ทักษิณป่วย "ไม่วิกฤต" 3 หมอจากแพทยสภาชี้ แต่ทนายบอก "ไม่ใช่ประเด็นหลัก" ระหว่างไต่สวนนัด 6 "คดีชั้น 14"

ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างร่วมปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก เมื่อ17 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างร่วมปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา "ปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก เมื่อ 17 ก.ค.
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปิดไต่สวน "คดีชั้น 14" นัดก่อนสุดท้าย โดย 3 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคของนายทักษิณ ชินวัตร ระบุตรงกันว่า อาการป่วยของอดีตนายกฯ "ไม่วิกฤต" และไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวใน รพ.

นี่ถือเป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขกลุ่มที่ 4 ที่ศาลเรียกมาเป็นพยาน หลังจากการไต่สวนนัดก่อน ๆ ศาลเคยออกหมายเรียกหมอและพยาบาลมาเบิกความแล้ว 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มแพทย์จากทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และพยาบาลของสถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รวม 5 คน ไต่สวนเมื่อ 4 ก.ค.

  • แพทย์ที่เป็นผู้บริหารทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ จำนวน 2 คน ไต่สวนเมื่อ 15 ก.ค.
  • กลุ่มแพทย์ที่เป็นทีมรักษาอาการป่วยของนายทักษิณ ขณะพักอยู่ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ และแพทย์ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของ รพ.ตำรวจ รวม 6 คน ไต่สวนเมื่อ 18 ก.ค.
  • แพทย์ที่ขึ้นเบิกความในวันนี้ (25 ก.ค.) ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง แต่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคของจำเลย ซึ่งทางแพทยสภาส่งรายชื่อพยานมาให้ตามที่ศาลมีหมายเรียกไป

ความพิเศษที่เกิดขึ้นในระหว่างการไต่สวนนัดที่ 6 คือ การปรากฏของบันทึกคำสั่งการรักษาของแพทย์ หรือที่เรียกว่า "doctor order sheet" ซึ่ง รพ.ตำรวจ เพิ่งจัดส่งให้ศาลในช่วงเช้า โดยเอกสารชุดนี้ องค์กรอื่น ๆ ที่เคยตรวจสอบหรือกำลังตรวจสอบกรณีชั้น 14 ไม่ว่าจะเป็น แพทยสภา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ไม่เคยเห็นมาก่อน

ศาลฎีกาฯ เปิดไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณเป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" ทั้งนี้ อดีตนายกฯ คนที่ 23 ต้องคำพิพากษาให้รับโทษจำคุกรวมระยะเวลา 8 ปี จาก 3 คดีทุจริต ทว่าเขาได้ยื่นถวายฎีกาและได้รับการพระราชทานอภัยลดโทษเหลือจำคุก 1 ปี

แม้อำนาจ "การบริหารโทษ" เป็นของกรมราชทัณฑ์ แต่ "การบังคับโทษ" ตามคำพิพากษายังเป็นอำนาจของศาล จึงนำมาสู่การดำเนินการไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง และตรวจสอบการบริหารโทษว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มีการจองจำตามหมายขังหรือไม่ ดังนั้นข้อมูลเรื่องอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณตั้งแต่คืนแรกที่ย้ายออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อ 23 ก.ค. 2566 และช่วงที่พักอยู่ชั้นที่ 14 นาน 6 เดือน (23 ก.ค. 2566-18 ก.พ. 2567) จึงถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะตอบคำถามของศาลและสาธารณชนได้

อย่างไรก็ตามข้อมูลด้านสุขภาพเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และศาลยังมีคำสั่งให้ผู้เข้ารับฟังการพิจารณาคดี "งดเว้นการเผยแพร่โฆษณาคำเบิกความพยานบุคคลและพยานเอกสารที่ศาลไต่สวน"

ศาลฎีกาฯ ไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" มาแล้ว 6 นัด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ศาลฎีกาฯ ไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" มาแล้ว 6 นัด

บีบีซีไทยจึงขอสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากการไต่สวน 3 นายแพทย์ระดับ "อาจารย์หมอ" และประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อสังเกตเพิ่มเติมจากบุคคลที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนในห้องพิจารณาคดี

สรุปประเด็นสำคัญจากการไต่สวน "คดีชั้น 14" 5 นัดที่ผ่านมา

โรคและอาการป่วยผ่านเอกสาร

อาการเจ็บป่วยของนายทักษิณถูกบันทึกไว้ในเอกสารหลายฉบับ เฉพาะที่ปรากฏในศาลระหว่างการเปิดไต่สวนรวม 6 นัด มีเอกสารสำคัญอย่างน้อย 9 รายการ ซึ่งถูกหยิบยกมาสอบถามพยาน แต่บีบีซีไทยไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเนื้อหาได้

1. เวชระเบียนของสถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขณะแพทย์ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ตรวจร่างกายผู้ต้องขังแรกรับเมื่อ 22 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 11.00 น.

2. บันทึกของพยาบาลเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่รายงานพัศดีเวร เพื่อขอส่งตัวผู้ต้องขังออกไปรักษานอกเรือนจำเมื่อ 22 ส.ค. 2566 เวลาราว 22.00 น.

3. เอกสารประวัติการรักษาตัวในต่างประเทศ รวม 10 โรค ซึ่งญาติผู้ต้องขังมอบให้เรือนจำ

4. เวชระเบียนของ รพ.ตำรวจ ขณะรับผู้ต้องขังเป็นผู้ป่วยในเมื่อ 23 ส.ค. 2566 เวลาราว 0.30 น.

5. บันทึกติดตามอาการของแพทย์ รพ.ตำรวจ หรือที่เรียกว่า "progress note" หลังมาตรวจเยี่ยมอาการของนายทักษิณที่ชั้น 14 ในช่วง 6 เดือน (ส.ค. 2566 - ก.พ. 2567)

6. บันทึกคำสั่งการรักษาของแพทย์ รพ.ตำรวจ หรือเรียกย่อ ๆ ว่าใบสั่งแพทย์ หรือ "doctor order sheet" หลังมาตรวจเยี่ยมอาการของนายทักษิณที่ชั้น 14

7. ใบแสดงความเห็นแพทย์ของ รพ.ตำรวจ ที่เรือนจำและกรมราชทัณฑ์ใช้ประกอบการพิจารณาคุมขังนอกเรือนจำกรณีพักรักษาตัวนานเกิน 30 วัน, 60 วัน และ 120 วัน รวม 4 ฉบับ (กรณี 120 วัน มีแพทย์ 2 คนออกใบรับรองแพทย์ซ้ำกัน จึงมีเอกสาร 2 ฉบับ)

8. เอกสารค่ารักษาพยาบาลของผู้ต้องขังที่ รพ.ตำรวจ ในช่วง 6 เดือน (ส.ค. 2566 - ก.พ. 2567) ซึ่งปรากฏรายการ "ค่ายาและสารอาหารทางเส้นเลือด" จำนวน 9 ฉบับ จากทั้งหมด 27 ฉบับ

9. รายงานของแพทยสภาเกี่ยวกับการตรวจสอบการกระทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวและรักษานายทักษิณ โดยมีความเห็นเพิ่มเติมจากแพทย์ที่ถูกร้อง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคของนายทักษิณ

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นำสำเนาภาพเวชระเบียนของ รพ.ตำรวจ มาแสดงต่อสื่อมวลชน เมื่อ 25 ก.ค.

ที่มาของภาพ, hataikarn treesuwan/bbc thai

คำบรรยายภาพ, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นำสำเนาภาพเวชระเบียนของ รพ.ตำรวจ มาแสดงต่อสื่อมวลชน เมื่อ 25 ก.ค.

