มติแพทยสภาเกิน 60 เสียงขึ้นไป สวนวีโต้ รมว.สาธารณสุข เดินหน้าลงโทษ 3 แพทย์รักษา ทักษิณ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ที่ประชุมแพทยสภามีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากเกิน 60 เสียงขึ้นไป โต้แย้งการวีโต้ของ รมว.สาธารณสุข โดยยืนยันคำสั่งลงโทษแพทย์ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวและรักษาอาการป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14
"วันนี้ถ้าให้พูดตรง ๆ มันไม่ใช่แค่ 2 ใน 3 วันนี้เราพิจารณาเป็นรายกรณีทั้ง 3 กรณี แต่ละกรณี กรรมการแพทยสภาที่เห็นชอบกับมติเดิมเกิน 60 เสียงขึ้นไป จาก 69 เสียงที่สามารถออกเสียง ผมคิดว่าวันนี้ชัดเจนได้ เหตุผลที่คงมติเดิม ก็คือเหตุผลที่เราลงโทษ ไม่ได้มีเหตุผลที่เราต้องเพิ่มเติม" ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา คนที่ 1 แถลงข่าว
การประชุมแพทยสภาวันนี้ (12 มิ.ย.) มีกรรมการเข้าร่วมประชุม 68 คน จากจำนวนแพทยสภาที่มีสิทธิลงมติได้ 69 คน ถือว่าครบองค์ประชุม แต่ในการยืนยันมติเดิมของแพทยสภาเมื่อ 8 พ.ค. ต้องอาศัยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งคณะ หรือ 47 คนขึ้นไป
สำหรับขั้นตอนหลังจากแพทยสภารับรองมติเดิมเมื่อ 8 พ.ค. หมอประสิทธิ์ระบุว่า ในวันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย.) จะสามารถออกคำสั่งบังคับตามตามมติแพทยสภาได้ แล้วนายกแพทยสภาก็จะแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป
อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อของแพทย์ทั้ง 3 รายอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่ได้ส่งคำสั่งลงโทษออกไป และไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าใครถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นกำหนดเท่าไร โดยบอกเพียงว่าแต่ละคนโดนลงโทษไม่เท่ากัน เมื่อฐานความผิดไม่เหมือนกัน ผลก็ควรไม่เท่ากัน ทั้งนี้หากผู้ถูกลงโทษไม่เห็นด้วยกับคำสั่ง ก็มีสิทธิร้องเรียนต่อศาลปกครองได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากแพทย์ 3 คนนี้ ยังมีส่วนอื่นต้องตรวจสอบจริยธรรมเพิ่มเติมหรือไม่ ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า "เรากำลังจะพิจารณาเพิ่มเติม"
การประชุมแพทยสภานัดนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากผู้คนในสังคม เพราะเป็นการพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ "ผู้มากบารมีทางการเมือง" อย่างนายทักษิณ อีกทั้งยังเป็นกรณีแรก ๆ ที่สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภาใช้อำนาจยับยั้ง (วีโต้) มติแพทยสภา
ก่อนการลงมติของกรรมการแพทยสภาจะเกิดขึ้น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุขสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงแสดงเหตุผลในการวีโต้มติแพทยสภา โดยใช้เวลา 15 นาที
นายสมศักดิ์แสดงความเป็นห่วงการลงมติของแพทยสภา "ที่มีม็อบมาบีบบังคับ" พร้อมประกาศว่า "ผมจะทำเพื่อแพทย์ คนหนุ่มคนสาว ทำให้คนที่อยู่ในวิชาชีพนี้ไม่ได้เกิดจากความเกลียดชัง หรือเป็นอย่างอื่น เรื่องนี้ผมตัดสินใจด้วยตัวเอง"
รมว.สธ. เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่ง 4 คน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สำหรับกระบวนการประชุม ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ใช้คำว่ามีการ "รับฟังข้อคิดเห็นอย่างชัดเจน" พร้อมเล่าบรรยากาศเอาไว้ว่า กรรมการแพทยสภาได้นำข้อมูล 2 ส่วนมาเปรียบเทียบกัน มติแพทยสภาเมื่อ 8 พ.ค. ออกมาเพราะเหตุใด เหตุผลของสภานายกพิเศษที่ยับยั้งเป็นเพราะเหตุใด และมีบทวิเคราะห์ กรรมการแพทยสภาทุกคนได้เห็นข้อมูลเหล่านี้และใช้ดุลพินิจตัวเอง จึงมีมติตามนี้
"วันนี้ผมคิดว่าเป็นกระบวนการที่โปร่งใส ชัดเจน และทุกท่านสามารถใช้ดุลพินิจตัวเองได้ ภายใต้หลักวิชาการ ข้อมูลที่เป็นจริง และเหตุผล"
