6 หมอ รพ.ตำรวจ ตอบคำถามคาใจอาการป่วยของ "ชายชั้น 14" ระหว่างศาลไต่สวนนัด 5

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
แพทย์เจ้าของไข้ของนายทักษิณ ชินวัตร ระบายความในใจว่าไม่คิดว่า "ต้องมาขึ้นศาล" ในระหว่างการเปิดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนนัดที่ 5 "คดีชั้น 14"
พยานบุคคลที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ (18 ก.ค.) เป็นนายแพทย์รวม 6 คน โดยมีทั้งผู้บริหาร รพ.ตำรวจ และทีมแพทย์ผู้รักษาอาการป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะพักรักษาตัวอยู่ที่ ชั้น 14
ในจำนวนนี้มี 4 คนคือ นายแพทย์ใหญ่/อดีตนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ 2 คน และนายแพทย์เจ้าของใบแสดงความเห็นแพทย์อีก 2 คน กำลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหญ่ไต่สวนความผิดกรณีเอื้อประโยชน์ให้นายทักษิณไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ ทั้งที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยจริง อันอาจเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่
เมื่อไต่สวนมาจนถึงนัดที่ 5 จึงเท่ากับว่าข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรวมทั้งหมด 12 คนที่ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบ ถูกหมายเรียกมาศาลเพื่อไต่สวนครบทุกคนแล้ว
นอกจากต้องต่อสู้คดีในชั้น ป.ป.ช. แพทย์ 2 คนที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ยังถูกลงโทษ "พักใช้ใบอนุญาต" กำหนดให้มีผล 1 ต.ค. 2568 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีชายชั้น 14 เช่นกัน โดยแพทยสภาเห็นว่า แพทย์ทั้ง 2 คนนี้ "ให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง"
พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ คนปัจจุบัน เปิดเผยว่า เขาได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของแพทยสภาต่อศาลปกครองแล้ว
ขณะที่ พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ซึ่งเป็นนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ในวันรับตัวนายทักษิณ ปฏิเสธจะตอบคำถามของบีบีซีไทยเรื่องการอุทธรณ์คำสั่งแพทยสภา
สำหรับ "คดีชั้น 14" เป็นการไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่อย่างไร โดยมีอัยการสูงสุด (อสส.) และ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ และมีนายทักษิณ เป็นจำเลย แต่ได้รับอนุญาตไม่ต้องมาศาล จึงแต่งตั้งทนายเข้าร่วมรับฟังกระบวนการไต่สวนแทน
การไต่สวนในนัดนี้ใช้เวลา 4.3 ชม. (ไม่รวมเวลาพักศาลตอนเที่ยง) โดยไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวและผู้รับฟังการไต่สวนภายในห้องพิจารณาคดีจดบันทึกคำเบิกความเช่นเดิม เนื่องจากเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของจำเลยซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมรับฟังภายในห้องพิจารณาคดีมากกว่าทุกนัดที่ผ่านมา โดยมีทั้งผู้ติดตามของคณะแพทย์ รพ.ตำรวจ แพทย์จากสถาบันอื่น นอกจากนี้นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งขึ้นเบิกความในฐานะพยานปากแรกเมื่อ 13 มิ.ย. ยังมาร่วมรับฟังตั้งแต่ต้นจนจบด้วย
บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากการเบิกความของของพยานทั้ง 6 ปาก และให้บริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับพยานและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะก่อนหน้านี้
เปิดตัวหมอเจ้าของไข้ ผู้ไม่คิดว่า "ต้องมาขึ้นศาล"
นายทักษิณป่วยจริงหรือไม่? เป็นโรคอะไรกันแน่? อาการหนักแค่ไหน? วิกฤตหรือไม่อย่างไร? น่าจะเป็นคำถามคาใจของใครหลายคนในสังคม
ผู้ที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีที่สุด หนีไม่พ้น แพทย์เจ้าของไข้ซึ่งรับผิดชอบ ดูแลและรักษานายทักษิณขณะอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 ตลอดระยะเวลา 6 เดือน (ส.ค. 2566-ก.พ. 2567)
