ม. 112 : กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะเป็นอย่างไรหลังการเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
1,898 คน คือ จำนวนประชาชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2563 ในจำนวนนี้ เป็นความผิดข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ 239 คน โดยมีเยาวชนหญิงอายุ 15 ปี เป็นประชาชนอายุน้อยที่สุดที่ถูกดำเนินคดี
นับจากกระแสการชุมนุมในปี 2563 เพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่และปฏิรูปสถาบันทางการเมือง โดยหนึ่งในนั้นคือ สถาบันกษัตริย์ ตามมาด้วยการดำเนินคดีการชุมนุมและคดีหมิ่นสถาบันอีกนับร้อย การเลือกตั้งในเดือน พ.ค. 2566 ถือเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่ประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกนำมาถามกับพรรคการเมืองมากกว่าครั้งใด ๆ
และอาจเป็นครั้งแรก ๆ พรรคการเมืองถูกยิงคำถามถึงจุดยืนต่อมาตรา 112 ถูก ในสื่อหลากหลายแขนง กระทั่งโทรทัศน์ฟรีทีวี และการดีเบตแทบทุกเวที
"อันนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในการเมืองไทย... ย้อนกลับไปการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ประเด็น 112 แค่ตัวกฎหมายเอง ยังเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นทาบู (taboo) ที่พรรคการเมืองไม่พูดในที่สาธารณะ ไม่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่ามีนโยบายอย่างไร" สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติฮิวแมนไรท์วอทช์ บอกกับบีบีซีไทย
สุนัย วิเคราะห์ว่า "ส่วนหนึ่งเป็นผลิตผลของกระแสม็อบประชาธิปไตยที่เกิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่เราเรียกว่า ปรากฏการณ์ทะลุเพดานหรือดันเพดานให้มีช่อง ทำให้เรื่อง 112 เป็นประเด็นสาธารณะได้สำเร็จ"
หากมองในภาพรวมของคดีมาตรา 112 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งก่อตั้งขึ้นหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เมื่อปี 2557 บันทึกข้อมูลว่า ภายหลังการรัฐประหาร คดี 112 เป็นคดีทางการเมืองลำดับที่ 2 ที่มีการดำเนินคดีต่อประชาชน รองจากการดำเนินคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก. การชุมนุมสาธารณะ
ทว่า การดำเนินคดีในแต่ละช่วงนั้น สะท้อนให้เห็นถึง "ความเป็นการเมือง" ของมาตรา 112 เพราะมีความแตกต่างในแนวทางการดำเนินคดีและโทษที่ศาลพิพากษาในแต่ละช่วง ทั้งก่อนและช่วงหลังรัฐประหาร ข้อมูลจากศูนย์ทนายฯ ชี้ให้เห็นว่า ช่วงเวลาประมาณ 6 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2563 มีคดีมาตรา 112 ทั้งสิ้น 169 คดี แต่ปรากฏว่าปี 2563 ถึงปัจจุบัน มีมากถึงกว่า 250 คดี
"มองในแง่การใช้กฎหมาย กฎหมายฉบับหนึ่งในรอบ 10 ปี มีความผันผวนสูงในระดับนี้ ไม่สามารถเรียกได้ว่าประเทศไทยเป็นนิติรัฐ” พูนสุข พูนสุขเจริญ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวในเวทีเสนอนโยบายยุติการดำเนินคดีทางการเมือง เมื่อ 26 เม.ย.
