ประเด็นใดจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" ของทักษิณ ในนัด 4 ที่ทำให้หมอวรงค์บอกว่าเป็น Endgame

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ผ่านมาครึ่งทางของการไต่สวน "คดีชั้น 14" ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทนายความของอดีตนายกฯ ยังยืนยันคำเดิมว่า "ไม่กังวล" ต่างจากอดีตนักการเมืองขั้วตรงข้ามที่มองว่า "แทบจะน็อกแล้ว" หลังฟังข้อมูลอาการป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร
การเปิดศาลไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะจำเลย เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่อย่างไร หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" ในนัดที่ 4 ใช้เวลารวม 5 ชม. (ไม่นับเวลาพักศาลตอนเที่ยง)
กลุ่มบุคคลที่ศาลมีหมายเรียกมาเบิกความในวันนี้ (15 ก.ค.) เป็นผู้บริหารและอดีตผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ รวม 6 คน
ข้าราชการระดับสูงกลุ่มนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกฯ คนที่ 23 เมื่อครั้งเป็น "นักโทษชายเด็ดขาดชาย (น.ช.)" ที่ถูกควบคุมตัวจากศาลฎีกาฯ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อ 22 ส.ค. 2566 ก่อนย้ายออกไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 ในช่วงกลางดึกของวันนั้น นับจากนั้นนายทักษิณก็ไม่ได้กลับเข้าเรือนจำอีกเลย
ต่อมา 18 ก.พ. 2567 เขาได้รับ "การพักโทษ" ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัยและเจ็บป่วยเรื้อรัง จึงเปลี่ยนสถานะใหม่เป็น "ผู้ถูกคุมประพฤติ" และได้ย้ายออกไปพักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ถ.จรัญสนิทวงศ์ 69
กระทั่ง 18 ส.ค. 2567 เขาได้รับการ "ปล่อยตัวทันที" กลายเป็น "ผู้บริสุทธิ์" หลังมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสมหามงคล โดยนายทักษิณเป็น 1 ในผู้ต้องขังราว 3.1 หมื่นคนที่ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฎ. นี้ตามการเปิดเผยของ รมว.ยุติธรรม
นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี และไปแสดงตัวต่อหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถูกบังคับโทษจำคุก 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ก่อนได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุก 1 ปี ในวันแรกที่นายทักษิณเข้าเรือนจำเมื่อ 22 ส.ค. 2566 เป็นวันเดียวกับที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นนายกฯ คนที่ 30 ส่วนวันที่เขาเป็นผู้บริสุทธิ์เต็มขั้นเป็นวันเดียวกับที่มีพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาว และหัวหน้าพรรค พท. เป็นนายกฯ คนที่ 31

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในการไต่สวนนัดนี้ ศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกที่เข้าฟังการไต่สวนจดบันทึกคำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารที่ศาลไต่สวน โดยให้เหตุผลว่า "อาจกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคล"
บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากการให้ข้อมูลของพยานทั้ง 6 ปาก และให้บริบทเพิ่มเติมเกี่ยวกับพยานตามข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะก่อนหน้านี้
ไฮไลท์จากพยาน 6 ปาก
ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์
พยานชุดแรกที่ศาลเรียกมาไต่สวนในวันนี้คือผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ 3 ปาก โดยพวกเขาขึ้นเบิกความต่อศาลทีละปาก ประกอบด้วย
นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในช่วงเกิดเหตุ เขาเป็นรองปลัดกระทรวงยุติธรรม กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์ ก่อนเป็นอธิบดีเต็มตัวในเดือน ธ.ค. 2566 จึงเป็นผู้พิจารณาให้ผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน
นายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ ในช่วงเกิดเหตุ เขาเป็นรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรมราชทัณฑ์ และปฏิบัติหน้าที่แทนอธิบดีกรมที่ไปราชการต่างจังหวัด จึงเป็นผู้พิจารณาให้ผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 30 วัน
นายชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุถึงปัจจุบัน และปฏิบัติหน้าที่แทนอธิบดีกรมในวันที่ต้องพิจารณาให้ผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 60 วัน
ประเด็นสำคัญจากการไต่สวนพยานกลุ่มนี้คือ ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของเรือนจำหลังรับตัวนายทักษิณเมื่อ 22 ส.ค. 2566, บทบาทและศักยภาพในการรักษาผู้ป่วยของทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ เปรียบเทียบกับ รพ.ตำรวจ, ข้อเท็จจริงที่ใช้ประกอบการพิจารณาส่งตัวนายทักษิณไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ โดยเฉพาะเรื่องอาการป่วย, ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ, การตรวจสอบอาการป่วยของนายทักษิณขณะพักอยู่ที่ชั้น 14 เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาคุมขังนอกเรือนจำต่อไป ทั้งระยะการรักษาตัวครบ 30 วัน ครบ 60 วัน และเกินกว่า 120 วัน ซึ่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ต้องมีความเห็นและรายงานไปตามลำดับชั้นต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม และ รมว.ยุติธรรม, การตรวจสอบอาการป่วยของนายทักษิณขณะพักอยู่ที่ชั้น 14 เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาพักการลงโทษ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
นายนัสที ทองปลาด อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ ขึ้นเบิกความเป็นปากสุดท้ายในภาคเช้า
ศาลซักถามในประเด็น ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติของเรือนจำหลังรับตัวนายทักษิณเมื่อ 22 ส.ค. 2566, ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ, กรณีเทียบเคียงกับนักโทษรายอื่น ๆ ที่ถูกส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำ, ระเบียบราชทัณฑ์ที่ห้ามมิให้ผู้ต้องขังอยู่ในห้องพักพิเศษ, ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาพักโทษ
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การเบิกความของอดีต ผบ.เรือนจำ ไม่ตรงกับ ผบ.เรือนจำคนปัจจุบันที่ขึ้นไต่สวนในนัดแรกเกี่ยวกับประเด็นการส่งตัวไปรักษานอกเรือนจำว่า จำเป็นต้องส่งตัวไปทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ซึ่งเป็น "แม่ข่าย" ก่อน หรือสามารถส่งตัวไปรักษา รพ. ภายนอกได้ทันที
หมอทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์
ขณะที่พยาน 2 ปากสุดท้าย เป็นผู้บริหารทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์คือ นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ซึ่งขณะเกิดเหตุ เขาเป็นรอง ผอ.ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ส่วนการแพทย์ และ นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผบ.เรือนจำมีนบุรี ซึ่งขณะเกิดเหตุ เขาเป็นผู้อำนวยการทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์
คุณหมอทั้ง 2 คนนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ในช่วงที่มีการพิจารณารักษาตัวภายนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน เนื่องจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้ขอความเห็นประกอบการพิจารณาว่าการที่นายทักษิณจะต้องเข้ารับการผ่าตัดตามใบแสดงความเห็นแพทย์ รพ.ตำรวจ เป็นการรักษาโรคที่เกินกว่าศักยภาพของทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์หรือไม่