พ.ต.อ. นพ.ชนะ จงโชคดี นายแพทย์ (สบ 5) รพ.ตำรวจ วัย 49 ปี คือหมอคนแรกที่มีโอกาสพบและตรวจร่างกายของนายทักษิณ หลังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร "ส่งตัวฉุกเฉิน" มายัง รพ.ตำรวจ และทาง รพ. รับตัวไว้รักษาเมื่อเวลา 0.30 น. ของวันที่ 23 ส.ค. 2566
แม้เป็นศัลยแพทย์ เชี่ยวชาญด้านสมอง ระบบประสาท และกระดูกสันหลัง แต่ขณะเกิดเหตุ เขาเป็นแพทย์เวร จึงต้องรุดมายัง รพ. เพื่อดูแลคนไข้ที่ราชทัณฑ์ส่งตัวมาด้วย "อาการนอนไม่หลับ แน่นหน้าอก วัดความดันโลหิตสูง ระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ" ก่อนรายงานข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชารับทราบ
การไต่สวนพยานปากนี้ ศาลมุ่งซักถามถึงอาการป่วยและแผนการรักษานายทักษิณโดยละเอียด ตั้งแต่วันรับตัวเป็นผู้ป่วยในของ รพ.ตำรวจ ไปจนถึงวันออกจาก รพ. ช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 18 ก.พ. 2567 หลังนายทักษิณได้รับการพักการลงโทษตามระเบียบราชทัณฑ์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ย้อนไปการไต่สวนนัดก่อนเมื่อ 15 ก.ค. ศาลเรียกแพทย์ประจำทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ขึ้นเบิกความ 2 ปาก โดยให้ทั้ง 2 คนอ่านและแปลความเอกสารหลักฐานทางการแพทย์หลายฉบับที่ รพ.ตำรวจ บันทึกไว้ขณะนายทักษิณพักอยู่ชั้น 14 ไม่ว่าจะเป็น ใบแสดงความเห็นทางการแพทย์, บันทึกของแพทย์ขณะมาตรวจเยี่ยมอาการของนายทักษิณ (progress note), บันทึกของพยาบาลที่เฝ้าไข้ (nurse note)
มาวันนี้ ศาลได้นำเอกสารทั้งหมดมาสอบทานซ้ำจากแพทย์ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง และใช้เวลานานมากในการให้ พ.ต.อ. นพ.ชนะ ได้อธิบายความส่วนนี้
ประเด็นสำคัญจากการไต่สวนพยานปากนี้ อาทิ
- การตรวจร่างกายและวินิจฉัยอาการเบื้องต้นจากเอกสารบันทึกผลการตรวจร่างกายผู้ป่วยของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และประวัติการรักษาจากต่างประเทศ
- อาการของนายทักษิณขณะพักอยู่ที่ชั้น 14
- ความหมายระหว่างบรรทัดจากบันทึกติดตามอาการของแพทย์ (progress note)
- การตรวจ ติดตามอาการ และแผนการรักษานายทักษิณ ซึ่งอ้างถึง "แผนเตรียมการผ่าตัด"
- มาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วยทั่วไปเปรียบเทียบกับผู้ป่วยจากราชทัณฑ์
- การออกใบแสดงความเห็นแพทย์ในคราวที่ครบกำหนดพักรักษาตัวนอกเรือนจำนานเกินกว่า 120 วัน
ในระหว่างการซักถามขององค์คณะซึ่งใช้เวลาเกือบ 1 ชม. 30 นาที แพทย์เจ้าของไข้ของนายทักษิณ ซึ่งเป็นชายร่างเล็ก มีอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ทันทีที่ศาลเริ่มถามคำถามข้อแรก เขาเอ่ยปากขอกระดาษและปากกามาจด โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะฟังคำถามไม่ทัน โดยเจ้าหน้าที่ศาลได้จัดให้ตามขอ และในระหว่างตอบข้อซักถามของศาล เขาขึ้นต้นประโยคว่า "สมมติ..." อย่างน้อย 3 ครั้ง ก่อนขอถอนคำดังกล่าวออกและเริ่มตอบใหม่ นอกจากนี้เขายังยกมือขึ้นมาไหว้ เอ่ยคำว่า "ขอโทษ" และ "ขอบคุณ" ศาลเป็นระยะ ๆ
แม้แสดงท่าทีกังวล แต่ พ.ต.อ. นพ.ชนะ ก็ค่อย ๆ ตอบคำถามของศาลไป กระทั่งมาถึงประเด็นเรื่องข้อกฎหมายและความรับผิดชอบในการดูแลผู้ป่วยราชทัณฑ์
"คิดแค่ว่าเป็นหมอ ผมมีหน้าที่รักษา (เงียบพักหนึ่ง) ไม่ใช่ต้องมาขึ้นศาลแบบนี้" แพทย์เจ้าของไข้ของนายทักษิณกล่าวกลางศาล พลางยกมือขึ้นมาปาดบริเวณหน้า ซึ่งบีบีซีไทยนั่งอยู่ด้านหลังพยาน จึงไม่อาจสังเกตเห็นสีหน้าของเขาได้ชัดเจน แต่หลังจากนั้น มีบางจังหวะที่เขาเงียบ ต้องขอศาลหยุดพูดครู่หนึ่ง ก่อนตอบคำถามต่อ และยังเป็นพยานคนแรกที่ศาลอนุญาตให้เจ้าหน้าที่นำน้ำดื่มมาเสริฟให้ที่คอกพยาน
ทักษิณป่วยเป็นอะไรบ้าง?