อย่างไรก็ตาม จุดยืนของพรรคการเมือง มีเฉดทางอุดมการณ์ไล่ระดับไปตั้งแต่ "ไม่แตะต้อง" ไปจนถึง แก้ไข ยกเลิก หรือกระทั่งการขยายขอบเขตของกฎหมายออกไป
เงื่อนไขพรรค จับพันธมิตรทางการเมือง
ไม่เพียงแต่พรรคการเมืองที่เสนอจุดยืนต่อการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ที่ออกมาสื่อสารกับประชาชน แต่นโยบายและแนวทางของพรรคการเมืองต่อมาตรา 112 ยังเป็นเกณฑ์ตัดเชือกการจับมือเป็นพันธมิตรทางการเมือง หรือการจับขั้วภายหลังการเลือกตั้งด้วย
"เมื่อ 112 เป็นเส้นแบ่งทางการเมือง ก็เห็นชัดว่าจุดยืนของใครอยู่ที่ไหน และมันกลายเป็นประเด็นที่ไม่ใช่เรื่องปลีกย่อยอีกต่อไป กลายเป็นสาระสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อโหวตเตอร์ว่า เขาจะตัดสินใจไปทางไหน" สุนัย กล่าว

จุดยืนต่อ ม. 112 ของแต่ละพรรค
- ไทยภักดี -- ขยายขอบเขตการบังคับใช้ เพิ่มความคุ้มครองไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไป และคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์
- พลังประชารัฐ/ รวมไทยสร้างชาติ/ ประชาธิปัตย์ -- ไม่แก้ไข
- เพื่อไทย -- ยอมรับว่ามีปัญหาในการบังคับใช้ แต่ขอใช้พื้นที่สภาในการพูดคุยว่าแก้/ ไม่แก้
- ก้าวไกล-- แก้ไขกฎหมายการหมิ่นประมาททั้งระบบ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112, 116, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ. ภาพยนตร์
- สามัญชน -- ยกเลิก ม.112
ฉากทัศน์ฝ่าย "อนุรักษนิยม" และฝ่าย "ประชาธิปไตย"
เมื่อย้อนดูสถิติการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดี ม.112 สัดส่วนจากภาคประชาชนมีมากกว่าการแจ้งความในการดำเนินคดีโดยรัฐ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ตำรวจ อัยการที่รับฟ้อง ทำให้แนวโน้มของคดีพุ่งสูงขึ้น และ “ความผิดที่ถูกกล่าวหาแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ” สุนัย แสดงความกังวลว่า หากยังไม่มีการแก้ไข การใช้มาตรา 112 “จะกลายเป็นระดับที่น่ากังวลมาก"
"ถ้าฝ่ายอนุรักษนิยมชนะ ก็คงเอามาเป็นประเด็นข้ออ้างเรื่องการปกป้องสถาบันกษัตริย์มาบังคับใช้ ม.112 อย่างเหวี่ยงแห และอาจจะหนักขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ"
แต่ถึงกระนั้น พรรคการเมืองที่ถูกนิยามว่าเป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" เอง ในทัศนะของสุนัย เห็นว่าหากรวบรวมเสียงไม่เพียงพอ และต้องประนีประนอมกับฝ่ายอนุรักษนิยมบางส่วน "ก็ยังเป็นสถานการณ์น่าเป็นห่วง" ในแง่การผลักดันการปฏิรูปหรือแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
"ฝ่ายประชาธิปไตยที่จะชนะเข้าไปแล้ว จะยังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในการผลักดันเรื่องนี้ไหม ฝ่ายประชาธิปไตย จะเกิดอาการว่า ขั้วหนึ่งจะประนีประนอม อีกขั้วหนึ่งจะปฏิรูป อันนี้ก็เป็นสิ่งที่จับตามอง"
ส่วนความแตกต่างในแง่เนื้อหาว่า จะทำอย่างไรกับกฎหมายมาตรานี้ สุนัย ชี้ว่า ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ไม่ได้พูดถึงปัญหาของตัวบท แต่องค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่า ตัวบทมีปัญหามาก จึงควรจะได้รับการแก้ไขด้วย แค่เพียงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมากลั่นกรองการบังคับใช้นั้นไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นอีกฉากทัศน์หนึ่งที่ต้องลุ้นหลังการเลือกตั้ง
"หากฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ความเห็นที่ต่างกันในระดับดีกรี มันจะนำไปสู่การปฏิบัติ การเสนอวาระเรื่อง ม.112 ยังไง เพราะเพื่อไทยก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ให้เสนอเข้ามาในสภาสนับสนุนนะ แต่พอเอาเข้าจริง เราก็ยังไม่รู้ว่าจะยกมือโหวตกันยังไง" ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ ประเทศไทยกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เลขาธิการสูงสุดแอมเนสตี้ : ม. 112 กับวุฒิภาวะของการอภิปรายทางการเมือง
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการสูงสุดของแอมเนสตี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล ซึ่งเดินทางมาสังเกตการณ์วาระสิทธิมนุษยชนกับการเลือกตั้งในประเทศไทย ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยพร้อมสื่อมวลชนบางสำนักในประเด็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า ในหลักการแล้ว "การใช้กฎหมายหมิ่นประมาทเหล่านี้ ต้องถูกใช้อย่างจำกัดมาก ๆ ต่อความสามารถในการมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นสาธารณะ และควรใช้กฎหมายอย่างได้สัดส่วนและเท่าที่จำเป็น ตามมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศ"
คาลามาร์ด กล่าวถึงการเลือกตั้งในไทยกับเรื่องสิทธิมนุษยชนว่า สำหรับพรรคการเมืองที่ต้องการจะผลักดันบางอย่าง เพื่อตัดสินใจว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไรนั้น ควรจะอยู่บนฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลเมือง กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ ไม่ว่ากฎหมายใดจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานกติกาสากล ทั้งความได้สัดส่วนและความจำเป็น
"ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น กฎหมายพวกนี้ ควรมีการแก้ไข" คาลามาร์ด กล่าว
"การเลือกตั้งถือเป็นโอกาสและเป็นโอกาสเสมอ รัฐบาลใหม่ รัฐสภาชุดใหม่ หากคุณไม่ฉวยคว้าโอกาสที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าคุณได้พลาดอะไรบางอย่างไปในฐานะที่เป็นผู้นำ ในช่วงเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ควรเป็นช่วงเวลาแห่งสันติ เปิดกว้าง และมีการถกเถียงสาธารณะในเรื่องที่เป็นประเด็นเหล่านี้ จากนั้นรัฐสภาจะเป็นผู้ตัดสินใจ" เลขาธิการแอมเนสตี้ฯ กล่าว พร้อมบอกว่า การตัดสินใจของรัฐสภา ควรอยู่บนหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ

ที่มาของภาพ, amnesty thailand
ในเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 เลขาธิการแอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยก้าวแรกคือการเปลี่ยนแปลงบทลงโทษ ลดความเป็นอาญาลง แทนที่จะกำหนดโทษทางอาญาหรือการจำคุก ก็ใช้โทษทางแพ่งและต้องไม่กำหนดอัตราโทษที่สูงจนเกินไป และได้สัดส่วน
"ประการแรกเลย ต้องแน่ใจว่าประชาชนจะต้องไม่ถูกคุมขังในระยะเวลายาวนานเป็นปีในคุกเพราะสิ่งที่พวกเขาพูด"
ก้าวถัดไป คาลามาร์ด ชี้ว่า การแก้ไขกฎหมายจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการเตรียมการนักการเมืองและสังคม ให้พร้อมยอมรับการแสดงออกทางออกทางการเมืองเหล่านี้ เธอบอกว่า "เมื่อรู้สึกว่าสังคมพร้อมแล้ว ก็สามารถผลักดันกฎหมายในขั้นต่อไปได้"
"นี่เป็นเรื่องของวุฒิภาวะของการอภิปรายทางการเมือง" เลขาธิการแอมเนสตี้ฯ กล่าว
เมื่อถามว่า มีความหวังกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ในไทยหรือไม่ จากการติดตามจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน คาลามาร์ดบอกว่า "มันไม่ใช่คำถามเกี่ยวกับความหวัง แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับความกล้าหาญ" ของผู้นำทางการเมืองจากการเลือกตั้ง
"นี่เป็นเรื่องที่คนรุ่นใหม่ในประเทศไทยต้องการและจำเป็นต้องมี เพราะถ้าคนรุ่นใหม่ไม่เอาด้วยแล้ว ก็เท่ากับไม่มีอนาคต... นี่คือปี 2023 คนรุ่นใหม่รู้สิทธิของตัวเอง คุณไม่สามารถดีลกับพวกเขาเหมือนกับ 40-50 ปีก่อนได้แล้ว มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น มันจึงต้องการความกล้าหาญอย่างมากจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อตอบรับความต้องการของพวกเขา"

ที่มาของภาพ, afp/getty images
ข้อเสนอนโยบายแก้ไขและยุติการดำเนินคดีทางการเมือง
แต่นอกจากจุดยืนเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 แล้ว การยุติการดำเนินคดีทางการเมืองตั้งแต่ปี 2557 นับเป็นข้อเสนอหลักของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมืองที่จะมาทำหน้าที่ในรัฐสภาชุดใหม่
ข้อเสนอหลักได้แก่ การตรากฎหมายยุติการดำเนินคดีทางการเมืองต่อพลเรือนที่ถูกพิจารณาคดีในศาลทหาร และคดีทางการเมืองภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยสภาผู้แทนราษฎร จะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ว่า คดีใดและความผิดประเภทใด เป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง
"หากมีผลการพิจารณาของคณะกรรมการออกมาแล้วว่า ก็ไม่ถือให้เป็นความผิดต่อไป" หัวหน้าฝ่ายวิจัยและกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวพร้อมยกตัวอย่างคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง เช่น คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ที่มีผู้ถูกดำเนินคดีนับตั้งแต่ช่วงของการชุมนุมช่วงปี 2563 เป็นต้นมา จำนวน 1,469 คน
รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เธอสนับสนุนข้อเสนอนี้เพราะว่า กฎหมายที่เป็นอยู่ละเมิดต่อหลักนิติรัฐ และไม่ใช่เพียงว่ากระบวนการทางกฎหมายมีปัญหา "แต่กฎหมายโดยตัวมันเอง ไม่ยุติธรรม"
"ตัวเลขที่ขึ้นมาอย่างที่ศูนย์ทนายฯ แสดง ดิฉันว่ามันน่าตกใจมาก ๆ" รศ.ดร. พวงทอง กล่าว "มองไปข้างหน้าเราอาจจะไม่แคร์กับชีวิตคนเหล่านี้ เราอาจมองว่าเส้นทางโอกาสในชีวิตมีเยอะแยะ แต่ถ้ามันเป็นทางเลือกในชีวิตของเขา ทำไมเขาต้องถูกสิ่งเหล่านี้เป็นตราบาป ที่ปิดกั้นหนทางในชีวิตเขา"
ย้อน 3 เหตุการณ์ แก้ไขมาตรา 112 สมัย "ยิ่งลักษณ์-พรรคก้าวไกล-กลุ่มราษฎร"
2555 ปรากฏการณ์ "112 ริกเตอร์" สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์
กลางปี 2563 ก่อนที่การชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและราษฎรจะจุดติด โลกออนไลน์พูดถึงการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 จนกลายเป็นกระแสหลายครั้ง กลางเดือน มิ.ย. ปีนั้น แฮชแท็ก #ยกเลิก112 ขึ้นเทรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของทวิตเตอร์เมืองไทย โดยมีผู้ทวีตและรีทวีตเกือบ 5 แสนครั้งในรอบ 24 ชม.