"ไม่ว่าแพทย์รุ่นใหม่หรือแพทย์รุ่นเดิม เราได้รับการอบรมสั่งสอนมาเหมือนกัน เราเข้าใจจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เราเข้าใจความถูกต้อง เราเข้าใจบทบาท และหน้าที่เหมือนกัน วันนี้เราทำตามสิ่งที่เราถูกสอนมา วันนี้แพทย์ทั้งหลายที่เรียนอยู่ ก็ได้เห็นเป็นกรณีศึกษา ก็ได้เห็นว่าบทบาทแพทย์ที่ไม่ได้มีแค่รักษาคนไข้อย่างเดียว แต่คือการรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานของการรักษา" อุปนายกแพทยสภากล่าว
เขายังตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวเรื่องกระแสกดดันจากภายนอกให้เปิดรายชื่อว่ากรรมการแต่ละคนลงมติอย่างไร โดยบอกว่า การที่แพทย์จากหลากหลายสถาบัน หลากหลายรุ่น รวมทั้งคนไทยกว่า 50,000 คนที่กรุณาลงนาม จะเห็นว่าสาระใหญ่คือต้องการให้แพทยสภายึดมั่นและยืนยันในความถูกต้อง และรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่แพทยสภาตระหนักและจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว
"ดังนั้นสิ่งที่ท่านให้มา สำหรับผมไม่ใช่แรงกดดัน แต่เป็นกำลังใจ เพราะเป็นสิ่งที่เราก็อยากทำ และชอบแล้วในการกระทำ ที่ส่งมา ผมไม่เรียกว่ากดดัน แต่มีบางกลุ่มใช้กลไกบางอย่างพยายามจะทำให้กรรมการแพทยสภาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือขัดกับจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ อย่างนั้นคือสิ่งที่เราไม่ต้องการทำ อย่างนั้นถึงเรียกกดดันหรือถ้าว่าไปแล้วบางกรณีเข้าเกณฑ์ข่มขู่ด้วยซ้ำ" ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์กล่าว
เขาจึงขอเป็นตัวแทนกรรมการแพทยสภากราบขอบพระคุณภาคส่วนทั้งหลายและคนไทยทั้งหลายที่แสดงออกชัดเจนว่าอยากให้แพทยสภาดำรงความถูกต้อง รักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณวิชาชีพ และวันนี้แพทยสภาได้ทำสิ่งเหล่านั้นแล้ว

ที่มาของภาพ, EPA
สำหรับแพทย์ทั้ง 3 คนที่ถูกลงโทษ เกี่ยวข้องกับการรักษาและส่งตัวอดีตนายกฯ ไปภายนอกเรือนจำ เมื่อครั้งมีสถานะเป็นนักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.)
นายทักษิณเดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อ 22 ส.ค. 2566 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรม ทว่าเขาไม่ได้นอนเรือนจำแม้แต่คืนเดียว ก็ถูกย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครในช่วงกลางดึก เพื่อเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14
อดีตนายกฯ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาลงโทษจำคุกใน 3 คดีทุจริต รวมโทษ 8 ปี ก่อนที่เจ้าตัวจะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเหลือโทษจำคุก 1 ปี กระทั่ง 18 ก.พ. 2567 เขามีเงื่อนไขเข้าเกณฑ์ "พักโทษ" ได้ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ จึงได้ย้ายออกไปพักอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า ถ.จรัญสนิทวงศ์ ในฐานะ "ผู้ถูกคุมประพฤติตามมาตรการพักโทษ" ก่อนกลายเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างสมบูรณ์ในอีก 6 เดือนต่อมา
บีบีซีไทยขอลำดับที่มาที่ไปของเรื่องนี้ ก่อนถึงวันชุมนุมคุณหมอที่เป็นกรรมการแพทยสภาภายใต้วิสัยทัศน์ขององค์กรที่ว่า "เป็นสภาวิชาชีพที่ผดุงไว้ซึ่งความเป็นธรรม มุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และมาตรฐานด้านสุขภาพของประชาชน"
มติเดิมแพทยสภาว่าไว้อย่างไร
คดีจริยธรรมของแพทย์ที่เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จนที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภาเมื่อ 8 พ.ค. ต้องหยิบยกไปพิจารณาคือ กรณีมีการกล่าวโทษแพทย์ 4 คนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและส่งตัวนายทักษิณ ชินวัตร กระทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