นอกจากแพทย์เจ้าของไข้ พยานอีกปากที่ถูกเรียกมาไต่สวนเพราะเป็นเจ้าของใบแสดงความเห็นแพทย์ ซึ่งใช้ประกอบการพิจารณาพักรักษาตัวนอกเรือนจำนานเกินกว่า 120 วันเช่นกันคือ พล.ต.ต. นพ.สามารถ ม่วงศิริ รองแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ
เขายังเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่ทำการรักษานายทักษิณขณะอยู่ รพ.ตำรวจ โดยเป็นผู้ช่วยผ่าตัดบริเวณนิ้วมือ
นอกจากนี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระดับ "อาจารย์หมอ" ที่ร่วมทีมรักษานายทักษิณคือ พล.ต.ต. นพ.ศุภฤกษ์ พัฒนปรีชากุล นายแพทย์ (สบ 6) รพ.ตำรวจ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและทรวงอก และ พล.ต.ท. นพ.สุรพล เกษประยูร ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ซึ่งเป็นผู้นำการผ่าตัดให้นายทักษิณ 2 ครั้ง ทั้งกรณีการผ่าตัดบริเวณนิ้วมือ และผ่าตัดบริเวณหัวไหล่
ศาลไต่สวนทีมแพทย์ผู้รักษาอดีตนายกฯ ในประเด็นต่าง ๆ อาทิ อาการป่วยของนายทักษิณ, แนวทางการรักษา รายละเอียดในการผ่าตัด ตลอดจนการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด, ความจำเป็นในการต้องพักรักษาตัวภายใน รพ.ตำรวจ เป็นเวลา 6 เดือน, อาการป่วยที่นำไปสู่การส่งตัวออกจากเรือนจำเทียบกับการรักษาที่เกิดขึ้นจริง
พยานหลายคนให้การตรงกันว่า นายทักษิณปฏิเสธที่จะเข้ารับการผ่าตัดในอาการป่วยบริเวณคอและหลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่แสดงไว้ในเวชระเบียนก่อนส่งตัวออกจากเรือนจำ
อาการวิกฤตหรือไม่?
ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเริ่มต้นที่ทําให้สังคมเข้าใจว่านายทักษิณมีอาการ "ฉุกเฉิน" หรือ "วิกฤต" มาจากการความเห็นแพทย์ทั้งที่ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ตำรวจ ที่ได้รับการเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ในวันส่งตัวออกนอกเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อ 23 ส.ค. 2566 กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า นายทักษิณมีอาการนอนไม่หลับ แน่นหน้าอก วัดความดันโลหิตสูง ระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ พร้อมระบุถึงโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือโรคหัวใจ "แพทย์จึงมีความเห็นว่าเพื่อป้องกันความเสี่ยงอันตรายที่อาจจะส่งผลต่อชีวิต เห็นควรส่งตัวไป รพ.ตำรวจ"
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันรับตัวนายทักษิณว่า "กลัวพวกความดันสูงมาก ๆ เดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องสมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสมอง"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในการออกหมายเรียกแพทย์ รพ.ตำรวจ มาไต่สวนวันนี้ ศาลจึงซักถามถึงนิยามของ "ภาวะฉุกเฉินเร่งด่วน" "ภาวะวิกฤต" และ "อาการทุเลา" จากทีมแพทย์ผู้มีส่วนในการรักษาอาการป่วยของนายทักษิณโดยตรง ซึ่งคำตอบของพยานเกือบทั้งหมดออกมาในทิศทางเดียวกัน
