5 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในสงครามยูเครนปี 2023

ทหารยูเครน

ที่มาของภาพ, EPA

สงครามในยูเครนกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว บีบีซีได้ขอให้ผู้สันทัดกรณีด้านการทหารช่วยวิเคราะห์ถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในสมรภูมินี้ในปี 2023

สงครามครั้งนี้จะยุติลงในปีหน้าได้หรือไม่ และจะจบลงในสนามรบหรือบนโต๊ะเจรจา หรือความขัดแย้งจะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2024

“การโจมตีในฤดูใบไม้ผลิของรัสเซียจะเป็นตัวแปรสำคัญ”

ศาสตราจารย์ไมเคิล คลาร์ก รองผู้อำนวยการสถาบันศึกษายุทธศาสตร์ แห่งสหราชอาณาจักร ระบุว่า การสู้รบท่ามกลางฤดูหนาวอันหฤโหดในยูเครนเต็มไปด้วยความยากลำบาก ทำให้ขณะนี้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เร่งเสริมกำลังรบในฤดูหนาว เพื่อเตรียมเปิดการโจมตีระลอกใหม่ในฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค-มิ.ย.) ที่กำลังจะถึงนี้

ศ.คลาร์ก ชี้ว่าทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องพักรบระยะหนึ่ง แต่ยูเครนมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีกว่า และมีแรงจูงใจที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศชาติต่อไป ทำให้คาดว่ายูเครนจะคงแรงกดดันต่อไปได้ อย่างน้อยก็ในภูมิภาคดอนบาส

เขาระบุว่า ขณะนี้ยูเครนใกล้จะมีชัยเหนือข้าศึกในการสู้รบที่เมืองเครมีนา และเมืองสวาตอฟเวอ ในภูมิภาคลูฮันสก์ ทางภาคตะวันออก และความคืบหน้าครั้งใหญ่นี้จะผลักดันให้กองทัพรัสเซียถอยร่นออกไปอีก 40 ไมล์ สู่แนวเส้นตั้งรับทางธรรมชาติ ใกล้กับจุดที่รัสเซียเริ่มต้นเข้ารุกรานยูเครนเมื่อเดือน ก.พ. 2022

ศ.คลาร์กเชื่อว่า รัฐบาลยูเครนคงลังเลที่จะพักรบ แล้วเดินหน้าสู้ต่อไปในช่วงที่จวนเจียนจะกุมชัยชนะครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม ยูเครนอาจพักการโหมโจมตีทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ หลังจากช่วงชิงภูมิภาคแคร์ซอนคืนจากรัสเซียได้สำเร็จ

เขามองว่าตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาของกองทัพรัสเซียในปี 2023 คือการสู้รบในฤดูใบไม้ผลิ โดยก่อนหน้านี้นายปูตินได้ส่งทหารเกณฑ์ใหม่ราว 50,000 นายเข้าไปยังแนวหน้าการสู้รบ ส่วนอีก 250,000 นายอยู่ระหว่างการฝึกสำหรับร่วมรบในปีหน้า

ศ.คลาร์กคาดว่า หลังจากนี้รัสเซียมีแต่จะเพิ่มการโจมตีให้หนักหน่วงขึ้นจนกว่ากองทัพของตนจะมีชัยในสนามรบ ส่วนเรื่องการพักรบนั้น อาจมีขึ้นเป็นระยะสั้น ๆ เพราะประธานาธิบดีปูตินระบุอย่างชัดเจนว่าเขาจะไม่ยอมหยุด ขณะที่ยูเครนก็ประกาศชัดเจนว่าจะสู้ต่อไป

Destroyed Russian tank in liberated town of Sviatohirsk

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สงครามในยูเครนกำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 2

“ยูเครนจะชิงดินแดนกลับคืน”

ดร.อันเดร ปิยอนคอฟสกี นักวิทยาศาสตร์ และนักวิเคราะห์ด้านรัสเซียที่อาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ระบุว่า ยูเครนจะกุมชัยชนะด้วยการช่วงชิงดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดไปกลับมาได้ทั้งหมดภายในฤดูใบไม้ผลิปี 2023 เป็นอย่างช้าที่สุด ด้วย 2 ปัจจัยด้วยกัน

ประการแรก คือ แรงจูงใจ ความมุ่งมั่น และความกล้าหาญของกองทัพยูเครนและชาวยูเครนทั้งชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สงครามยุคใหม่

ส่วนประการที่สองคือข้อเท็จจริงที่ว่า หลังจากชาติตะวันตกยอมเอาใจผู้นำเผด็จการรัสเซียมาหลายปี ในที่สุดก็ตระหนักได้ถึงความท้าทายครั้งประวัติศาสตร์ที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีจากคำกล่าวของนายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต 