ที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภามีมติยกข้อกล่าวหาแพทย์ 1 คน และให้ลงโทษแพทย์ 3 คน โดยเป็นการว่ากล่าวตักเตือน 1 คน กรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 คน เนื่องจากให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง
"ขณะนี้ข้อมูลที่ได้รับ ไม่ได้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่ามีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น... ทั้งหมดเป็นเหตุแห่งการที่เรากําหนดต้องมีการลงโทษ การพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงกับแพทย์ทุกท่านอยู่แล้ว ฉะนั้นถือเป็นความผิดที่รุนแรง" ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ แถลงมติแพทยสภาเมื่อ 8 พ.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อย่างไรก็ตามคำสั่งลงโทษยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที เพราะต้องเสนอเรื่องต่อสภานายกพิเศษคือ รมว.สาธารณสุข เพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการตามมติ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ ไม่สามารถบอกได้ว่าจะพักใช้ใบอนุญาตแพทย์ทั้ง 2 รายนานเท่าใด
อุปนายกแพทยสภาย้ำว่า การดำเนินการเรื่องนี้ยึดความถูกต้อง ยึดหลักฐานต่าง ๆ ไม่ได้อิงกับปัจจัยภายนอก ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเรื่องของเคสนี้คือใคร ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยจะมีประเด็น
"ผมคิดว่าแพทยสภามีศักดิ์ศรี แพทย์ทุกคนมีศักดิ์และศรีของตนเองในการที่จะดําเนินการในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมให้กับสังคม" ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย
ใครคือ 3 หมอที่ถูกสั่งลงโทษ
ในระหว่างการแถลงมติแพทยสภา ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อของแพทย์ผู้ถูกร้อง มีเพียงการระบุชื่อตำแหน่งเท่านั้น
ทว่าสื่อหลายสำนัก อาทิ เนชั่น อิศรา ได้รายงานชื่อแพทย์ตรงกันและเปิดเผยพฤติกรรมที่นำไปสู่การถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ ดังนี้
แพทย์ที่ถูกสั่งลงโทษว่ากล่าวตักเตือน
พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ รพ.ราชทัณฑ์: ทําหน้าที่ตรวจร่างกายผู้ต้องขังแรกรับเมื่อ 22 ส.ค. 2566 มีการบันทึกผลเวชระเบียน ตรวจสอบเอกสารประวัติการรักษาของคนไข้ที่มีอยู่ก่อน โดยได้ประเมินและมีความเห็นว่าผู้ต้องขังรายนี้ควรติดตามการรักษาและต้องพบแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา ซึ่งเป็นสาขาที่ รพ.ราชทัณฑ์ไม่มี จึงเขียนใบส่งตัวผู้ป่วยไปรับการตรวจรักษาต่อเนื่องใน รพ. ที่มีศักยภาพสูงกว่าในลักษณะผู้ป่วยนอก (OPD) ในวันและเวลาราชการ แต่ที่ถูกกล่าวโทษเพราะให้คําปรึกษาทางโทรศัพท์กับพยาบาลเวรในช่วงดึกของวันเดียวกันเกี่ยวกับอาการป่วยของผู้ต้องขัง และอนุญาตให้ใช้ใบส่งตัวที่เขียนไว้เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาของผู้บัญชาการเรือนจําในการส่งผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจํา
แพทย์ที่ถูกสั่งลงโทษพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม
พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ อดีตนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ปัจจุบันเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.): เป็นผู้ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อ 23 และ 27 ส.ค. 2566 ว่า ผู้ป่วย "ความดันสูงมาก ๆ เดี๋ยวจะมีปัญหาเรื่องสมองขาดเลือดหรือเลือดออกในสมอง" และเปิดเผยวิธีการรักษาโดยตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง หรือเอคโค่ (echo) และเอกซเรย์ปอด ก่อนระบุว่ายังมีอาการน่าเป็นห่วงอยู่ "คุณหมอทางด้านหัวใจ คุณหมอปอดเขายังเป็นห่วงเรื่องนี้อยู่" และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้สังคมเข้าใจว่าผู้ป่วยมีอาการฉุกเฉินรุนแรง จําเป็นต้องรับตัวไว้รักษาตัวใน รพ.
พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ: เป็นผู้ออกใบแสดงความเห็นแพทย์เมื่อ 15 ก.ย. 2566 ว่า "การรักษายังไม่สิ้นสุด เพราะต้องรักษาแผลที่ผ่าตัด ตรวจและวางแผนผ่าตัดโรคที่รายงาน จึงจําเป็นต้องรักษาใน รพ." และใบแสดงความเห็นแพทย์เมื่อ 18 ต.ค. 2566 ระบุว่า "ต้องรับการผ่าตัดเร่งด่วน เพราะมีอาการปวดรุนแรง มือและแขนอ่อนแรง" ซึ่งต่อมาถูกนําไปใช้ประกอบการขอความเห็นชอบ กรณีผู้ต้องขังต้องพักรักษาตัวนอกเรือนจําเกิน 30 วัน และ 60 วัน
แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษบางคนได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมด้วย
ขั้นตอนพักใช้ใบอนุญาต
การพักใช้ใบอนุญาตถือเป็นการมาตรการลงโทษที่มีความรุนแรงระดับที่ 3 จากทั้งหมด 4 ระดับ (ว่ากล่าวตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาต เพิกถอนใบอนุญาต)
แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา/กล่าวโทษ ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนทั้งข้อเท็จจริงและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม จากนั้นจึงชงเรื่องเข้าคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
แต่กว่าจะออกคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตแพทย์รายใดได้ กฎหมายกำหนดว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษเสียก่อน โดย รมว.สาธารณสุข มีอำนาจยับยั้งมติแพทยสภาได้ภายใน 15 วัน ถ้าพ้นกำหนดนี้ให้ถือว่าเห็นชอบ แต่ถ้ารัฐมนตรียับยั้ง เรื่องก็จะกลับไปที่คณะกรรมการแพทยสภาเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ถ้าบอร์ดแพทยสภาเห็นว่าคำแย้งฟังไม่ขึ้น และโหวตยืนยันมติเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการแพทยสภาทั้งหมด ก็ให้ดำเนินการได้
สำหรับการพักใช้ใบอนุญาต มีกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการแพทยสภาเห็นสมควร แต่ไม่เกิน 2 ปี
ในระหว่างนั้น ผู้ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตจะไม่ถือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ไม่สามารถประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้โดยชอบด้วยกฎหมาย พูดง่าย ๆ ว่าต้อง "เว้นวรรค" การทำหน้าที่คุณหมอ ไม่สามารถตรวจ วินิจฉัย บำบัด ป้องกันโรคใดๆ ได้
เหตุผล สมศักดิ์ ในการวีโต้มติแพทยสภา
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ใช้อำนาจยับยั้ง (วีโต้) มติลงโทษแพทย์ทั้ง 3 คน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
เขาได้ตั้งคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายพิเศษเพื่อช่วยทบทวนมติเพื่อช่วยทบทวนมติดังกล่าว เนื่องจากมีเวลาสั้นเพียง 15 วัน และส่วนตัวไม่ชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก่อนส่งความเห็นกลับไปยังนายกแพทยสภาเมื่อ 28 พ.ค. และออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชน โดยตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการพิจารณาของแพทยสภาซึ่งมี 4 ขั้นตอน ดังนี้
หนึ่ง อนุกรรมการจริยธรรมรับเรื่องร้องเรียน พิจารณาแล้วบอกว่ามีมูล จึงส่งเรื่องต่อให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 2
สอง อนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 (นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข) ไม่มีความผิด ผู้ถูกร้องที่ 2 (พญ.รวมทิพย์) มีความผิด ให้ว่ากล่าวตักเตือน ผู้ถูกร้องที่ 3 (พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์) มีความผิด ให้ภาคทัณฑ์ และผู้ถูกร้องที่ 4 (พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์) ไม่มีความผิด แล้วส่งเรื่องต่อให้คณะอนุกรรมการชุดที่ 3
