การฟื้นฟูคุ้งน้ำตามธรรมชาติช่วยป้องกันน้ำท่วมได้อย่างไร

ธรรมชาติ

ที่มาของภาพ, Alamy

    • Author, แฟรงกี แอดกินส์
    • Role, บีบีซีฟิวเจอร์

แม่น้ำลำธารที่เคยไหลคดเคี้ยวทั่วโลก ถูกขุดลอกปรับแต่งให้ทางน้ำกลายเป็นเส้นตรงมากขึ้นตลอดช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา แต่ผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันต่างกล่าวกันว่า การฟื้นคืนสภาพสายน้ำให้มีคุ้งโค้งตามธรรมชาติดังเดิม จะช่วยป้องกันน้ำท่วมและสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยอันอุดมสมบูรณ์ให้กับสัตว์ป่านานาชนิดได้

ลำธาร “สวินเดลเบ็ก” (Swindale Beck) ในมณฑลคัมเบรียของอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ของเนินเขาและทะเลสาบ “เลกดิสทริก” (Lake District) สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันโด่งดัง เคยเป็นลำธารที่ไหลคดเคี้ยวผ่านทุ่งหญ้า หุบเขา และพื้นที่การเกษตรอันกว้างใหญ่ แต่ในช่วงไม่กี่ร้อยปีมานี้ เส้นทางของมันเริ่มจะเปลี่ยนเป็นเส้นตรงมากขึ้นเรื่อย ๆ

สภาพการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะแม่น้ำลำธารที่มี “สุขภาพสมบูรณ์” ควรจะคดเคี้ยวและไหลอย่างเป็นอิสระ รวมทั้งเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดที่มาอยู่อาศัย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม แม่น้ำลำธารในสหราชอาณาจักรถึง 97% ถูกแบ่งแยกออกเป็นส่วน ๆ ด้วยฝายและเครื่องกีดขวางที่มนุษย์สร้างขึ้น ปัจจุบันสายน้ำในประเทศแห่งนี้จะมีเครื่องกีดขวางดังกล่าวตั้งอยู่ทุก 1.5 กิโลเมตร และในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา มันยังถูกขุดลอกปรับแต่งให้กลายเป็นคูคลองแบบเส้นตรงมากขึ้นทีละน้อย เพื่อป้องกันน้ำเอ่อท่วมเข้าสู่บ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร

ทว่าการทำลายคุ้งโค้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของสายน้ำ กลับส่งผลในทางตรงกันข้ามกับที่มนุษย์คาดไว้ เพราะไปขัดขวางการไหลของน้ำและทำให้แหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำเสื่อมคุณภาพลง นอกจากนี้ คุณภาพน้ำยังได้รับผลกระทบและความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยยังสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งไม่นานมานี้แม่น้ำลำธารหลายสายของยุโรปตกเป็นข่าวว่ากำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ เนื่องจากมีสัตว์ป่ามาอยู่อาศัยน้อยลง รวมทั้งปนเปื้อนมลพิษจากน้ำทิ้งเน่าเสียและน้ำที่ระบายออกจากพื้นที่การเกษตร ทำให้มีชุมชนหลายแห่งเริ่มหันไปใช้วิธีธรรมชาติ เพื่อบำบัดฟื้นฟูสายน้ำในท้องถิ่นของตน

ทีมขุดลอกใช้เวลาสามเดือน ปรับแต่งให้ลำธารสวินเดลเบ็กกลับมามีคุ้งโค้งตามธรรมชาติดังเดิม

ที่มาของภาพ, RSPB

คำบรรยายภาพ, ทีมขุดลอกใช้เวลาสามเดือน ปรับแต่งให้ลำธารสวินเดลเบ็กกลับมามีคุ้งโค้งตามธรรมชาติดังเดิม

แม่น้ำบางสายได้รับการฟื้นฟูด้วยเทคนิคที่เรียกว่า “การจัดการน้ำท่วมแบบธรรมชาติ” (NFM) เช่นการสร้างเขื่อนไม้ที่ปล่อยให้น้ำไหลผ่านได้, การปลูกต้นไม้, หรือการปล่อยให้ตัวบีเวอร์เข้าไปทำรังและสร้างฝายเองตามธรรมชาติ โดยแนวคิดหนึ่งที่ใช้เทคนิคนี้ ได้แก่การคืนคุ้งโค้งให้กับแม่น้ำและลำธารสาขา ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงเนเธอร์แลนด์ สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร กำลังดำเนินโครงการคืนสภาพสายน้ำทีละเล็กละน้อย เพื่อให้ทางน้ำกลับมาไหลคดเคี้ยวเหมือนที่เคยเป็นในอดีต และโครงการในสหราชอาณาจักรนั้นก็กำลังผลิดอกออกผล โดยเริ่มมีปลา นก และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำนวนมาก กลับมาอาศัยตามแหล่งน้ำในมณฑลคัมเบรียและเวสต์ซัสเซกซ์แล้ว