นอกจากนี้ในระหว่างการไต่สวนพยานอีก 2 ปากคือ พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ในขณะเกิดเหตุ เขาเป็นนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ และ พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ 8) รพ.ตำรวจ คนปัจจุบัน ศาลก็ยังซักถามในประเด็นเดียวกันนี้
พยานปากหลังนี้ยังถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้นายทักษิณได้อยู่นอกเขตเรือนจำ เพราะเป็นเจ้าของใบแสดงความเห็นของแพทย์ประกอบการพิจารณากรณีพักรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นเวลานานเกิน 30 วัน และ 60 วัน
ในอีก 2 เดือนข้างหน้า คุณหมอทั้ง 2 คนนี้อาจต้อง "เว้นวรรค" การประกอบวิชาชีพเวชกรรม ตามมติแพทยสภาเมื่อ 8 พ.ค. เนื่องจากให้ข้อมูลไม่ครบถ้วนจากข้อเท็จจริงในทางการแพทย์ จึงเป็นการกระทำผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565
พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ ถูกสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 3 เดือน (1 ต.ค.-31 ธ.ค. 2568) จากคำให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน 2 ครั้ง ซึ่งแพทยสภาเห็นว่า "ทำให้การเจ็บป่วยดูมีความรุนแรง"
- ครั้งแรกเมื่อ 23 ส.ค. 2566 เขาแจ้งถึงตัวเลขความดันของนายทักษิณ และบอกว่า "กลัวพวกความดันสูงมาก ๆ เดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องสมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสมอง"
- ครั้งที่สองเมื่อ 27 ส.ค. 2566 เขาแจ้งว่ามีการตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง หรือเอคโค่ (echo) และเอกซเรย์ปอด พบว่า มีอาการบวมน้ำในปอดอยู่ ความดันยังทรงตัว และยังมีอาการไอและหอบ "คุณหมอทางด้านหัวใจ คุณหมอปอดเขายังเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่"
ส่วน พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ ถูกสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 6 เดือน (1 ต.ค. 2568-31 มี.ค. 2569) จากการออกใบแสดงความเห็นแพทย์ 2 ฉบับ ซึ่งถูกนําไปใช้ประกอบการขอความเห็นชอบกรณีผู้ต้องขังต้องพักรักษาตัวนอกเรือนจําเกินกว่า 30 วัน และ 60 วัน โดยแพทยสภาชี้ว่าเป็นการออกเอกสารและให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง มีพิรุธ และ "อาจทำให้มีผู้อื่นผู้ใดได้ประโยชน์โดยมิชอบ"
- ฉบับแรกเมื่อ 15 ก.ย. 2566 ระบุว่า "การรักษายังไม่สิ้นสุด เพราะต้องรักษาแผลผ่าตัด ตรวจและวางแผนผ่าตัดโรคร้าย อาจจําเป็นต้องรักษาต่อเนื่องใน รพ."
- ฉบับที่สองเมื่อ 18 ต.ค. 2566 ระบุว่า "ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วน เพราะมีอาการปวดรุนแรง มือและแขนอ่อนแรง"
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ ระบุว่า ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของแพทยสภาต่อศาลปกครองแล้ว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ทำไมต้อง "ชั้น 14"?