ก่อนการไต่สวนจะเริ่มขึ้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" และเกาะติดกระบวนการไต่สวนคดีชั้น 14 ทุกนัด ได้นำสำเนาภาพเวชระเบียนของ รพ.ตำรวจ มาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยชี้ว่า "ศาลเดินมาถูกทางแล้ว และคงจับผิดคำให้การของแพทย์ได้" จึงเรียก doctor order sheet จาก รพ.ตำรวจ ซึ่งเอกสารนี้จะจัดทำย้อนหลังไม่ได้ ต่างจาก progress note ที่แพทย์อาจมาเขียนภายหลังได้ เนื่องจาก doctor order sheet ทุกคำสั่งต้องมีลายเซ็นแพทย์กำกับ มีการรับคำสั่งโดยพยาบาล และมีการลงวัน-เวลากำกับไว้ชัดเจน

นพ.วรงค์ตั้งข้อสังเกตว่า รพ.ตำรวจ อาจไม่ได้ส่งเวชระเบียนฉบับจริงให้กับทางศาลหรือไม่ จึงไม่ปรากฏ doctor order sheet ตั้งแต่ต้น ทั้งนี้เอกสารสำคัญที่จะอยู่ในเวชระเบียน ประกอบด้วย บันทึกคำสั่งการรักษาของแพทย์, บันทึกของพยาบาลที่เฝ้าไข้ (nurse note), ใบฟอร์มปรอท (T.P.R. Flow) ซึ่งพยาบาลต้องบันทึกข้อมูลความดันโลหิต อุณหภูมิร่างกาย น้ำหนัก ภาวะออกซิเจน อาหาร ยา ฯลฯ เป็นประจำทุกวัน นอกจากนี้ยังข้อมูลผลตรวจจากห้องปฏิบัติการและอื่น ๆ

อาการป่วยผ่านคำชี้แจงราชทัณฑ์-แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

ทบทวนกันอีกครั้งสำหรับข้อมูลด้านสุขภาพของนายทักษิณที่ปรากฏต่อสาธารณะในช่วง 6 เดือน (ส.ค. 2566 - ก.พ. 2567)

วันแรกรับ ผอ.ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า นายทักษิณมีโรคที่กำลังรักษาอยู่ 4 โรค ได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ภาวะพังผืดในปอดจากการเคยป่วยปอดอักเสบ ความดันโลหิตสูง และกระดูกสันหลังเสื่อมในหลายระดับ

ส่วนอาการที่ทำให้นายทักษิณถูกย้ายออกจากเขตเรือนจำตามการเปิดเผยของโฆษกกรมราชทัณฑ์คือ "มีอาการนอนไม่หลับ แน่นหน้าอก วัดความดันโลหิตสูง ระดับออกซิเจนปลายนิ้วต่ำ"

พยาบาลเวรเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อ้างถึงประวัติการรักษาในต่างประเทศที่ผู้ต้องขังมอบให้ และการซักอาการผู้ต้องขังที่บ่น "แน่นหน้าอก" จึงปรึกษาแพทย์เวรทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ และสันนิษฐานว่ามีอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคที่เกินกว่าศักยภาพของทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ "แพทย์จึงมีความเห็นว่าเพื่อป้องกันความเสี่ยงอันตรายที่อาจจะส่งผลต่อชีวิต เห็นควรส่งตัวไป รพ.ตำรวจ" โดยขออนุญาตแพทย์ผู้ตรวจร่างกายของนายทักษิณในช่วงกลางวันใช้ "ใบส่งตัวที่เขียนเอาไว้ล่วงหน้า"

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัว ทักษิณ ชินวัตร ไปรักษาที่อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ ตั้งแต่ 0.20 น. ของวันที่ 23 ส.ค. 2566

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัวนายทักษิณ ไปรักษาที่อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา รพ.ตำรวจ ตั้งแต่ 0.20 น. ของวันที่ 23 ส.ค. 2566

จากนั้นเมื่อไปถึง รพ.ตำรวจ นายทักษิณถูกส่งตัวตรงขึ้นชั้น 14 ของอาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา ตามคำยืนยันของพยานหลายปากที่ขึ้นเบิกความก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เป็นผู้คุม หรือแพทย์ รพ.ตำรวจ โดยนายทักษิณไม่ได้เข้าห้องฉุกเฉิน (Emergency Room - ER) หรือหน่วยดูแลผู้ป่วยหนัก/ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤต (Intensive Care Unit – ICU) หรือหน่วยดูแลผู้ป่วยหนักโรคหัวใจ/ผู้ป่วยวิกฤตด้านหัวใจ (Coronary Care Unit - CCU) แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม แพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ให้สัมภาษณ์สื่อในวันที่ 4 หลังรับตัวนายทักษิณเอาไว้รักษาว่า มีการตรวจหัวใจด้วยคลื่นความถี่สูง หรือเอคโค่ (echo) และเอกซเรย์ปอด