“ราคาที่เราต้องจ่ายอยู่ในรูปของเงิน ขณะที่ราคาที่คนยูเครนต้องจ่ายคือเลือดเนื้อ หากระบบเผด็จการเห็นว่าการใช้กำลังนำมาซึ่งรางวัลตอบแทน เราก็จะยอมจ่ายในราคาที่แพงกว่า และโลกจะกลายเป็นที่อันตรายสำหรับเราทุกคน”

ดร.ปิยอนคอฟสกี คาดว่าเมืองเมลิโตโปลทางใต้ของยูเครนจะกลายเป็นจุดสู้รบที่สำคัญในอีกไม่กี่เดือน หรืออาจไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพราะหากชิงเมืองเมลิโตโปลกลับคืนมาได้ ก็จะเปิดทางให้กองทัพยูเครนเคลื่อนพลสู่ทะเลอาซอฟได้ง่ายขึ้น และสามารถตัดเส้นทางขนส่งเสบียงและการสื่อสารของรัสเซียจากไครเมียได้มีประสิทธิภาพขึ้น

เขาเชื่อว่า รัสเซียจะตกลงยอมแพ้สงครามในการเจรจาหลังจากเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่จากชัยชนะในสนามรบของยูเครน

จากนั้น ฝ่ายผู้ชนะสงคราม คือ “ยูเครน สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ จะเป็นเป็นผู้กำหนดภูมิทัศน์ความมั่นคงระหว่างประเทศ”

รถถัง

ที่มาของภาพ, Getty Images

“มองไม่เห็นจุดจบ”

ดร.บาร์บารา ซานเชตตา อาจารย์ภาควิชาศึกษาสงคราม คิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ชี้ว่าการที่นายปูตินคิดว่ามหาอำนาจด้านการทหารอย่างรัสเซียจะกุมชัยชนะเหนือประเทศเพื่อนบ้านเล็ก ๆ อย่างยูเครนได้โดยง่ายโดยไม่มีประเทศอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง อีกทั้งยังทำให้ความขัดแย้งนี้ขยายวงกว้างจนมองไม่เห็นจุดจบ

เธออธิบายว่า การสู้รบในฤดูหนาวนี้จะเป็นไปอย่างยากลำบาก ในขณะที่รัสเซียมุ่งโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานของยูเครนเพื่อทำลายขวัญและกำลังใจที่บอบช้ำอยู่แล้วของชาวยูเครน ทว่าความเข้มแข็งที่แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ของคนเหล่านี้ ทำให้พวกเขายืนหยัดทัดทานการรุกรานของรัสเซียต่อไป และส่งผลให้สงครามนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง 

ดร.ซานเชตตา มองว่าความเป็นไปได้ในการเจรจายุติสงครามมีอยู่ริบหรี่ เพราะการจะบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้นั้นต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมเปลี่ยนแปลงข้อเรียกร้องของตน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น

เธอแสดงความเห็นว่า สงครามนี้จะยุติลงได้ต้องมาจากปัจจัยการเมืองภายในของรัสเซียที่ยอมรับถึงการประเมินเกมรบที่ผิดพลาด และเป็นฝ่ายถอนตัวออกจากสงคราม ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม และกับสหภาพโซเวียตในสมรภูมิอัฟกานิสถาน

ดร.ซานเชตตาชี้ว่า กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อชาติตะวันตกมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนยูเครน แม้จะต้องเผชิญแรงกดดันในประเทศเรื่องค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนการทำสงครามครั้งนี้ ซึ่งคาดว่าจะยืดเยื้อออกไป และจนถึงสิ้นปี 2023 สงครามครั้งนี้ก็อาจไม่ยุติลงโดยง่าย

คำบรรยายวิดีโอ, สตรีหมายเลขหนึ่งของยูเครนให้สัมภาษณ์บีบีซี "ชัยชนะ หมายถึงการได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ"

“ไม่มีผลลัพธ์อื่นนอกจากความปราชัยของรัสเซีย”

พลโท เบน ฮอดเจส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นยุโรป กล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะวางแผนจัดขบวนพาเหรดฉลองชัยชนะในกรุงเคียฟ แต่เขามองว่าตอนนี้ยูเครนเป็นฝ่ายได้เปรียบในทุกทาง และ “ผมไม่สงสัยเลยว่า พวกเขาจะเป็นผู้ชนะในสงครามนี้ ซึ่งอาจเป็นปี 2023”

เขาคาดว่าการสู้รบระหว่างสองฝ่ายจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้าในช่วงฤดูหนาวนี้ “แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากองทัพยูเครนจะรับมือได้ดีกว่ากองทัพรัสเซีย เพราะยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่มีได้มาจากสหรัฐฯ แคนาดา และเยอรมนี”