เมื่อราว 200 ปีก่อน ลำธารสวินเดลเบ็กถูกปรับแต่งให้เป็นเส้นตรงเพื่อให้มีพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น ทว่าตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา หลายหน่วยงานที่นำโดยราชสมาคมเพื่อการอนุรักษ์นก (RSPB) ได้เข้าดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูสายน้ำดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายในการสร้างที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ให้มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์รวมทั้งความหลากหลายของโครงสร้างและสัณฐานวิทยาของสัตว์แต่ละชนิดให้มากขึ้น

เกล็น สเวนสัน ผู้จัดการภาคสนามของ RSPB ประจำทุ่งหญ้ากลางหุบเขา Wild Haweswater ในอุทยานแห่งชาติเลกดิสทริก บอกว่าสายน้ำในอุดมคตินั้นควรจะ “มีพลวัตสูง ปั่นป่วน และไร้ระเบียบ ต้องมีระลอกคลื่นที่เกิดจากน้ำไหลผ่านหินหรือก้อนกรวด ซึ่งทำให้เกิดสันดอนและเกาะแก่งขึ้น ยิ่งลำธารสายต่าง ๆ ไหลเข้ามาบรรจบและแยกออกจากกันเหมือนถักผมเปียมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีทางระบายน้ำจำนวนมากกระจายไปทั่วที่ราบที่น้ำท่วมถึง”

หลังทำการศึกษาพื้นที่หุบเขาแห่งดังกล่าว เพื่อค้นหาตำแหน่งเดิมของคุ้งโค้งในลำธารสวินเดลเบ็กแล้ว RSPB ได้มอบหมายให้ทีมขุดลอกลงมือปรับแต่งทางน้ำใหม่ โดยร่วมมือกับองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม Natural England และบริษัทพัฒนาแหล่งน้ำ United Utilities ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ทุ่มงบประมาณถึงกว่า 8.8 ล้านบาท เพื่อทำให้ทางน้ำยาว 1 กิโลเมตร กลับมาคดเคี้ยวดังเดิม

นกหลายชนิดอย่างเช่นนกมุดน้ำ (dipper) หวนคืนกลับถิ่นอาศัยหลังมีการฟื้นฟูคุ้งโค้งของลำธารแล้ว

ที่มาของภาพ, David Morris

คำบรรยายภาพ, นกหลายชนิดอย่างเช่นนกมุดน้ำ (dipper) หวนคืนกลับถิ่นอาศัยหลังมีการฟื้นฟูคุ้งโค้งของลำธารแล้ว

ในขั้นแรกมีการศึกษาและทำแผนที่ของทางน้ำในอดีตเมื่อราว 200 ปีก่อน แล้วจึงคัดเลือกทีมขุดลอกเข้ามาปรับแต่งลำธารให้ใกล้เคียงสภาพเดิมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งทีมงานใช้เวลาสามเดือนทำให้ลำธารสวินเดลเบ็กกลับมาไหลคดเคี้ยว และมีความยาวมากขึ้นกว่าตอนที่เป็นคลองเส้นตรงประมาณ 180 เมตร

ทอม ฮาเย็ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำท่วมด้วยวิธีธรรมชาติ จากองค์กร Wildfowl and Wetlands Trust (WWT) บอกว่าการเพิ่มส่วนโค้งให้แม่น้ำลำธารมีข้อดีสองประการ คือช่วยเปลี่ยนแปลงทั้งอัตราเร็วและปริมาณของน้ำได้ ข้อดีข้อแรกคืออัตราการถ่ายเทของน้ำระหว่างการไหลจะลดลง “ปริมาณน้ำที่ลำธารสามารถนำพาให้เคลื่อนไปสู่ปลายน้ำจะเปลี่ยนไป เมื่อลำธารมีความยาวมากขึ้น นั่นเท่ากับคุณได้กระจายมวลน้ำไปสู่พื้นที่กว้างใหญ่ขึ้น ทำให้น้ำขังอยู่ในช่วงต้นน้ำที่ถูกปรับแต่งให้มีคุ้งโค้งได้มากขึ้นและนานขึ้น ไม่ไหลบ่าเข้าท่วมเมืองที่อยู่ปลายน้ำ”