จากอาการเกี่ยวกับโรคหัวใจในวันเข้า รพ. เมื่อนอนอยู่ที่ชั้น 14 ต่อไป นายทักษิณเกิดมีอาการอื่น ๆ งอกขึ้นมา ซึ่งมีทั้ง "โรคเก่า" ที่มีประวัติการรักษามาก่อน และ "โรคใหม่" จากอุบัติเหตุ จึงต้องเข้ารับการผ่าตัด 2 ครั้ง และกลายเป็นเหตุผลที่ใช้ประกอบการพิจารณาคุมขังนอกเรือนจำ ทั้งระยะการรักษาตัวเกินกว่า 30 วัน, 60 วัน และ 120 วัน

ในระหว่างการไต่สวนทีมแพทย์ รพ.ตำรวจ ได้ข้อมูลว่า นายทักษิณได้รับการผ่าตัดบริเวณนิ้วมือ และผ่าตัดบริเวณหัวไหล่ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยปฏิเสธจะเข้ารับการผ่าตัดบริเวณคอและหลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคที่แสดงไว้ในเวชระเบียนก่อนส่งตัวออกจากเรือนจำ และต้องการรักษาแบบอนุรักษ์ (conservative)

ส่วนภาพแรกที่สังคมมีโอกาสเห็นนายทักษิณในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 18 ก.พ. 2567 หลังได้รับการพักการโทษเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเข้าเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัยและเจ็บป่วยเรื้อรัง เขาสวมใส่หน้ากากอนามัย มีปลอกคอ และมีอุปกรณ์พยุงแขนด้านขวา

อาการ "ไม่วิกฤต" 3 หมอแพทยสภาเห็นตรงกัน

หลังศาลได้ข้อเท็จจริงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ในการไต่สวนนัดที่ 6 ศาลเรียกแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและทรวงอก ซึ่งเป็นเหตุที่ใช้อ้างส่งตัวออกจากเรือนจำด้วย "อาการฉุกเฉิน" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในห้องฉุกเฉิน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางศัลยกรรมกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นเหตุในการขอพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ มาไต่สวนรวม 3 ปาก ประกอบด้วย

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภา และอดีตคณบดีแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ (การผ่าตัดทรวงอก ช่องท้อง ทางเดินหายใจ)

ศ.นพ.ไชยรัตน์ เพิ่มพิกุล กรรมการแพทยสภา และประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช กรรมการแพทยสภา และประธานราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ

ในระหว่างการไต่สวนราว 2.30 ชม. ศาลให้ "อาจารย์หมอ" ทั้ง 3 คนดูเอกสารทางการแพทย์หลายฉบับ และขอความเห็นเพิ่มเติมจากพวกเขา ทั้งนี้ ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ ได้ขอยื่นเอกสารประกอบการเบิกความ โดยจัดทำไทม์ไลน์การรักษานายทักษิณและคำอธิบายศัพท์ทางการแพทย์มาโดยละเอียด ซึ่งศาลรับไว้พิจารณา

