" นพ.ตุลย์ตั้งคำถาม
จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันที่ 9 ก.ย.
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนในนัดที่ 7 ทั้งทนายความของอดีตนายกฯ และบรรดาอดีตนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกเรียกว่า "ขาประจำ" ของนายทักษิณ ต่างออกมาแสดงความเห็นตรงกันว่าคดีนี้ถือเป็น "คดีประวัติศาสตร์"
นายวิญญัติกล่าวว่า การไต่สวนการบังคับโทษแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อน ในฐานะทนายความที่อายุเข้าหลัก 5 ไม่เคยเห็น จึงถือเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องจับตามอง อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธจะให้ความเห็นว่าสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกาที่จะออกมาได้หรือไม่ แต่ได้ศึกษาข้อกฎหมายและเตรียมการไว้หมดแล้ว
ส่วนการที่ศาลมีคำสั่งเรียก ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาฟังคำสั่งวันที่ 9 ก.ย. นายวิญญัติตีความว่า ไม่มีนัยสำคัญอะไรแน่นอน เพราะเป็นเรื่องกระบวนการไต่สวนบังคับโทษ ผู้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งก็คือกรมราชทัณฑ์ โดย ผบ.เรือนจำถือเป็นผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ศาลจึงออกหมายเรียกเพื่อให้เข้ามาฟังคำสั่งศาล
ต่างจากความเห็นของนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่มองว่า คำสั่งให้ ผบ.เรือนจำมาศาลเพื่อฟังว่าสิ่งที่ยังไม่บังคับโทษจำเลย ให้บังคับโทษ "ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน ถ้าเป็นนักโทษทั่วไปก็คือให้เอารถเรือนจำมารอรับนักโทษไป"
นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นี่ถือเป็นคดีตัวอย่าง คดีประวัติศาสตร์ หากการบังคับโทษมิชอบ ศาลก็จะระบุชัดเจนเลยว่านายทักษิณต้องกลับไปจำคุกอีกกี่เดือนกี่วัน โดยหลังจากนี้จะตรวจสอบตามประเด็นที่ได้ร้องต่อศาลไปก่อนหน้านี้ว่า 1. นายทักษิณป่วยทิพย์หรือไม่ 2. ผู้ร่วมขบวนการให้นักโทษไม่ต้องติดคุกมีใครบ้าง และ 3. พยานแต่ละคนให้ข้อเท็จจริงขัดแย้งกันอย่างไร เชื่อว่าจะมีคดีอื่น ๆ ตามมาหลังจากวันที่ 9 ก.ย.