ศาลยังมุ่งสอบถามความเห็นในฐานะแพทย์ โดยให้พยานทั้ง 2 คนดูเอกสารต่าง ๆ ตั้งแต่บันทึกของพยาบาลเวรที่ขอส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษานอกเรือนจำ, บันทึกของแพทย์ รพ.ตำรวจ ขณะมาตรวจเยี่ยมอาการของนายทักษิณที่ชั้น 14 หรือที่เรียกว่า progress note, บันทึกของพยาบาลที่เฝ้าไข้ หรือที่เรียกว่า nurse note สอบทานว่าแผนการรักษาที่ รพ.ตำรวจ ในแต่ละช่วงแพทย์บันทึกอาการไว้อย่างไร เพื่อเปรียบเทียบกับศักยภาพของทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และจัดเป็นอาการ "วิกฤต" หรือ "ฉุกเฉิน" หรือไม่อย่างไร
ในรายของ นพ.วัฒน์ชัย ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับนายทักษิณในอีกขั้นตอนหนึ่งคือวันรับตัวผู้ต้องขังใหม่ เพราะได้รับการประสานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้ส่งแพทย์ไปตรวจร่างกายผู้ต้องขังใหม่ โดยตัวเขาได้ตามไปสังเกตการณ์ด้วย และยังเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ผู้ตรวจร่างกายนายทักษิณ และเป็นเจ้าของใบส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ
ในระหว่างการไต่สวนอดีต ผอ.ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ศาลกล่าวเตือนให้เขาตอบให้ตรงคำถามด้วย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สำหรับเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่ขึ้นเบิกความต่อศาลในวันนี้ 5 จาก 6 คน ถูกคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนความผิดกรณีเอื้อประโยชน์ให้นายทักษิณไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำ ทั้งที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยจริงหรือไม่ ยกเว้น นพ.พงศ์ภัค ที่ไม่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
ขณะที่ นพ.วัฒน์ชัย เคยถูกตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมโดยแพทยสภา กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง ก่อนที่แพทยสภาจะมีมติเมื่อ 8 พ.ค. 2568 ยกข้อกล่าวโทษของเขา
สรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" 3 นัดที่ผ่านมา
ย้อนคำชี้แจงจากกรมราชทัณฑ์
กรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรงใน 3 กระบวนการหลัก เริ่มตั้งแต่การ "รับตัว" นายทักษิณเข้าสู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ การ "ส่งตัว" ออกไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ และการ "พักโทษ" ซึ่งทำให้นายทักษิณได้กลับไปกินอยู่หลับนอนที่บ้านพักส่วนตัว
ในเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์เคยให้คำอธิบายแก่สังคมไว้อย่างไรบ้างเกี่ยวกับ "ผู้ต้องขัง" ที่ชื่อนายทักษิณ ชินวัตร บีบีซีไทยขอย้อนทบทวนคำชี้แจงที่ปรากฏผ่านเอกสารข่าวของกรมและการแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนใน 3 ช่วงเวลาสำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่ผู้สนใจติดตามคดีนี้
22 ส.ค. 2566: วันรับตัวทักษิณเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ภายหลังจากทำประวัติและตรวจร่างกายผู้ต้องขังใหม่ นายทักษิณ วัย 74 ปี (ขณะนั้น) ถูกแยกคุมขังแต่เพียงผู้เดียวในแดน 7 ชั้น 2 ของอาคาร ซึ่งเป็นสถานพยาบาลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีกล้องวงจรปิด และแพทย์ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดูแลตลอด 24 ชม.
กรมราชทัณฑ์ให้เหตุผลว่า การแยกคุมขังเป็นการดำเนินการกับผู้ต้องขังกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ต้องเฝ้าระวังทั้งเรื่องสุขภาพร่างกายและอนามัย "เพื่อไม่ให้ปะปนกับผู้ต้องขังอื่น"
ในระหว่างเปิดแถลงข่าว นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ขณะนั้น) กล่าวว่า นายทักษิณยังไม่ต้องกล้อนผมเหมือนผู้ต้องขังคนอื่น เนื่องจากไว้ผมรองทรงและผมยังไม่ยาว รวมทั้งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เป็น "ผู้ใหญ่ที่ทางเรือนจำให้เกียรติ" ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่เข้าเรือนจำเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว และยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อของทางเรือนจำ