ศาลสอบถามในประเด็นต่าง ๆ อาทิ

  • กลุ่มอาการและโรคของนายทักษิณที่พบเมื่อกลางดึกของวันที่ 22 ส.ค. 2566 เข้าเกณฑ์ "วิกฤต" "ฉุกเฉิน" "เฉียบพลัน" หรือไม่
  • แนวทางและมาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ป่วยฉุกเฉินเป็นอย่างไร
  • รายการยาที่ใช้รักษานายทักษิณตามที่ปรากฏใน progress note และ doctor order sheet มียาเกี่ยวกับอาการที่ส่งตัวออกจากเรือนจำหรือไม่
  • อาการบาดเจ็บข้อและกระดูกที่นายทักษิณเข้ารับการผ่าตัดที่ รพ.ตำรวจ ถือเป็นภาวะ "เร่งด่วน" หรือไม่ และจำเป็นต้องพักรักษาตัวต่อเนื่องใน รพ. หรือไม่
ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คือหนึ่งในบุคคลที่ขึ้นเบิกความต่อศาล 25 ก.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คือหนึ่งในบุคคลที่ขึ้นเบิกความต่อศาลในวันที่ 25 ก.ค.

พยานให้ความเห็นสอดคล้องกัน โดยพิจารณาจากเอกสารว่านายทักษิณเป็น "โรคเรื้อรัง" แต่มีบางโรคที่อาการอาจกำเริบและเกิดภาวะเฉียบพลันได้ ทว่าต้องมีสิ่งบ่งชี้และต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์พิสูจน์อาการก่อนวินิจฉัยโรค ไม่ใช่เพียงฟังจากคำบอกเล่า

พยานยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า อาการที่เป็นเหตุในการส่งตัวออกจากเรือนจำด้วยภาวะฉุกเฉิน 2 โรค เมื่อถึง รพ.ตำรวจ กลับไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรคนั้นมาตรวจ ไม่ปรากฏการให้ยาและการรักษาอาการดังกล่าวซึ่งควรทำภายใน 10 นาทีที่ไปถึง รพ. อีกทั้งเมื่อแพทย์เฉพาะทางมาตรวจในวันที่ 24 และ 25 ส.ค. 2566 ก็ไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับอาการฉุกเฉินที่ว่าแล้ว

เช่นเดียวกับการผ่าตัด 2 ครั้ง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์เห็นว่าไม่ใช่รักษาแบบเร่งด่วน สามารถนัดหมายล่วงหน้าได้ กรณีผ่าตัดบริเวณนิ้ว สามารถทำแบบไปเช้า-เย็นกลับ ส่วนกรณีผ่าตัดบริเวณหัวไหล่ เมื่อตัดไหมแล้วก็สามารถออกจาก รพ. ได้

กล่าวโดยสรุปแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คนเห็นตรงกันว่า อาการป่วยของนายทักษิณไม่เข้าขั้น "วิกฤต" ซึ่งหมายถึงมีภาวะเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต เมื่อแพทย์เฉพาะทางมาตรวจติดตามและรักษาอาการแล้ว ก็สามารถออกจาก รพ. ได้

ทนายถาม 3 หมอร่วมลงมติลงโทษแพทย์ราชทัณฑ์-รพ.ตำรวจ หรือไม่

แพทยสภาเป็นสภาวิชาชีพที่ทำหน้าที่ส่งเสริมจริยธรรมแห่งวิชาชีพและควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม โดยองค์กรนี้ได้ตรวจสอบการกระทำผิดจริยธรรมของแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวและรักษาอดีตนายกฯ ขณะพักอยู่ที่ชั้น 14 ก่อนมีมติแพทยสภาเมื่อ 8 พ.ค. สั่งลงโทษแพทย์ 3 คน ประกอบด้วย

  • พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ แพทย์ประจำทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ผู้ทําหน้าที่ตรวจร่างกายผู้ต้องขังรับใหม่และให้ใช้ใบส่งตัวประกอบการย้ายออกไปรักษาที่ รพ.ตำรวจ ถูกลงโทษด้วยการกล่าวตักเตือน กรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน
  • พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เมื่อครั้งเป็นนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ถูกพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นเวลา 3 เดือน เนื่องจากให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน
  • พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจากให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริง จากกรณีออกใบแสดงความเห็นทางการแพทย์ 2 ฉบับ ซึ่งถูกไปใช้ประกอบการขอความเห็นชอบให้ผู้ต้องขังพักรักษาตัวนอกเรือนจําเกิน 30 วัน และ 60 วัน