ทำไมต้อง รพ.ตำรวจ? ห้องที่ชั้น 14 หน้าตาเป็นอย่างไร? เคยมีบุคคล "วีไอพี" คนอื่นไปพักบ้างหรือไม่ เช่นใครบ้าง? เป็นอีกกลุ่มคำถามที่ถูกโยนขึ้นมาทั้งกลางเวทีรัฐสภาและผ่านหน้าสื่อ
ที่ผ่านมา เราอาจเคยได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ มาบ้างประปราย ทว่าไม่มีครั้งใดที่คำตอบของแต่ละคน-แต่ละส่วน จะช่วยฉายภาพชั้น 14 ได้ดีเท่ากับการฟังพยานเบิกความต่อหน้าศาลฎีกาฯ และทำให้ผู้ที่ไม่เคยเดินทางไป รพ.ตำรวจ มาก่อน พอจะจินตนาการถึงห้องพักที่นายทักษิณใช้ชีวิตอยู่นาน 6 เดือน
ในการไต่สวนนัดก่อน ๆ บีบีซีไทยได้ฟังคำบรรยายเกี่ยวกับสภาพของชั้น 14 จาก "พยาบาลเวร" ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ผู้ทำหน้าที่ประสานงานส่งตัวนายทักษิณไปรักษาที่ รพ.ตำรวจในคืนเกิดเหตุ และรับทราบสภาพภายในหอผู้ป่วยที่นายทักษิณพักอยู่จากปากคำของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์หลายคนซึ่งทำหน้าที่ "ผู้คุม" ทั้งในคืนส่งตัวออกและเข้าเวรเฝ้าอยู่ด้านหน้าห้อง
แต่นั่นคือมุมมองจาก "คนนอก" วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ยิน-ได้ฟังคำชี้แจงจาก "คนใน" รพ.ตำรวจเอง ที่พูดถึงเหตุผลความจำเป็นในการเลือกห้องพักชั้น 14 ให้นายทักษิณรักษาอาการป่วยและพักฟื้น, เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ภายในห้อง เปรียบเทียบกับหอผู้ป่วยฉุกเฉิน (ไอซียู), คนไข้และผู้ต้องขังรายอื่น ๆ ที่เคยพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ทว่าไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่า ใคร-ชื่ออะไร คือผู้ตัดสินใจจัดห้องชั้น 14 ให้ผู้ต้องขังรายนี้อยู่
ศาลมีคำสั่งให้ รพ.ตำรวจ ส่งเอกสาร 3 รายการให้ศาล ได้แก่ รายชื่อผู้ป่วยที่เคยพักชั้น 14 ก่อนที่นายทักษิณจะไปพักอยู่, รายชื่อผู้ต้องขังที่เคยพักรักษาตัวที่ชั้น 14, ใบคำสั่งของแพทย์ผู้รักษา (doctor order sheet)
เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เรียกห้องพักชั้น 14 ของนายทักษิณว่า "ห้องควบคุมพิเศษ" ต่างจากมุมมองและความเข้าใจของนักการเมืองและประชาชนทั่วไปที่เห็นว่าเป็นพื้นที่ "หอผู้ป่วยพิเศษระดับสูง" (Premium ward) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "ห้องพิเศษ" แม้แต่แพทย์ รพ.ตำรวจ ที่มาเบิกความในวันนี้อย่างน้อย 2 คนก็ยังเรียกห้องที่นายทักษิณพักว่า "ห้องพิเศษ"
กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ข้อ 5 (2) ห้ามผู้ต้องขังพักพิเศษแยกจากผู้ป่วยทั่วไป เว้นแต่ต้องพักรักษาตัวในห้องควบคุมพิเศษตามที่สถานที่รักษาผู้ต้องขังจัดให้
ก่อนหน้านี้เมื่อ ส.ค. 2567 มีการเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรณีนายทักษิณได้รับสิทธิรักษาพยาบาลดีกว่าผู้ต้องขังรายอื่น เนื้อหาตอนหนึ่งระบุถึงกรณีที่นายทักษิณเข้าพักที่ชั้น 14 โดยทาง รพ.ตำรวจ หนึ่งในผู้ถูกร้อง ชี้แจงว่า ขณะนั้นเป็นเพียงชั้นเดียวที่มีห้องว่าง ซึ่งห้องที่นายทักษิณรักษาตัวถือเป็น "ห้องพิเศษระดับปกติ ไม่ใช่ห้องใหญ่หรือมีอัตราค่าห้องที่แพงที่สุด"
กสม. จึงมีข้อสังเกตว่า "หากนายทักษิณป่วยจนอยู่ในระดับวิกฤตตามที่ชี้แจงจริง ก็ควรต้องได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด และพักในห้องสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน แต่นายทักษิณกลับพักในห้องพิเศษซึ่งตามปกติมีไว้สำหรับผู้ป่วยที่พ้นจากภาวะวิกฤตและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ใบเสร็จ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องเอกสารค่ารักษาพยาบาลในช่วง 6 เดือน ซึ่งปรากฏรายการ "ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด" เพียง 9 ฉบับ จากทั้งหมด 27 ฉบับ ส่วนที่เหลือเป็นค่าห้องพักและค่าอาหาร ศาลจึงซักถามแพทย์หลายปากถึงการสั่งยาและการใช้ยาของผู้ต้องขังรายนี้