ด้าน นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้อำนวยการทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ (ขณะนั้น) เปิดเผยผลการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ประกอบกับประวัติการรักษาที่ทางญาตินำมามอบให้ พบว่า นายทักษิณมีโรคที่กำลังรักษาอยู่ 4 โรค ได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะพังผืดในปอดจากการเคยป่วยปอดอักเสบ ความดันโลหิตสูง และกระดูกสันหลังเสื่อมในหลายระดับ ซึ่งทั้ง 4 โรคนี้ถือว่าเป็นโรคที่ต้องใช้แพทย์เฉพาะทางทำการรักษา เบื้องต้นได้เตรียมแพทย์ของทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ไว้แล้ว แต่หากโรคใดไม่มีแพทย์เฉพาะทาง ก็จำเป็นต้องส่งต่อไปรักษาที่ รพ. ที่มีแพทย์เฉพาะทางของโรคนั้นอยู่
ผอ.ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ยังชี้แจงระเบียบของกรมราชทัณฑ์ในการส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษาภายนอก ซึ่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัย หรือการหลบหนีจากการคุมขังด้วย ฉะนั้นจึงต้องใช้ รพ. ของรัฐเป็นหลัก อันดับแรกคือ รพ.ตำรวจ หรือ รพ. เฉพาะทางในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้จะมีการประเมินความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับไหน
"ถ้าเสี่ยงมาก เราจำเป็นต้องส่งออกเพื่อลดความเสี่ยงในจุดนั้น เพราะผู้ต้องขังทุกคนก็มีครอบครัว และมีคนที่รัก เราจะต้องปิดความเสี่ยงในส่วนนั้นไปด้วย" นพ.วัฒน์ชัย แถลงเมื่อ 22 ส.ค. 2566

ที่มาของภาพ, Reuters
23 ส.ค. 2566: วันส่งตัวทักษิณไปรับการรักษาที่ รพ.ตำรวจ
นายทักษิณอยู่ในเขตเรือนจำเพียง 13 ชม. นับจากเวลา 11.00 น. ของวันที่ 22 ส.ค. 2566 ก็ถูกย้ายออกไปยัง รพ.ตำรวจ ปรากฏคำชี้แจงในเอกสารข่าวจากกรมราชทัณฑ์ที่แจกจ่ายสื่อมวลชนในช่วงสายของ 23 ส.ค. 2566 โดยอ้างคำกล่าวของนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกประจำกรมราชทัณฑ์ (ขณะนั้น)
กรมราชทัณฑ์ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า เมื่อเวลา 23.59 น. ของวันที่ 22 ส.ค. 2566 พัศดีเวรได้รายงานว่านายทักษิณ ซึ่งควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แดน 7 อยู่ระหว่างการกักโรค "มีอาการนอนไม่หลับ แน่นหน้าอก วัดความดันโลหิตสูง ระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ"
พยาบาลเวรเรือนจำได้ติดต่อขอคำแนะนำกับแพทย์ที่ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และแพทย์ได้สอบถามอาการโดยละเอียดแล้ว ตลอดจนพิจารณาจากรายงานประวัติการรักษาของผู้ป่วยโดยแพทย์จาก รพ. ต่างประเทศ พบมีโรคประจำตัวหลายโรคที่อยู่ระหว่างการรักษาติดตามอาการ โดยโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือโรคหัวใจ เนื่องจากทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ยังขาดเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีศักยภาพ
"แพทย์จึงมีความเห็นว่าเพื่อป้องกันความเสี่ยงอันตรายที่อาจจะส่งผลต่อชีวิต เห็นควรส่งตัวไป รพ.ตำรวจ ที่มีความพร้อม มีเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยแนวปฏิบัติกรณีมีผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อชีวิตจะมีการส่งตัวรักษาให้ทันท่วงที" เอกสารข่าวของกรมราชทัณฑ์ระบุ
หลังจากนั้น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้นำตัวส่ง รพ.ตำรวจ ซึ่งได้รับตัวไว้เพื่อทำการบำบัดรักษาเมื่อเวลา 00.20 น ของวันที่ 23 ส.ค. 2566 โดยเรือนจำได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุม ตามระเบียบขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