ศาลได้เรียกรายงานผลการตรวจของแพทยสภามาประกอบการไต่สวน และยังเรียกแพทย์ทั้ง 3 คนที่ถูกลงโทษมาเบิกความก่อนหน้านี้แล้ว โดย พล.ต.ท.ทวีศิลป์ แจ้งว่า ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งแพทยสภาต่อศาลปกครองแล้ว

ที่ประชุมแพทยสภาเมื่อ 12 มี.ค. 2568 โหวตยืนยันคำสั่งลงโทษแพทย์ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับกรณีชั้น 14 หลัง รมว.สาธารณสุข ใช้อำนาจ “วีโต้” ยับยั้งคำสั่งแพทยสภา แต่ไม่เป็นผล

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ที่ประชุมแพทยสภาเมื่อ 12 มี.ค. 2568 โหวตยืนยันคำสั่งลงโทษแพทย์ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับกรณีชั้น 14 หลัง รมว.สาธารณสุข ใช้อำนาจ "วีโต้" ยับยั้งคำสั่งแพทยสภา แต่ไม่เป็นผล

ในระหว่างการไต่สวนวันนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ พยายามสอบถามพยานทั้ง 3 คนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงโทษแพทย์ทั้ง 3 คนหรือไม่ โดยมีพยาน 1 คน "ไม่ขอตอบคำถาม" อีก 1 คนบอกว่าไม่ได้ร่วมลงมติเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ และอีก 1 คน ศาลไม่อนุญาตให้ถามเพราะไม่ใช่คำถามที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง หลังนายวิญญัติยิงคำถามใส่พยานรายนี้ว่า "อยู่ในกลุ่มไลน์" ที่มีนายกแพทยสภาอยู่ด้วยหรือไม่

ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ทนายความของนายทักษิณให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า แพทยสภาไม่เคยตำหนิมาตรฐานดุลยพินิจทางการแพทย์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร แต่มีความเห็นเชิงตรงข้ามเกี่ยวกับการปฏิบัติของแพทย์แต่ละคนเท่านั้น อย่างไรก็ตามอยากให้ลองนึกดูว่าถ้าญาติใกล้ชิดป่วยบ้างจะทำอย่างไร จะส่งตัวออกไปรักษาหรือจะนอนรอสังเกตอาการ ส่วนตัวไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องมาเห็นใจนายทักษิณ แต่พูดถึงกรณีทั่วไปที่ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

ส่วนประเด็นภาวะวิกฤตหรือฉุกเฉิน นายวิญญัติบอกว่า "เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก" แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในศักยภาพของ รพ.ราชทัณฑ์หรือไม่ เชื่อว่าชัดเจนหมดแล้วและมีความจริงปรากฏอยู่

วิษณุคือ "พยานเป็นที่ประจักษ์ข้อเท็จจริง"

ถึงตอนนี้ศาลเรียกพยานบุคคลมาไต่สวนแล้ว 30 ปาก เหลือการไต่สวนอีกเพียง 1 นัด ในวันที่ 30 ก.ค. โดย ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการ รมว.ยุติธรรมของรัฐบาล "ประยุทธ์ 2" ขณะเกิดกรณีชั้น 14 จะขึ้นเบิกความในฐานะพยานฝ่ายจำเลย

นายวิญญัติบอกว่า นายวิษณุคือ "พยานปากสำคัญ" และเป็น "พยานเป็นที่ประจักษ์ข้อเท็จจริง" รู้ถึงการกลับมาประเทศไทย การรับตัว และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ปรากฏอาการป่วยของนายทักษิณซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของประเทศเนื่องจากเคยเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นการป่วยที่ต้องสืบค้นสาเหตุให้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ จึงเชื่อว่าการให้ข้อเท็จจริงของนายวิษณุจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยต่อไป

วรงค์สรุป 5 ปม "ตอกฝาโลงแล้ว"

ด้านอดีตนักการเมืองที่ทนายความของนายทักษิณเรียกขานว่า "ขาประจำ" ต่างออกมาให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่าไม่เป็นคุณแก่ผู้ร่วมขบวนการช่วยให้นายทักษิณไม่ต้องอยู่ในเรือนจำ โดยใช้คำว่า "คดีนี้จบแล้ว" "จบเห่" "ตอกฝาโลง"