สาม อนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม มีการเปลี่ยนแปลงโทษ ก่อนเสนอเรื่องให้แพทยสภา
สี่ แพทยสภา พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่มีความผิด ผู้ถูกร้องที่ 2 มีความผิด ให้ว่ากล่าวตักเตือน ผู้ถูกร้องที่ 3 มีความผิด ให้พักใช้ใบอนุญาต และผู้ถูกร้องที่ 4 มีความผิด ให้พักใช้ใบอนุญาต
"ระยะเวลาสั้น ๆ โทษถูกเปลี่ยนแปลงไปจากการพิจารณาอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่โทษมีการเปลี่ยนแปลงไปจากอนุกรรมการสอบสวน ไปถึงอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ไปถึงคณะกรรมการแพทยสภา จึงอยากรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงเพราะอะไร" นายสมศักดิ์ตั้งคำถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบหลังขอข้อมูลจากอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับรายละเอียดใด ๆ กลับมา
รมว.สธ. บอกว่า "หากปล่อยให้มีมาตรฐานในการลงโทษแพทย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ จะทำให้เดือดร้อนกันไปหมด" หากการดำเนินการออกมาเป็นตามธรรมชาติ ก็จะไม่มีการออกมาโวยวาย ในอดีตตนก็ไม่ได้ยับยั้งอะไร เพราะไม่มีการร้องเรียนหรือร้องขอความเป็นธรรม เมื่อไม่มีการติดใจก็ผ่าน แต่เมื่อมีการขอความเป็นธรรมก็ควรพิจารณา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สภานายกพิเศษยังแจกแจงเหตุผลในการวีโต้มติแพทยสภา โดยไม่เห็นด้วยการลงโทษแพทย์ 3 คนเป็นรายกรณี สรุปใจความสำคัญได้ ดังนี้
กรณี พญ.รวมทิพย์ ถูกสั่งลงโทษด้วยข้อกล่าวหาว่าออกใบรับรองแพทย์ล่วงหน้าที่มีการตรวจร่างกายตั้งแต่ช่วงกลางวัน แต่การส่งตัวเกิดขึ้นตอนกลางคืน และแพทย์ไม่มีอำนาจในการส่งตัว อย่างไรก็ตามไม่มีการพิจารณากฎหมายการส่งตัวของราชทัณฑ์ประกอบด้วย ซึ่งการส่งตัวเป็นอำนาจของผู้บัญชาการเรือนจำ "เมื่อไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างครบถ้วน จึงเห็นสมควรให้ยกประโยชน์ให้ผู้ถูกร้อง"
กรณี พล.ต.ท. นพ.โสภณรัชต์ มีการให้สัมภาษณ์ 2 ครั้ง โดยไม่มีคำว่า "ผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤติ" มีเพียงคำว่า "อาการหนัก" "น่าเป็นห่วง" เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่ทันตั้งตัว ผู้ถูกร้องเป็นนายแพทย์ใหญ่ได้รับรายงานข้อมูลอาการตอนตรวจกับตอนให้สัมภาษณ์แตกต่างกัน น่าเสียดายที่ไม่ได้รับข้อมูลจากอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม จึงพิจารณาตามข้อมูลที่มี เห็นว่าควรยกประโยชน์ให้ผู้ถูกร้อง
กรณี พล.ต.ท. นพ.ทวีศิลป์ เขียนความเห็นแพทย์เพียงว่าการรักษายังไม่เสร็จสิ้น ให้รักษาตัวต่อที่ รพ. แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็น รพ. อะไร ซึ่งในส่วนนี้เป็นดุลพินิจของแต่ละคน ทั้งนี้ผู้ถูกร้องรับทราบว่าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว 14 โรค รู้ถึงความซับซ้อนการรักษา อาจแตกต่างจากราชวิทยาลัยที่รับรู้เพียงบางโรค การแสดงความเห็นแพทย์จึงไม่อาจเหมือนกันทั้งหมด ประกอบกับคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ เห็นว่าไม่มีความผิด ตนจึงเห็นตามตามความเห็นของอนุกรรมการสอบสวน เพราะเสียงส่วนใหญ่ก็ให้เขาไม่ผิดแล้ว จึงเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้