18 ก.พ. 2567: วันพักโทษ-เปิดทางทักษิณกลับบ้านจันทร์ส่องหล้า
ก่อนถึงวัน-เวลาที่นายทักษิณจะได้พักการลงโทษจริง มีข่าวลือปรากฏเป็นระยะ ๆ ว่าเขาจะได้รับอานิสงส์นี้ แต่ข่าวลือส่อเค้าเป็นข่าวจริงเมื่อนายสิทธิ สุธีวงศ์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ขณะนั้น) ออกมายืนยันเมื่อ 17 ม.ค. 2567 ว่า นายทักษิณ "ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ" เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป และเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง แต่กรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้รับรายงานจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงยังไม่มีข้อมูล
กระทั่ง 18 ก.พ. 2567 สังคมก็มีโอกาสเห็นภาพแรกของนายทักษิณขณะออกจาก รพ.ตำรวจ ไปบ้านพักจันทร์ส่องหล้า โดยเขานั่งอยู่บนรถตู้ยี่ห้อเบนซ์สีดำ สวมใส่หน้ากากอนามัย ในเสื้อเชิ้ตลายตารางสีเขียว กางเกงขาสั้นสีดำ และมีอุปกรณ์พยุงคอ อุปกรณ์คล้องแขนด้านขวา โดยมีบุตรสาว 2 คนอยู่ในรถ
วันเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการปล่อยตัวพักการลงโทษนายทักษิณ โดยยืนยันว่า "มีคุณสมบัติและหลักเกณฑ์ทั่วไปครบ" ตามที่กำหนดไว้ในประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่อง หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักโทษเด็ดขาดเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ลงวันที่ 28 ต.ค. 2563 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ของกำหนดโทษแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า และย้ำว่า การพักการลงโทษของนายทักษิณ "เป็นการดำเนินงานภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง"
กรมราชทัณฑ์ยังชี้แจง 3 ขั้นตอนการพิจารณาพักโทษ ซึ่งเริ่มจาก
- เรือนจำ/ทัณฑสถาน ตรวจสอบคุณสมบัติของนักโทษเด็ดขาดที่เข้าตามหลักเกณฑ์ จากนั้นเสนอบัญชีรายชื่อไปยังกรมราชทัณฑ์
- กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบเอกสารข้อมูลของนักโทษ เพื่อเสนอในที่ประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ซึ่งปกติจะพิจารณาเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ กรมราชทัณฑ์จะต้องเสนอบัญชีรายชื่อผู้ที่คณะอนุกรรมการฯ มีมติปล่อยตัวต่อ รมว.ยุติธรรม เพื่อพิจารณาอนุมัติ
- เมื่อ รมว.ยุติธรรม พิจารณาอนุมัติแล้ว กระทรวงยุติธรรมจะส่งหนังสือกลับมายังกรมราชทัณฑ์ และกรมแจ้งไปยังเรือนจำ/ทัณฑสถาน ดำเนินการให้พักการลงโทษ และกำหนดให้ผู้ได้รับการพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติต่อไป
กรมราชทัณฑ์ระบุด้วยว่า ในเดือน ม.ค. 2567 มีผู้ต้องขังทั่วประเทศเข้าเกณฑ์ได้รับการพักการโทษ 930 ราย แบ่งเป็น การพักการลงโทษกรณีปกติ จำนวน 913 ราย, กรณีมีเหตุพิเศษ เนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรือมีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป จำนวน 8 ราย และกรณีมีเหตุพิเศษ โครงการ "สร้างงาน สร้างอาชีพ ฝึกทักษะการทำงานในภาคอุตสาหกรรม" จำนวน 9 ราย

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การรักษานอกเรือนจำ
อีกประเด็นที่สังคมกังขาและตั้งข้อสังเกตมากมาย หนีไม่พ้น การรักษาตัวนอกเรือนจำซึ่งกินเวลายาวนานถึง 6 เดือน (ส.ค. 2566-ก.พ. 2567) โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนว่านายทักษิณเจ็บป่วยด้วยโรคอะไร อาการเป็นอย่างไร ถึงย้ายตัวกลับไปรักษาที่ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ไม่ได้ หรือเป็นการ "ป่วยทิพย์" กันแน่
กรมราชทัณฑ์ต้องออกมาชี้แจงหลายครั้งในเวทีสภาและในการให้สัมภาษณ์สื่อ ทว่าทุกครั้งได้อ้างถึงความเห็นจากแพทย์ รพ.ตำรวจ ผู้รักษา ที่เห็นว่า "ยังมีความจำเป็นต้องรักษาตัวอยู่ ณ รพ.ตำรวจต่อไป" แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการเจ็บป่วย ซึ่งเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยและตามจรรยาบรรณของแพทย์ และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ตลอดจนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 และข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 ข้อ 27
อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ชี้แจงรายละเอียดตามกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563
- การพักรักษาตัวเกินกว่า 30 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง
- การพักรักษาตัวเกินกว่า 60 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้ปลัดกระทรวงทราบ
- การพักรักษาตัวเกินกว่า 120 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ผู้รักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้รัฐมนตรีทราบ
เอกสารข่าวของกรมราชทัณฑ์เมื่อ 12 ม.ค. 2567 ชี้แจงกรณีนายทักษิณออกรักษาตัวภายนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ระบุว่า แพทย์ได้รายงานอาการเจ็บป่วยหลายประการที่ต้องเฝ้าระวัง และแจ้งความเห็นว่า "ผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษาของแพทย์เฉพาะทาง และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดถึงอาการป่วยเพื่อให้พ้นจากสภาวะอันตรายแก่ชีวิต"
ตามขั้นตอนกฎหมาย เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้รายงานมายังกรมราชทัณฑ์ โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษา ประกอบกับเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงพิจารณาเห็นชอบเมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2567 ให้นายทักษิณอยู่รักษาตัวต่อยัง รพ.ตำรวจ
"เนื่องจากยังคงมีอาการเจ็บป่วยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้ทำการรักษาเฉพาะทาง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาการที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจะได้ดำเนินการรักษาอย่างทันท่วงที" กรมราชทัณฑ์ชี้แจงผ่านเอกสารข่าว
นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ (ขณะนั้น) กล่าวเพิ่มเติมว่า นายทักษิณจะพักรักษาเป็นเวลานานเท่าใด ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและความเห็นของแพทย์ ไม่กังวลที่ถูกร้องต่อ ป.ป.ช. เพราะไม่ได้ดำเนินการโดยพลการ และทำตามที่หลักกฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม สว. และ สส.ฝ่ายค้านบางส่วน ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวาง หลังตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า มีนักโทษเด็ดขาดที่รักษาตัวอยู่นอกเรือนจำเกิน 120 วัน เพียง 3 รายเท่านั้นทั้งประเทศ โดย 2 รายแรก มีอาการป่วยจิตเวช และอีก 1 รายอยู่ที่ รพ.ตำรวจ แต่ไม่มีการเปิดเผยอาการป่วยที่ชัดเจน
นอกจากนี้การพักอยู่ที่ชั้น 14 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นห้องพักลักษณะ "วีไอพี" อาจขัดต่อกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ข้อ 5 (2) ที่ห้ามผู้ต้องขังพักพิเศษแยกจากผู้ป่วยทั่วไป เว้นแต่ต้องพักรักษาตัวในห้องควบคุมพิเศษตามที่สถานที่รักษาผู้ต้องขังจัดให้ ทว่า รมว.ยุติธรรม ชี้แจงต่อวุฒิสภาว่า เหตุที่ต้องจัดให้นายทักษิณพักชั้น 14 เพราะเคยมีเหตุ "คาร์บอมบ์" ลอบสังหารนายทักษิณเมื่อ 18 ปีก่อน
สั่งราชทัณฑ์แจงสถิติ-ข้อมูลรักษานอกเรือนจำเกิน 120 วัน
ถึงขณะนี้ศาลเรียกพยานบุคคลมาไต่สวนแล้ว 21 ปาก ยังเหลือการไต่สวนอีกอย่างน้อย 3 นัดคือ วันที่ 18 ก.ค. เป็นแพทย์ใหญ่และแพทย์จาก รพ.ตำรวจ จำนวน 6 ปาก วันที่ 25 ก.ค. เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคของจำเลยตามที่แพทยสภาส่งรายชื่อให้ศาลรวม 6 ปาก ในจำนวนนี้มี ศ. ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา และอดีตคณบดีแพทย์ศาสตร์ศิริราช และ พล.อ.อ.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา รวมอยู่ด้วย ส่วนในวันที่ 30 ก.ค. ยังไม่ระบุชื่อพยานที่จะออกหมายเรียกมา