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่สงสัยกันว่านักโทษรายนี้ป่วยหนักจนต้องนอน รพ. 180 วันหรือไม่ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเรียกว่า "ตอกฝาโลงแล้ว" ทุกอย่างสิ้นสงสัยแล้วว่า 1. ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แม้จะเคยมีประวัติมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่ฉุกเฉิน 2. แพทย์เจ้าของไข้ที่รับตัวไว้ก็ไม่ตรงกับโรคที่ป่วย 3. ไม่ได้ตรวจโรคเฉพาะทางที่อ้างว่าป่วย ซึ่งต้องทำการตรวจทันทีในคืนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ส่งตัวนักโทษมารักษา 4. ปัญหาโรคร้ายแรงที่ส่งตัวมา ก็ได้รับการยืนยันว่าไม่ได้วิกฤตถึงขั้นต้องอยู่ รพ. 5. แม้นักโทษจะเป็นโรคหลายโรค แต่ก็เป็นโรคเรื้อรัง และอาการก็ไม่ได้กำเริบจนต้องนอน รพ. ต่อเนื่องหลายวัน

ผศ. นพ.ดุลย์ สิทธิสมวงศ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนของศาลในรอบกว่า 1 เดือน แสดงให้เห็นว่า "จบเห่" แล้ว เพราะการย้ายผู้ต้องขังไปอยู่นอกเรือนจำ แม้อ้างว่ามีกฎหมายต่าง ๆ รองรับ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานยืนยันว่ามีอาการเจ็บป่วยวิกฤตจริงก็ต้องกลับเข้าเรือนจำ

ส่วนกรณีที่นายทักษิณตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีแพทย์ รพ.ตำรวจ เจ้าของไข้ของเขาต้องปาดน้ำตากลางศาลในระหว่างการไต่สวนนัดก่อน (18 ก.ค.) โดยระบุว่า "เป็นเรื่องที่ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน พอหมอรักษาคนหายไม่ได้รับรางวัล ต้องหมอรักษาคนตายหรืออย่างไร" หมอตุลย์ขอตั้งข้อสังเกตกลับไปว่า "หมอรักษาคนหาย คือหายไปจากเรือนจำหรือไม่" และตั้งคำถามว่านายทักษิณจะแสดงความรับผิดชอบต่อแพทย์เหล่านี้อย่างไรหากถูกดำเนินคดีต่าง ๆ

ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ครั้งแรก 14-16 มี.ค. 2567 หลังได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษเมื่อ 18 ก.พ. 2567

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านเกิดที่ จ.เชียงใหม่ครั้งแรก 14-16 มี.ค. 2567 หลังได้รับการพักโทษเป็นกรณีพิเศษเมื่อ 18 ก.พ. 2567 โดยมีสมาชิกในครอบครัวร่วมทำบุญ

นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เปิดเผยว่า ได้ยื่นเอกสารต่อศาลเพิ่มเติม แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ โดยเป็นใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของนายทักษิณขณะพักอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องห้องพักไม่ตรงกับข้อมูลที่พยานบุคคลทั้งพัศดีและผู้คุมขึ้นเบิกความต่อศาล โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ระบุว่านายทักษิณพักที่ห้อง 1407 เป็นหลัก แต่ในใบเสร็จกลับเป็นอัตราห้อง 1404 ซึ่งเป็นห้องรอยัลสวีท (royal suite) ราคา 12,000 บาท/คืน ขณะที่ห้อง 1407 เป็นห้องสวีท (suite) ราคา 8,500 บาท/คืน จึงถือว่าพยานที่ขึ้นเบิกความไม่น่าเชื่อถือ มีข้อพิรุธ และมองว่า "คดีนี้จบแล้ว" อย่างไรก็ตามไม่ขอก้าวล่วงดุลพินิจของศาล แต่พร้อมส่งเอกสารให้ ป.ป.ช. ใช้ประกอบการไต่สวนคดีชั้น 14 ต่อไป