ข้อดีประการที่สองของการเพิ่มคุ้งโค้งให้แม่น้ำ คือการชะลอความเร็วของน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ยิ่งมีการปรับแต่งโครงสร้างและปรับเปลี่ยนสัณฐานวิทยาของแม่น้ำมากขึ้นเท่าไหร่ น้ำก็จะไหลช้าลงเท่านั้น ต่างจากทางน้ำที่เป็นเส้นตรงซึ่งน้ำจะไหลเชี่ยวจนเหมือนกับ “บิน” ผ่านไปเลยทีเดียว “อัตราเร็วและปริมาตรของน้ำที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในลำน้ำสาขา หมายความว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง แม่น้ำนั้นจะไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ต่อไป และอุทกภัยจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ฮาเย็กกล่าวอธิบาย

วิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ทำกันบ่อยในอดีต มักเป็นการขุดลอกแม่น้ำลำคลองให้ลึกยิ่งขึ้น แต่ฮาเย็กบอกว่าวิธีนี้ช่วยแก้ไขรากฐานของปัญหาได้น้อยมาก ทำให้ผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันหันมาใช้วิธีธรรมชาติในการจัดการน้ำท่วม โดยฟื้นฟูสภาพโครงสร้างของสายน้ำให้ขยายตัวเต็มพื้นที่ราบน้ำท่วมถึงอย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้บรรดานักวิทยาศาสตร์พากันออกมาเตือนว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะทำให้มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มมากขึ้นและเกิดอุทกภัยในบางพื้นที่ของภูมิภาคยุโรป เนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้นจะมีความชื้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นการฟื้นฟูแม่น้ำให้หวนคืนสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติ รวมทั้งการรื้อถอนเขื่อน และการบริหารจัดการที่ราบน้ำท่วมถึง จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงต่ออุทกภัยร้ายแรงได้ โดยปัจจุบันมีการวางแผนและดำเนินโครงการฟื้นฟูสายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามดังกล่าวแล้วหลายโครงการทั่วยุโรป

นอกจากนี้สเวนสันยังบอกว่า น้ำที่ไหลช้าลงจะทำให้เกิดแอ่งน้ำลึกที่ปลามารวมตัวกัน เพื่อหยุดพักชั่วคราวระหว่างว่ายน้ำได้ ส่วนท้องน้ำที่มีกรวดละเอียดสะสมตัวอยู่มาก ก็จะเป็นแหล่งขยายพันธุ์และวางไข่ชั้นดีสำหรับปลาแซลมอน

แอนนาเบล รัชตัน ผู้จัดการฝ่ายประสบการณ์การท่องเที่ยวประจำ Wild Haweswater บอกว่าผลที่ได้จากการฟื้นฟูโครงสร้างของลำธารนั้น “น่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง” เธออธิบายว่า “ตามปกติแล้วโครงการอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นต้องหวังผลในระยะยาว ถ้าคุณปลูกต้นไม้สักต้นหนึ่ง คุณไม่อาจจะเห็นมันเติบโตจนบรรลุศักยภาพขั้นสูงสุดตามที่หวังในช่วงชีวิตของคุณได้ แต่นี่ผ่านไปเพียงสามเดือน ลำธารยาวหนึ่งกิโลเมตรที่ถูกปรับแต่งให้คดเคี้ยวอีกครั้ง ก็มีปลาแซลมอนกลับมาวางไข่แล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 150 ปี”

นอกจากปลาแซลมอนที่เป็นดาวเด่นของโครงการนี้แล้ว ยังพบว่ามีปลาเทราต์และปลาขนาดเล็กคล้ายปลาสร้อย (minnow) กลับมารวมฝูงกันเพิ่มขึ้นในลำธารแห่งนี้อีกด้วย ส่วนพืชน้ำหลายชนิดที่เคยหายไปก็หวนกลับมา กลายเป็นที่กำบังหลบซ่อนศัตรูและแหล่งอาหารชั้นดีให้กับลูกปลาเกิดใหม่

ภาพเปรียบเทียบของลำธารสวินเดลเบ็ก ในช่วงก่อนและหลังการฟื้นฟูปรับแต่งโครงสร้าง

ที่มาของภาพ, Google Earth

คำบรรยายภาพ, ภาพเปรียบเทียบของลำธารสวินเดลเบ็ก ในช่วงก่อนและหลังการฟื้นฟูปรับแต่งโครงสร้าง