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานทั้ง 6 ปากในวันนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ เปิดเผยว่า ศาลได้ออกหมายเรียกให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์มาให้การเกี่ยวกับกรณีการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาเกินกว่า 120 วัน พร้อมรายงานสถิติที่เกี่ยวข้อง และให้ส่งคำอ้างอิงข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) อันเป็นกฎเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ควรได้รับโอกาสในการรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ศาลอนุญาตให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์และผู้เกี่ยวข้องส่งเอกสารเพิ่มเติมภายใน 7 วัน
ทนายความจำเลยยังบอกด้วยว่า ได้ยื่นขอเบิกพยานจำเลยไว้ 3 ปาก แต่พบว่ามีแพทย์ 2 รายที่ศาลมีคำสั่งเรียกมาไต่สวนแล้ว จึงได้ยื่นคำถามล่วงหน้าสำหรับใช้ในการซักถามไว้เรียบร้อย คงเหลือพยานอีก 1 ปากที่ศาลยังไม่มีคำสั่งรับหรือปฏิเสธ แต่ได้ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงไว้แล้ว "เพื่อความยุติธรรม ไม่ให้เสียความยุติธรรม ศาลควรพิจารณาอนุญาตให้เบิกพยานรายนี้ด้วย"
ทนายทักษิณ "ไม่หนักใจ" แต่หมอวรงค์บอก Endgame

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
หลังผ่านการไต่สวนมา 4 นัด ทนายความของอดีตนายกฯ ยังยืนยันคำเดิมว่า "ไม่หนักใจ" เพราะนายทักษิณมีอาการป่วยจริง ทั้งในขณะพำนักอยู่ต่างประเทศและขณะถูกคุมขังในเรือนจำ โดยเฉพาะในวัยกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัวหลายโรค ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้
ต่างจากความเห็นของอดีตนักการเมือง "ฝ่ายตรงข้าม" นายทักษิณ ที่เกาะติดการไต่สวนคดีชั้น 14 ในห้องพิจารณาทุกนัด ที่บอกว่า "เสียวไส้" และ "แทบจะน็อก"
วันนี้ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาฯ อนุญาตเปิดเผยรายละเอียดคำเบิกความของพยาน หลังก่อนหน้านี้ทนายความนายทักษิณขอให้ศาลมีคำสั่งงดเผยแพร่รายละเอียดของการไต่สวน แต่ศาลได้ยกคำร้องของนายชาญชัย โดยให้เหตุผลว่าไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องในคดีโดยตรง อีกทั้งเกรงว่าพยานที่ยังไม่ได้สืบจะล่วงรู้ว่าพยานก่อนหน้านี้เบิกความอย่างไร
"ขณะนี้ความจริงได้ปรากฏ ก็เสียวไส้กับคนที่ไปช่วยที่อาจจะต้องไปติดคุกแทน เพราะได้พานายทักษิณไปนอนโรงพยาบาล" นายชาญชัยกล่าวและว่า ในวันที่ 18 ก.ค. จะนำใบเสร็จเปิดเผยว่าทำไมนายทักษิณต้องจ่ายเงินทั้งที่น่าจะไม่ได้ป่วย เพื่อให้สังคมได้รู้ว่านายทักษิณโกหกประชาชนอย่างไร
เช่นเดียวกับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ที่พูดถึงการเบิกความของพยานทั้ง 6 ปากในวันนี้ว่า "ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเรียกว่า 'แทบจะน็อกแล้ว' หรือ 'Endgame' (ปิดเกมหรือเผด็จศึก) เพราะทุกอย่างได้รับการเปิดเผยว่านักโทษที่ถูกส่งตัวและอ้างว่าป่วยวิกฤต ประเมินแล้วประมาณ 2 วันก็อาการทุเลาแล้ว และ รพ.ราชทัณฑ์มีศักยภาพในการรักษา"
เขายังสรุปข้อสังเกตอื่น ๆ ที่น่าสนใจในระหว่างการไต่สวนนัดนี้ อาทิ การรักษาตัวนอกเรือนจำนานเกิน 30 วัน 60 วัน และ 120 วัน เป็นอำนาจของใคร โดยฝ่ายแพทย์อ้างว่าเป็นอำนาจของราชทัณฑ์ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์อ้างว่าเป็นอำนาจของแพทย์, ก่อนส่งตัวนายทักษิณไปรักษานอกเรือนจำช่วงกลางดึก 22 ส.ค. 2566 มีเอกสารว่าให้มีการเตรียมพร้อม นั่นแสดงว่าอาจรู้แล้วว่าเตรียมพร้อมจะส่งตัวไป รพ.ภายนอก, การไม่รับตัวนักโทษกลับเข้าเรือนจำ เพราะอาการหนักใช่หรือไม่ "ทำไมป่วยหนักต่อเนื่องกัน 181 วัน และวันที่ 18 ก.พ. 2567 ที่ได้ปล่อยตัว จึงมีอาการหายป่วยทันที"