แล้วถ้า 12 มิ.ย. แพทยสภาโหวตยืนยันมติเดิม จะทำให้รัฐมนตรีหมดความน่าเชื่อถือหรือไม่? นายสมศักดิ์ตอบว่า ความน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพราะไม่ได้พิจารณาโดยลำพัง มีนักกฎหมาย และมีแนวทางปฏิบัติแพทยสภาที่มีแพทย์เป็นที่ปรึกษาช่วยกันดู หากส่วนไหนที่ก้ำกึ่งก็คิดว่าสามารถยกประโยชน์ให้กับผู้ถูกร้องได้ "หากเสียงส่วนใหญ่ให้พ้นผิดแล้วยังจะมาลงโทษ จะถือว่าโหดร้ายเกินไปหรือไม่ ผมทำไม่ได้ ดังนั้นเมื่อน้ำหนักออกมาเช่นนี้ ผมก็ไม่สามารถดันทุรังไปทำโทษได้ เพราะไม่ใช่นิสัยของผม"
ส่วนกรณีที่แพทย์รวมตัวกันเพื่อถอดถอนพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น เจ้ากระทรวงหมอบอกว่า ไม่น่าเป็นห่วง ไม่เป็นไร เพราะเป็นนักการเมืองมา 44 ปีแล้ว ใช้เวลากับการเมืองมานาน ดังนั้นไม่ต้องห่วง ไม่ตระหนกตกใจอะไรทั้งสิ้น เพราะถือว่าทำดีที่สุดและตรงไปตรงมา มีเหตุผล ไม่มีเอนเอียง และไม่ได้ทำอะไรเสียหาย
เขายังปฏิเสธด้วยว่าการตัดสินใจเช่นนี้ ไม่ได้เป็นการเปิดศึกกับแพทยสภา และไม่คิดว่าจะเป็นการต่อสู้กับแพทย์ทั่วประเทศ ยืนยันว่าเป็นการตัดสินบนข้อมูลและอำนาจหน้าที่ของสภานายกพิเศษ
สรุปแล้วมีใบสั่งหรือไม่? ผู้สื่อข่าวยิงคำถามใส่ คำตอบจากนายสมศักดิ์คือ "ไม่มี จะมาสั่งผมได้อย่างไร" เมื่อถูกถามย้ำว่า ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อคดีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลฎีกาฯ นัดไต่สวน 13 มิ.ย. นี้ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ปฏิเสธว่า "ไม่มี" และบอกด้วยว่า "ไม่ได้คุย" กับนายทักษิณในเรื่องนี้ มีแต่พูดถึงเรื่องคลิปหลุดในไลน์
ปฏิกิริยาจาก "ชายชั้น 14" ผู้ประกาศข่าว "แชทหลุด"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ไม่ว่า รมว.สธ. สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) จะอธิบายความไว้อย่างไร แต่สิ่งที่สังคมได้เห็นกับตา-ได้ยินกับหู คือคำให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณ โดยมีนายสมศักดิ์ยืนประกบอยู่ใกล้ ๆ ในระหว่างไปบรรยายพิเศษที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เมื่อ 27 พ.ค.
"ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์มีข้อมูลทุกอย่าง และต้องคิดเยอะหน่อย" นายทักษิณตอบคำถามผู้สื่อข่าว ก่อนที่ รมว.สธ. จะตัดสินใจวีโต้มติแพทยสภาหลังจากนั้น
อดีตนายกฯ ยังออกมาเปิดประเด็นใหม่ด้วยว่า แพทยสภามีหน้าที่ดูเรื่องจริยธรรมของแพทย์ แต่บางทีก็ไม่มีจริยธรรมเสียเอง
"บางคนไลน์กลุ่มหลุดออกมา แพทยสภาบางคนด่าผม อยู่ในไลน์กลุ่ม แล้วแพทยสภาอีกคนหนึ่ง ก็ตอบเป็นสติกเกอร์ไปว่า YES ซึ่งยังไม่ทันพิจารณาเลย อย่างนี้เรียกว่าจริยธรรมมีปัญหาซะเอง" นายทักษิณกล่าว
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ขยายความหลังผู้สื่อข่าวถามว่าในแพทยสภามี "ไส้ศึก" ใช่หรือไม่ถึงได้ไลน์ที่หลุดออกมา โดยกล่าวเพียงว่า ทุกฝ่ายถ้ารักษากติกา และรักษาจริยธรรมในวิชาชีพ ไม่มีปัญหา
กระทั่ง 30 พ.ค. เขาให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังนายสมศักดิ์ตัดสินใจวีโต้มติแพทยสภา โดยบอกว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ รมว.สธ. ส่วนจะเป็นผลดีกับตนเองหรือไม่ ไม่ทราบ แล้วแต่คนจะมอง
เมื่อถูกถามว่า คนตอบกลับในแชทด้วยสติกเกอร์ YES มีตำแหน่งในแพทยสภาหรือไม่ นายทักษิณบอกว่า "สูงมาก"