แต่ข้อเสนอทางวิชาการสุดแหลมคมเกิดขึ้นเมื่อ 27 มี.ค. 2554 เมื่อกลุ่มนักวิชาการ "คณะนิติราษฎร์" โยนหินถามทางเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา โดยมีสาระสำคัญ 7 ข้อ รวมถึงการกำหนดโทษโดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุด และกำหนดให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น
เวลานั้น กลุ่มนักวิชาการที่พัฒนามาจากนิติราษฎร์ เป็น "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" ได้ผลักดันร่างแก้ไขฯ ช่วงต้นปี 2555 โดยมีประชาชนร่วมลงชื่อ 38,281 คน
ในเดือน พ.ค. 2555 คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ได้ยื่นร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ทว่า 4 เดือนต่อมา ประธานรัฐสภา "สั่งจำหน่ายเรื่อง" โดยให้เหตุผลว่า "หลักการไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550"
ปรากฏการณ์ "112 ริกเตอร์" จึงไปได้ไกลที่สุดแค่ "ถึงสภา" ก่อนปิดฉากลงเมื่อ "สภา 300 เสียง" ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชิงตีตกร่างกฎหมายดังกล่าว ชนิดที่ไม่ได้เรียกเจ้าของร่างไปชี้แจงแสดงเหตุผลแม้แต่ครั้งเดียว
น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นเมื่อ 24 ม.ค. 2555 ว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดในการแก้ไขมาตรา 112 ขอมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และ "เราทุกคนต้องไม่เอาสถาบันเข้ามายุ่งเกี่ยว"
2564 ก้าวไกล เสนอร่างแก้ไข แต่ไม่ได้ถูกบรรจุในระเบียบวาระสภา
10 ก.พ. 2564 พรรคก้าวไกล โดย ส.ส. 44 คน ยื่นหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอแก้ไขกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก 5 ฉบับ หนึ่งในนั้นคือ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว มีเป้าหมายและหลักการเพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ปราศจากการติฉินนินทา หรือดึงสถาบันฯ ออกจากการเมือง ป้องกันไม่ให้ใครแอบอ้างความจงรักภักดีโจมตีอีกฝ่ายหรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งปิดปาก
ผ่านไปจนเดือน พ.ย. ปีเดียวกัน ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุว่า มีร่างกฎหมายเพียง 4 ฉบับนำเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นเพื่อเตรียมนำเข้าบรรจุสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยร่างฉบับที่ 5 ที่แก้ไขมาตรา 112 กลับถูกโต้แย้งโดยสำนักการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาผู้แทนราษฎรว่ามีบทบัญญัติอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
จนถึงวันปิดสมัยประชุมสภาในปี 2566 ร่างแก้ไข ม.112 ก็ไม่ได้ถูกบรรจุเข้าระเบียบวาระของสภาแต่อย่างใด
2564 กลุ่มรณรงค์ "หมดเวลา 112" กับข้อเสนอยกเลิก
มีการรณรงค์เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. ….ที่เสนอโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร ที่ชุมนุมเคลื่อนไหวประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในปี 2563 และคณะก้าวหน้า ภายใต้ชื่อการรณรงค์ว่า "หมดเวลา 112" ตัวเลขผู้เข้าชื่อในปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 238,362 รายชื่อ และคณะผู้เสนอยังคงเปิดรับการเข้าชื่อนี้อยู่
สาระสำคัญของร่างฉบับนี้มีเพียงประเด็นเดียว คือ ให้ “ยกเลิกมาตรา 112” มาตราเดียวออกจากประมวลกฎหมายอาญา