การเพิ่มคุ้งโค้งให้ลำธารสวินเดลเบ็กยังช่วยให้มันทำความสะอาดตัวเองได้อีกด้วย เพราะก่อนหน้านี้ทางน้ำที่เป็นเส้นตรงทำให้น้ำไหลเชี่ยวและเต็มไปด้วยตะกอนขุ่น แต่ลำธารที่คดเคี้ยวจะไหลช้ากว่าจนตะกอนสามารถจมลงสะสมตัวที่ตลิ่งได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบริษัทผู้พัฒนาแหล่งน้ำอย่างมาก เนื่องจากน้ำที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำปลายทางจะไม่ขุ่นข้นอีกต่อไป

แม้ทุกวันนี้จะมีโครงการเพิ่มคุ้งโค้งให้สายน้ำผุดขึ้นกว่า 100 โครงการ ในมณฑลคัมเบรีย แต่สเวนสันกล่าวเตือนว่าวิธีนี้อาจไม่เหมาะกับแหล่งน้ำทุกแห่งเสมอไป “เพราะมันยากที่จะคาดหวังว่า เราจะได้รับประโยชน์แบบเดียวกันจากโครงการที่ต่างกันไปทุกครั้งที่คุณลงมือทำมัน มีความแตกต่างทั้งในด้านภูมิประเทศ, ระดับความสูง, และปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ สารพัด”

สำหรับลำธารสวินเดลเบ็กแล้ว โครงการขุดลอกปรับแต่งโดยฟื้นสภาพคุ้งโค้งให้เป็นเหมือนในอดีตนั้นทำได้ง่ายมาก เพราะลำธารตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีประชากรไม่หนาแน่น โดยมีเพียงบ้านเรือนไม่กี่หลังในที่ราบน้ำท่วมถึงเท่านั้น ทำให้การเจรจากับบรรดาเจ้าของที่ดินบนสองฝั่งของลำธารไม่ยุ่งยากนัก แต่ในกรณีของแม่น้ำซึ่งไหลผ่านพื้นที่ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น การดำเนินโครงการให้สำเร็จจะซับซ้อนกว่ามาก

อย่างไรก็ตามปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้ความต้องการที่จะปรับแต่งโครงสร้างแม่น้ำลำธารรุนแรงขึ้น ฮาเย็กบอกว่า “แบบแผนของภูมิอากาศโลกเปลี่ยนไป จนเกิดฤดูร้อนที่ฝนตกชุกมากขึ้นในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาต่อครั้งยังเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เช่นเทกระหน่ำลงมาอย่างท่วมท้นกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีตถึง 10 เท่า”

“การขุดลอกให้ทางน้ำเป็นเส้นตรง และการใช้วัสดุแข็งแน่นอย่างคอนกรีตเป็นพื้นผิวรองรับน้ำ เมื่อเจอเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแล้ว ก็เท่ากับเราได้สร้างสภาพการณ์ที่เลวร้ายสุดขั้วขึ้นมา” ฮาเย็กกล่าว “นี่นำไปสู่การผลักดันให้ใช้เทคนิคจัดการน้ำท่วมด้วยวิธีธรรมชาติ เช่นใช้วัสดุธรรมชาติกักเก็บและชะลอความเร็วของน้ำ รวมทั้งชะลอการไหลด้วยพื้นที่รองรับน้ำ”

การเพิ่มคุ้งโค้งให้แม่น้ำยังช่วยให้มันทำความสะอาดตัวเองได้ จนเกิดแหล่งที่อยู่อาศัยชั้นดีสำหรับสัตว์ป่า

ที่มาของภาพ, David Mower

คำบรรยายภาพ, การเพิ่มคุ้งโค้งให้แม่น้ำยังช่วยให้มันทำความสะอาดตัวเองได้ จนเกิดแหล่งที่อยู่อาศัยชั้นดีสำหรับสัตว์ป่า

ฮาเย็กกล่าวยกตัวอย่างฝายน้ำล้นที่สร้างจากวัสดุธรรมชาติ โดยใช้กิ่งก้านหรือขอนไม้วางขวางลำน้ำ เพื่อให้มวลน้ำบางส่วนถูกกักเก็บไว้ที่สองฝั่งของลำธารและถูกปลดปล่อยสู่ปลายน้ำทีละน้อย นอกจากนี้ยังสามารถใช้เทคนิคอื่น ๆ เช่นการสร้างแอ่งน้ำขังตื้น ๆ การขุดบ่อน้ำหรือปลูกพืชน้ำเป็นแถบ รวมทั้งปล่อยให้ตัวบีเวอร์ทำรังและสร้างฝายของมันเอง “คิดแล้วเราได้ประโยชน์เป็นสองเท่า จากการลงทุนเพื่อหยุดน้ำ ไม่ให้ไหลเข้าไปท่วมห้องนั่งเล่นของชาวบ้าน”