ในระหว่างเปิดแถลงข่าว 12 มิ.ย. ศ.ดร. นพ.ประสิทธิ์ถูกสื่อมวลชนสอบถามเรื่องนี้ เขาจึงอธิบายเป็นครั้งแรกว่า 1. กลุ่มที่ไลน์หลุดไม่ใช่ไลน์กลุ่มที่เป็นทางการของแพทยสภา ว่าไปแล้วที่ส่งเข้ามามาจากแพทยสมาคม 2. การตอบไม่ได้มีการคุยอะไรเข้าไปเพื่อแสดงความคิดเห็น เป็นเหมือนกับพิมพ์ YES ตามลงไป ดังนั้นการมาบอกว่าสิ่งเหล่านี้จะกระทบคือไม่ใช่ "หลายท่านใช้ไลน์ มีคนส่งอะไรมา บางทีเราก็เยส แฮปปี้ โดยที่ไม่ได้หมายความทั้งหมดนั้น" 3. การพิจารณาวาระนี้ของแพทยสภาไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าใครคือผู้ป่วย แต่พิจารณาตามหลักการ หลักวิชาการ และปลอดจากปัจจัยรอบข้าง
เสียงโหวตที่ต้องการ
นี่ไม่ใช่สภาพการณ์ปกติที่เกิดความเห็นขัดแย้งระหว่างสภานายกพิเศษกับแพทยสภา แล้วแสดงออกมาแบบชัดแจ้ง
ทว่าการโหวตสวนอำนาจวีโต้ของรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ การประชุมแพทยสภาวันที่ 12 มิ.ย. นี้ มีกรรมการครบองค์ประชุมคือมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 35 คน จากกรรมการทั้งหมด 70 คน
ส่วนการยืนยันมติเดิมของแพทยสภา ต้องอาศัยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งคณะ หรือ 47 คนขึ้นไป
หากลงมติกันแล้วได้เสียงไม่ถึงเกณฑ์ ก็หมายความว่าผลการตัดสินลงโทษแพทย์ 3 คนตามมติเดิมเมื่อ 8 พ.ค. นำมาใช้บังคับไม่ได้ ต้องนัดประชุมแพทยสภาใหม่เพื่อพิจารณาเปลี่ยนวิธีการลงโทษ
ในการลงมติ กรรมการที่มีส่วนได้เสีย ต้องงดออกเสียง หรือออกนอกห้องประชุม ซึ่งกรณีนี้มี พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ กรรมการแพทยสภา เป็นผู้ถูกกล่าวโทษด้วย ทำให้เหลือเสียงที่ลงมติได้ 69 คน
ส่วนกรรมการแพทยสภาที่เป็นอนุกรรมการสอบสวนจริยธรรมแพทย์ทั้ง 3 คน โดยหลักการยังสามารถออกเสียงลงมติได้ แต่โดยมารยาทอาจงดออกเสียง
ขณะที่สภานายกพิเศษสามารถเข้าฟังการประชุม หรือชี้แจงแสดงความเห็นในที่ประชุมด้วยก็ได้ โดยที่มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม ให้อำนาจเอาไว้
นายสมศักดิ์ออกมายืนยันเมื่อ 9 มิ.ย. ว่า ตั้งใจจะไปร่วมประชุมด้วย เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจ และอยากตอบคำถามว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนั้น ส่วนจะเป็นการสร้างแรงกดดันให้ที่ประชุมหรือไม่นั้น นายสมศักดิ์บอกว่า "ผมมีคนเดียวจะไปกดดันได้อย่างไร มีแต่ผมที่ถูกกดดัน"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กรรมการแพทยสภามาจากไหน
คณะกรรมการแพทยสภามีทั้งหมด 70 คน โดยครึ่งหนึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก
กรรมการโดยตำแหน่ง 35 คน ประกอบด้วย
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 4 ราย ได้แก่ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมอนามัย คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหม 4 ราย ได้แก่ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ทางอากาศ ผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า
นายแพทย์ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ราย
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา 26 ราย
ส่วนอีก 35 คนเป็นกรรมการที่มาโดยการเลือกตั้งของสมาชิก มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี (ปี 2568-2570)
สำหรับคณะกรรมการแพทยสภาชุดปัจจุบัน มี ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ เป็นนายก, ศ.ดร นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา เป็นอุปนายกแพทยสภา คนที่ 1, ศ.คลินิก นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ เป็นอุปนายกแพทยสภา คนที่ 2 และ พล.อ.ท. นพ.อิทธพร คณะเจริญ เป็นเลขาธิการ
