ปฏิบัติการบุกเขตกาซาของอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นแล้วหรือยัง

ที่มาของภาพ, Shutterstock
- Author, เจเรมี โบเวน
- Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ บีบีซี
- Reporting from, นครเยรูซาเลม
กองกำลังป้องกันอิสราเอล หรือไอดีเอฟ ดูเหมือนจะมีปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินอย่างเข้มข้นในเบต ฮานูน (Beit Hanoun) พื้นที่ตอนเหนือของฉนวนกาซา และพยายามเคลื่อนทัพมาทางตอนใต้มากขึ้น
ขณะนี้ ผู้สื่อข่าวบีบีซีอยู่ที่เมืองสเดร็อต (Sderot) เมืองในเขตอิสราเอล ติดกับชายแดนกาซา เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์ในพื้นที่ โดยพบว่ายังคงมีการยิงปืนใหญ่อย่างหนักเข้าไปยังกาซาต่อเนื่อง
กองปืนใหญ่ของอิสราเอลใกล้ ๆ จุดนี้ ในแต่ละนาที มีการระดมยิงเข้าไปในกาซาหลายครั้ง ทหารฝ่ายอิสราเอลระบุว่า เป็นการเร่งเดินหมากในปฏิบัติการทางทหาร
พลเรือนส่วนใหญ่ในพื้นที่ทางเหนือของกาซาได้ละทิ้งบ้านเรือนหรือไม่ก็อพยพออกจากพื้นที่แล้ว ตามคำเตือนของอิสราเอล
ทีมข่าวบีบีซีได้เห็นวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์จากฝั่งกาซาในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ต.ค.) และจากจุดที่สามารถเห็นได้ตลอดแนวตะเข็บขายแดนเมื่อช่วงกลางคืนของวันศุกร์ (27 ต.ค.) ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีการกระหน่ำยิงเป็นวงกว้างอยากหนักหน่วง
แต่เมื่อระบบการสื่อสารถูกตัดขาดไป นั้นหมายความว่า เป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ตัวอย่างเช่น ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติ ผู้ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับสำนักงานหลักในพื้นที่ทางใต้ของกาซาด้วยโทรศัพท์ผ่านสัญญาณดาวเทียม เขาบอกว่า ตอนนี้การสื่อสารภายในของหน่วยงานถูกตัดขาดเช่นกัน จึงทำให้ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องชะงักลงอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับสำนักงานในพื้นที่ได้
ด้วยขนาดความยาวจากเหนือจรดใต้ของฉนวนกาซาเพียง 45 กิโลเมตรเท่านั้น แม้จะมีการกระหน่ำยิงอย่างหนักทางตอนเหนือ แต่ก็ทำให้ทั่วพื้นที่สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดที่อยู่ห่างออกไปไม่เพียงกิโลเมตรได้
ผู้สื่อข่าวรายนี้ของบีบีซีเข้าใจว่า กองทัพอิสราเอลมีความพยายามที่จะจัดการกวาดล้างเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดิน โดยกองกำลังพิเศษที่เล็งเป้าหมายโจมตีทางอากาศ