พลโท ฮอดเจส ระบุว่า ภายในเดือน ม.ค. ยูเครนจะอยู่ในจุดที่เริ่มต้นของปฏิบัติการขั้นสุดท้ายในการปลดปล่อยไครเมีย

เขาอธิบายว่า “เราได้เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ว่า สงครามคือบททดสอบความมุ่งมั่นและการส่งกำลังบำรุงทางทหาร ตอนที่ผมได้เห็นความแน่วแน่ของประชาชนและทหารยูเครน รวมทั้งสถานการณ์การส่งกำลังบำรุงทางทหารที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็วของยูเครนนั้น ผมก็มองไม่เห็นผลลัพธ์อื่นใดนอกจากความปราชัยของรัสเซีย”

พลโท ฮอดเจส ระบุว่า การถอนทัพออกจากภูมิภาคแคร์ซอนของรัสเซียคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาได้ข้อสรุปนี้ เพราะประการแรกเหตุการณ์ดังกล่าวช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวยูเครน ประการที่สองมันได้สร้างความอับอายครั้งใหญ่ให้แก่รัฐบาลรัสเซีย และประการที่สามคือการที่ยูเครนช่วงชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์กลับมาได้นั้นทำให้การเดินทัพไปยังไครเมียของรัสเซียอยู่ในรัศมีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ของยูเครน

อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นยุโรป แสดงความเห็นว่า ภายในสิ้นปี 2023 จะได้เห็นไครเมียกลับคืนสู่การปกครองของยูเครนอีกครั้ง และอาจมีการทำข้อตกลงเพื่อให้รัสเซียถอนการประจำการกองทัพเรือในเมืองเซวาสโตโปล ซึ่งอยู่ชายฝั่งทะเลดำบนคาบสมุทรไครเมีย

“ทิศทางเดิม”

คำบรรยายวิดีโอ, รัสเซีย ยูเครน : 300 วัน สงครามในยูเครน เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เดวิด เจนเดลแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารที่อาศัยอยู่ในอิสราเอล มองว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างยูเครนและรัสเซียน่าจะดำเนินไปในทิศทางเดิมไม่มากก็น้อย

เขาระบุว่า ขณะนี้รัสเซียมีทหารราว 150,000 นายปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่สู้รบ ถือเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 300,000 นายที่ถูกส่งไปรบในยูเครน ซึ่งทหารที่เหลืออยู่ รวมถึงกลุ่มที่ถอนทัพออกจากแคร์ซอนนั้นทำให้รัสเซียมีโอกาสเปิดฉากโจมตีครั้งใหม่

เจนเดลแมนเชื่อว่า รัสเซียน่าจะยังคุมภูมิภาคลูฮันสก์และโดเนตสก์ต่อไปได้ แต่ไม่น่าจะมีความคืบหน้าครั้งใหญ่ เพื่อเข้าปิดล้อมกองทัพยูเครนในภูมิภาคดอนบาสได้

นอกจากนี้เขาคาดว่ารูปแบบการรบน่าจะดำเนินไปในลักษณะเดิม นั่นคือการรุกคืบอย่างเชื่องช้า และมุ่งเป้าโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนต่อไปตามยุทธวิธีการทำให้ข้าศึกอ่อนแอลงทีละน้อย

ขณะเดียวกัน เจนเดลแมนมองว่าฝ่ายยูเครนก็จะมีกำลังพลที่ว่างเว้นจากหน้าที่หลังจากรัสเซียถอนทัพออกจากแคร์ซอน โดยหลังจากนี้ยูเครนอาจมุ่งความสนใจไปที่เมืองเมลิโตโปล และเมืองแบร์ดิยันสก์ เพื่อตัดเส้นทางเชื่อมแผ่นดินของรัสเซียกับไครเมีย หากทำได้สำเร็จก็จะถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของยูเครน และเป็นสาเหตุที่รัสเซียพยายามเสริมกำลังทหารที่เมืองเมลิโตโปล

อีกทางเลือกหนึ่งของยูเครนคือสมรภูมิเมืองสวาตอฟเวอ ในภูมิภาคลูฮันสก์ ซึ่งหากยูเครนช่วงชิงคืนได้สำเร็จ ก็จะเป็นภัยต่อทัพรัสเซียที่รบอยู่แนวหน้าทางภาคเหนือของยูเครนทั้งหมด

ดังนั้นคำถามสำคัญในตอนนี้คือ ยูเครนจะมีกำลังพลและยุทโธปกรณ์เพียงพอสำหรับสู้รบในปฏิบัติการเหล่านี้ในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า หรือไม่

เจนเดลแมนบอกว่าเมื่อสนามรบเริ่มจับตัวเป็นดินโคลนแข็งจากความเย็นในฤดูหนาว เราก็จะได้คำตอบเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้เราทราบว่า “สงครามครั้งนี้จะมีจุดจบอย่างไร”