ที่ดินโดยรอบปราสาท Knepp ทางตอนใต้ของเมืองฮอร์แชมในมณฑลเวสต์ซัสเซกซ์ ซึ่งมีแม่น้ำอาดูร์ (Adur) ไหลผ่าน ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่การเกษตรอย่างเต็มตัว แต่ก็ได้รับการฟื้นฟูให้กลับคืนเป็นพื้นที่ธรรมชาติตั้งแต่ปี 2001 และในตอนนี้กลายเป็นต้นแบบของโครงการฟื้นฟูสายน้ำด้วยเทคนิควิธีที่หลากหลาย

พื้นที่โดยรอบแม่น้ำอาดูร์ซึ่งมีความยาว 32 กิโลเมตร เคยถูกระบายน้ำออกจนแห้งในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อใช้เป็นพื้นที่การเกษตร ทำให้แม่น้ำปรับเปลี่ยนเส้นทางโดยไหลอ้อมที่ราบน้ำท่วมถึงและเข้าไปอยู่ในเขตที่ตั้งบ้านเรือนของผู้คนแทน แต่ทว่าในปี 2001 ได้เริ่มมีการฟื้นฟูคุ้งโค้งของแม่น้ำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม เพื่อชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง “เมื่อฝนตกลงมา น้ำจะเอ่อล้นและระบายออกจากพื้นที่นี้เร็วมาก มันไหลลงคูน้ำ ลำธาร และแม่น้ำอย่างรวดเร็ว โดยไม่ซึมลงดินเลย” เมลานี แซนเดอร์ส ผู้จัดการฝ่ายฟื้นฟูแม่น้ำประจำบริษัทผู้บริหารทรัพย์สินของปราสาท Knepp กล่าว

โครงการที่ว่านี้ใช้วิธีธรรมชาติที่หลากหลายเพื่อฟื้นฟูสภาพแม่น้ำ รวมทั้งการรื้อฝายและการใช้เศษวัสดุจำพวกไม้ขวางลำน้ำ ซึ่งส่งผลให้ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ป่าในละแวกนั้นได้รับการฟื้นฟูตามไปด้วย เพราะมีการขุดบ่อน้ำและสร้างแอ่งน้ำขังตื้น ๆ เพิ่มขึ้น ในที่ราบน้ำท่วมถึงที่เคยแห้งผาก

แซนเดอร์สบอกว่า “สิ่งเหล่านี้สำคัญมากสำหรับแมลงเช่นแมลงปอ รวมทั้งสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหลายชนิด นกที่ชอบลุยน้ำหลายชนิดยังบินลงมาหากินบนพื้นโคลนริมแหล่งน้ำด้วย ตั้งแต่มีการฟื้นฟูแม่น้ำ เราเริ่มเห็นค้างคาวตัวเมียมากขึ้น ซึ่งแสดงว่าแหล่งอาหารของพวกมันอุดมสมบูรณ์มาก จนพากันมาจับกลุ่มอยู่ใกล้ ๆ อย่างเห็นได้ชัด”

ปัจจุบันมีสัตว์ถึง 50 ชนิดพันธุ์ จากบัญชีสัตว์ที่มีความสำคัญอันดับแรกต่อแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งสหราชอาณาจักร พากันมาอาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบปราสาท Knepp โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า สัตว์ที่มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการฟื้นฟูสภาพของแม่น้ำ ได้แก่หนูนา, ค้างคาวบาร์บาสเตล, ซาลาแมนเดอร์หรือนิวต์หงอนใหญ่, ปลาไหล, และงูหญ้า นอกจากนี้ผลการสุ่มตัวอย่างในปี 2017 ยังพบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหวนคืนถิ่นอีกหลายชนิด เช่นแมลงเต่าทอง, หนอน, แมลงปอ, และแมลงชีปะขาว

หลังพายุหลายลูกที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พัดกระหน่ำสหราชอาณาจักรอย่างรุนแรงขึ้นในปี 2023 องค์กร WWT ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณเพื่อใช้วิธีธรรมชาติในการป้องกันน้ำท่วม โดยให้เพิ่มงบในส่วนนี้ขึ้นอีก 5,700 ล้านบาทต่อปี เพื่อจัดการกับวิกฤตของแม่น้ำลำคลอง

ฮาเย็กกล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า “เราควรจะทำให้แม่น้ำกลับไปมีคุ้งโค้งดังเดิม และดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ด้วยวิธีธรรมชาติ สิ่งที่เราต้องการและจำเป็นต้องทำก็คือ ทำให้สายน้ำฟื้นคืนศักยภาพในการเป็นที่ราบน้ำท่วมถึงอย่างสมบูรณ์ดังเช่นในอดีต”