ขณะที่ รถถังตกเป็นเป้าหมายที่เปราะบางมากกว่าในช่วงกลางวัน จึงทำให้กองทัพอิสราเอลตัดสินใจถอนกำลังบางส่วนไป
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่โบเวนสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้
แล้วถามว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้เรียกว่า "ปฏิบัติการบุกภาคพื้นดิน" หรือไม่ โบเวนคิดว่า ไม่ควรยึดติดกับคำนิยามนี้มากเกินไป เมื่อพบว่า กองทัพเตรียมพล โดยเรียกกองกำลังสำรองกว่า 3 แสนนายมาประจำการ และอาจจะเข้าใจว่า ภาพที่จะได้เห็น คือ ปฏิบัติการบุกภาคพื้นดินเข้าไปในเขตกาซาพร้อม ๆ กัน
เขามองว่า สิ่งที่กองทัพอิสราเอลกำลังดำเนินการคือ การรุกคืบแบบกระชับพื้นที่ทีละเล็กทีละน้อยเพื่อรุกคืบและพลักดันเข้าไปในเขตกาซาอย่างต่อเนื่อง เมื่อพิจารณาแล้วจะทำให้รู้สึกถึงสุ่มเสียงจากฝ่ายอิสราเอลว่า พวกเขาต้องการ "เอาคืน"
"ผมคิดว่า คุณอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่า การรุกเพิ่มเข้าไปอีก หรือ ปฏิบัติการบุกภาคพื้นดินได้ เพราะทั้งหมดนี้ก็คือ ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ แน่นอน และการรุกเข้าไปทางภาคพื้นดินย่อม ทำให้มีการสังหารพลเรือนชาวปาเลสไตน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" เขาวิเคราะห์
ยิ่งชาวปาเลสไตน์ถูกสังหารมากเท่าใด ยิ่งจะทำให้กระแสความไม่พอใจกระจายตัวไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งในประเทศที่เป็นมิตรและกลุ่มที่เป็นปรปักษ์ต่อกับอิสราเอลอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันว่า สงครามครั้งนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้เพิ่มความผันผวนและความไม่แน่นอนให้เกิดขึ้นในภูมิภาคที่เปราะบางแห่งนี้แล้ว
หวั่นขยายวงความขัดแย้งไปยังประเทศข้างเคียง
กองทัพอิสราเอลระดมโจมตีทางอากาศโดยพุ่งเป้าไปยังเขตกาซาอย่างต่อเนื่อง มีรายงานว่า แค่ในวันเสาร์ที่ผ่านมาเพียงวันเดียว มีการโจมตีเป้าหมายที่เป็นฐานที่มั่นและศูนย์บังคับการของกลุ่มฮามาสแล้วกว่า 450 จุด
ขณะที่กองทัพ ไอดีเอฟของอิสราเอลเปิดเผยผ่านข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ หรือ อดีตทวิตเตอร์ว่า ได้ยิงโจมตีเป้าหมายในเขตของซีเรีย เพื่อตอบโต้การเปิดโจมตีฝ่ายอิสราเอลเมื่อคืนที่ผ่านมา
ข้อความดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง ที่กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่า ได้โจมตีไปยังเป้าหมายที่เป็นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่อยู่ในเขตของเลบานอน

ที่มาของภาพ, Israel Defense Forces
ส่วนสถานการณ์ภายในเขตกาซาในค่ำคืนที่ผ่านมา ยังคงมีการระเบิดในพื้นที่บริเวณของโรงพยาบาลอัล-คุดส์ ทางตอนเหนือของเขตกาซา ซึ่งทีมงานบีบีซีได้รับการแจ้งจากผู้คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวว่า มีการทิ้งระเบิดอย่างหนักในพื้นที่ ทำให้เด็กและผู้ป่วยต่างอยู่ในภาวะตื่นตระหนก
แม้ว่าก่อนหน้านี้กองทัพอิสราเอลจะประกาศให้พลเรือนในโรงพยาบาลแห่งนี้อพยพออกไปในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่บุคลากรในโรงพยาบาลบอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษาหลายร้อยคนออกไป
ส่วนความเคลื่อนไหวของฝ่ายสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับอิสราเอลได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ล่าสุดในกาซา
นางกมลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการ 60 Minutes โดยกล่าวย้ำว่า สหรัฐฯ ไม่มีเจตนาหรือแผนใด ๆ ที่จะส่งหน่วยรบไปยังอิสราเอลหรือเขตกาซา
"พวกเราไม่มีเจตนา หรือ แผนการใด ๆ ที่จะส่งหน่วยรบสหรัฐฯ เข้าไปยังอิสราเอล หรือ แม้แต่เขตกาซาอย่างแน่นอน จบนะคะ"