ก่อนเข้าร่วมรับฟังการไต่สวน นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเอกสารที่อ้างว่าเป็นสำเนาใบเสร็จรับเงิน รพ.ตำรวจ ขณะรักษาตัวของนายทักษิณ ตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. 2566-19 ก.พ. 2567 รวม 26 รายการ เป็นเงินทั้งสิ้น 2,475,276 บาท มาแสดงต่อสื่อมวลชน
เขาบอกว่า ผู้บังคับบัญชาของตำรวจได้สั่งการให้ทาง รพ.ตำรวจ รายงานว่า นายทักษิณเข้าพักรักษาตัวโดยใช้สิทธิประเภทใด ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ต้องขังเป็นจำนวนเงินเท่าใด ผู้ใดเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทั้งหมด พร้อมทั้งขอเอกสารการใช้สิทธิที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด
นายชาญชัยระบุว่า นายทักษิณย้ายจากราชทัณฑ์ไป รพ.ตำรวจ ในวันที่ 23 ส.ค. 2566 แต่มีการเก็บเงินครั้งแรกลงวันที่ 4 ก.ย. 2566 เป็นการเก็บค่าสารอาหารทางเส้นเลือด 150 บาท นอกนั้นเป็นค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางพยาบาล และค่าห้อง 137,640 บาท ไม่มีค่ายา แต่กลับอ้างว่าป่วยวิกฤติ หรือถ้าดูใบเสร็จลงวันที่ 19 ก.พ. 2567 จำนวน 172,403.50 บาท พบว่า มีค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค 11,461 บาท ค่าเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา 47,324 บาท ค่าห้องและค่าอาหาร 57,350 บาท แต่หลังจากนั้น 7 วันก็ออกไปเดินฉุย ๆ ได้แล้ว
อดีตนักการเมืองรายนี้ยืนยันว่า ใบเสร็จนี้ไม่ใช่เวชระเบียน เป็นสิ่งที่เปิดเผยได้ และส่วนตัวได้เอกสารเหล่านี้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย และขอท้าให้มาตรวจสอบ
"ถ้าดูตามใบเสร็จจะพบว่าไม่มีอาการของโรคที่จะต้องรักษาด้วยยาเลย แล้วใครไปบังคับให้นายทักษิณให้นอนโรงพยาบาลถึง 181 วัน" นายชาญชัยตั้งคำถาม และบอกว่าจะยื่นเอกสารนี้ต่อศาลในวันที่ 25 ก.ค. เพื่อประกอบการไต่สวน
อย่างไรก็ตามบีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของเอกสารที่นายชาญชัยนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะได้ และไม่อาจเปรียบเทียบได้ว่ามีเนื้อหาเหมือนหรือต่างจากเอกสารที่ศาลใช้ในการไต่สวนในวันนี้หรือไม่
สรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" 4 นัดที่ผ่านมา
วิษณุ ขึ้นเบิกความในฐานะพยานฝ่ายจำเลย 30 ก.ค.
ถึงขณะนี้ศาลเรียกพยานบุคคลมาไต่สวนแล้ว 27 ปาก ยังเหลือการไต่สวนอีกอย่างน้อย 2 นัดคือ วันที่ 25 ก.ค. เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคของจำเลย ซึ่งศาลแจ้งว่าเบื้องต้นมี 3 ปาก และวันที่ 30 ก.ค. คือ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีของหลายรัฐบาล ซึ่งมาเบิกความในฐานะพยานฝ่ายจำเลย
ผ่านมาจนถึงนัดที่ 5 สิ่งที่บรรดาอดีตนักการเมืองและนักกิจกรรมการเมืองขั้วตรงข้ามกับนายทักษิณ ยังรู้สึก "คาใจ" มี 2 ประเด็นตามความเห็นของนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. โดยเขาถามหา 1. กล้องวงจรปิดของทั้งเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และ รพ.ตำรวจ อยู่ที่ไหน และ 2. ใครคือผู้อนุมัติและกำหนดให้ใช้ชั้น 14 ในการรักษาตัวนายทักษิณ
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี เรียกร้องให้นายวิษณุที่เคยระบุว่านายทักษิณจำคุกแล้ว นำหลักฐานภาพถ่ายที่มีการลงทะเบียนระบบข้อมูลผู้ต้องขัง (รท.101) ที่นายทักษิณถอดเสื้อในแดนคุมขัง และมีการถ่ายรูปตรงและด้านข้าง มาเพื่อยืนยันต่อศาลว่าเข้าไปในแดนคุมขังและมีการลงทะเบียนจริง