เสียงจากหมอนอกบอร์ดสภาวิชาชีพ
ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดสารพัดกระแสพุ่งเข้าใส่แพทยสภา มีทั้งปลุกใจ ให้กำลังใจ กดดันทางตรงและทางอ้อม
ศ.เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา อดีตนายกแพทยสภาหลายสมัย ไม่ได้ยินกระแสข่าวล็อบบี้กรรมการ แต่กลัวว่าจะมีกรรมการลาประชุมเยอะแล้วเสียงไม่ถึง 2 ใน 3 แม้การลงมติของแพทยสภาที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีปัญหาก็ตาม
"แต่ครั้งนี้ก็อดกลัวไม่ได้ เพราะมันมีการเมือง ที่แล้วมาเสียงถึงทุกที หมอส่วนใหญ่อยากให้เป็นไปตามความถูกต้อง เพราะสามัญสำนึกคน ชาวบ้านเห็นกันอยู่แล้วว่าคนไข้ไม่ได้ป่วยหนัก ครึ่งเดือนก็เดินได้เลย หากป่วยหนัก ออกมาไม่ได้หรอก ต้องนอน แสดงว่าอาการไม่หนักแน่ ที่ป่วยวิกฤตคงไม่ใช่ คืออาจวิกฤตวันแรกก็ได้ แต่ต่อไปคงไม่ใช่ คงไม่นานขนาดนั้น เมื่อดีขึ้นไปแล้วก็ต้องกลับไป แต่ก็ไม่ได้กลับ ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าไม่จริงแน่ที่จะป่วยหนักตลอด" ศ.เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์
อดีตนายกแพทยสภากล่าวย้ำว่า การประชุมแพทยสภา 12 มิ.ย. ต้องรักษาเกียรติยศชื่อเสียงขององค์กรไว้ เพราะหากคนขาดศรัทธา หมอจะเสียหายมาก หากมาไม่ครบองค์ประชุมก็แย่แล้ว แสดงว่าระบบมันแย่ ตอนนี้คนก็อยากรู้ว่าการประชุมจะมีกรรมการคนใดเข้าหรือไม่เข้าบ้าง ส่วนตัวเห็นว่าควรเปิดเผยตรงนี้ และมีบางคนเสนอให้ลงมติแบบเปิดเผยด้วยซ้ำ ใช้วิธีเรียกชื่อกรรมการแล้วออกเสียงแบบในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะได้รู้ว่าใครเป็นอย่างไร
นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตนักกิจกรรมการเมืองที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มคนเสื้อหลากสี" แสดงความมั่นใจว่า การประชุมแพทยสภาจะได้เสียงครบ 47 เสียงแน่นอน "อย่าปล่อยให้การวีโต้เน่า ๆ ของนักการเมืองคนหนึ่งมาเอาชนะแพทยสภา 70 คน และวงการแพทย์ทั้ง 70,000 คนได้ เพราะมันจะเป็นการเสียเกียรติและมาตรฐานของวงการแพทย์อย่างที่สุด" และขอให้แพทยสภาฟังเสียงของประชาชนและแพทย์ทั้งประเทศ มาร่วมประชุมและยืนยันมติให้ได้
แฟนเพจ "ประชาคมแพทย์" ในเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามกว่า 10,000 คนได้เชิญชวนแพทย์ทั่วประเทศร่วมลงชื่อสนับสนุนให้ใช้การลงมติอย่างเปิดเผยเพื่อความโปร่งใสในการประชุมใหญ่แพทยสภา 12 มิ.ย. สำหรับข้อเรียกร้องของทางประชาคมคือ จะขอให้เปิดเผย 2 ระดับ ระดับแรกคือ การลงมติด้วยการขานชื่อให้ออกเสียง ซึ่งจะทำให้กรรมการทุกคนรู้ว่าแต่ละคนลงมติอย่างไร และระดับที่สองคือ เปิดเผยกับสังคมให้รู้ว่ากรรมการทั้ง 69 คน ใครลงมติแบบไหน
นอกจากนี้ยังมีความเคลื่อนไหวจากหลายเครือข่ายแพทย์ อาทิ ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รุ่น 17 มหาวิทยาลัยมหิดล ออกแถลงการณ์สนับสนุนแพทยสภา ขอให้ยืนยันมติในการพิจารณาให้ดำรงความถูกต้องและเป็นธรรมตามมาตรฐานจริยธรรมของแพทย์สภา และตัดสินโดยยึดข้อมูลจากเอกสารและมาตรฐานทางเวชปฏิบัติโดยเคร่งครัด พร้อมให้กำลังใจแพทยสภาทำหน้าที่เพื่อประชาชน รักษาความถูกต้องเที่ยงธรรม, ศิษย์เก่าศิริราช รุ่น 90 จำนวน 66 คน ลงชื่อใหกำลังใจ ความมั่นใจ และศรัทธาต่อแพทยสภา ในการยืนยันมติเดิมเมื่อ 8 พ.ค.