ที่มาของภาพ, EPA/EFE
เธอบอกเพียงว่า สหรัฐฯ เพียงแค่ให้คำแนะนำ การสนับสนุนด้านอุปกรณ์และความช่วยเหลือทางการทูตแก่อิสราเอล
"ไม่มีคำถามใด ๆ ต่ออิสราเอล ที่มีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง สิ่งสำคัญมากคือ อย่าเอากลุ่มฮามาสและชาวปาเลสไตน์มาปะปนกัน" อธิบายและว่า
"ชาวปาเลสไตน์ควรได้รับมาตรการที่เท่าเทียมกันไมว่าจะเป็นความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต, สิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตด้วยตัวเองและการมีศักดิ์ศรี ที่ผ่านมา เรา (สหรัฐฯ) มีความชัดเจนว่า กฎแห่งสงครามจะต้องสอดคล้องหลักการนานาชาติ และปล่อยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปโดยอิสระ"
เธอยังกล่าวอีกว่า สหรัฐฯ ต้องการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งนี้ขยายวงกว้างขึ้น พร้อมกับเตือนอิหร่านว่าไม่ควรเข้ามายุ่งในความขัดแย้งนี้
จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่
“สมาชิกกลุ่มฮามาสทั้งหมดคือคนที่ตายไปแล้ว” นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลกล่าว และเน้นย้ำว่าเขตฉนวนกาซาซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่หนาแน่น จะไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
เป้าหมายของปฏิบัติการ “ดาบเหล็ก” (Swords of Iron) ของกองทัพอิสราเอลในครั้งนี้ ดูเหมือนจะตั้งไว้สูงกว่าปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มฮามาสครั้งใด ๆ ที่เคยมีมา แต่น่าสงสัยว่าภารกิจทำลายล้างศัตรูตัวฉกาจให้สิ้นซากในคราวเดียว จะสามารถทำได้จริงและประสบความสำเร็จดังใจหวังหรือไม่ เพราะเป็นการสู้รบในเขตเมืองที่มีบ้านเรือนของประชาชนอยู่จำนวนมาก และเสี่ยงต่อการทำให้พลเรือนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปด้วย
นอกจากมุ่งบุกตะลุยเข้าทำลายเป้าหมายที่เป็นบุคคลและสถานที่ของกลุ่มฮามาสแล้ว กองทัพอิสราเอลยังมีภารกิจที่จะต้องช่วยเหลือตัวประกันกว่า 200 คน ที่ถูกฮามาสจับไว้ด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวประกันเหล่านี้ถูกควบคุมตัวไว้ที่ไหนกันแน่ในเขตฉนวนกาซา ซึ่งทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ดูจะยากขึ้นไปอีก

อามีร์ บาร์ ชาลอม นักวิเคราะห์ด้านการทหารจากสถานีวิทยุกองทัพบกของอิสราเอลมองว่า “อิสราเอลไม่น่าจะสังหารสมาชิกกลุ่มฮามาสได้ทุกคน และไม่น่าจะทำลายขบวนการนี้ได้อย่างสิ้นซาก เพราะมันคืออุดมการณ์อิสลามแบบสุดโต่งที่ฝังรากลึก”
“แต่อิสราเอลสามารถจะทำให้ฮามาสอ่อนแอลงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่ว่าขบวนการนี้จะไม่มีความสามารถในการโจมตีทางทหารหรือดำเนินปฏิบัติการใด ๆ อีกต่อไป”
เป้าหมายข้างต้นดูจะมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากกว่า เพราะในอดีตอิสราเอลได้ทำสงครามใหญ่กับฮามาสมาแล้วถึง 4 ครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถจะหยุดการโจมตีของฮามาสลงได้ ดังนั้นเป้าหมายที่มุ่งบั่นทอนตัดลดศักยภาพของฮามาสจึงมีความเหมาะสมกว่า ดังที่พันโทโจนาธาน คอนริคัส โฆษกกองทัพอิสราเอลเคยแถลงว่า “เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ฮามาสจะหมดศักยภาพทางทหาร จนไม่อาจเป็นภัยคุกคามหรือลงมือสังหารพลเรือนอิสราเอลได้อีกต่อไป”










