เครื่องบินเจจูแอร์จากไทยไถลหลุดรันเวย์ในเกาหลีใต้ เสียชีวิตยืนยันรวม 179 ราย รวม 2 คนไทย

สภาพที่เกิดเหตุล่าสุดวันที่ 30 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพจุดเกิดเหตุ ถ่ายเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.

เครื่องบินบรรทุกผู้โดยสาร 181 คน ประสบเหตุตกขณะลงจอดที่สนามบินในเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเป็นผู้โดยสารและลูกเรือรวม 179 ราย ในจำนวนนี้เป็นลูกเรือ 4 ราย โดยมีลูกเรือรอดชีวิตได้รับการช่วยเหลือออกมา 2 ราย

สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า เครื่องบินดังกล่าวหลุดออกจากรันเวย์และพุ่งชนกำแพงที่สนามบินนานาชาติมูอัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ

เครื่องบินดังกล่าวเป็นของสายการบินเจจูแอร์ เที่ยวบินที่ 7C2216 บรรทุกผู้โดยสาร 175 คน และลูกเรือ 6 คน บินกลับจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯ ประเทศไทย และประสบอุบัติเหตุขณะกำลังลงจอดในเวลาราว 09.00 น. ของวันนี้ (29 ธ.ค.)

หัวหน้าหน่วยดับเพลิงของมูอัน อี จอง-ฮยอน กล่าวกับรอยเตอร์ว่า พบผู้รอดชีวิต 2 คน เป็นลูกเรือ 2 คน ชายและหญิงอย่างละคน โดยทั้งคู่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากส่วนหางของเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ โดยเปลวเพลิงได้ดับลงในเวลา 13.00 น.

"มีเพียงส่วนหางเท่านั้นที่ยังคงรูปร่างเดิมไว้เล็กน้อย และส่วนอื่น ๆ ของเครื่องบินแทบจะจำไม่ได้เลย" เขากล่าว

บนเที่ยวบินดังกล่าว มีผู้โดยสารชาวไทยจำนวน 2 คน ตามการเปิดเผยของกระทรวงต่างประเทศของไทย โดยล่าสุดเมื่อเวลา 19.20 น. วันนี้ (29 ธ.ค.)

กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้รับการยืนยันจากทางการเกาหลีใต้ว่า ผู้โดยสารไทยทั้งสองคน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าว ได้แก่ น.ส.สิริธร จะอื่อ และ น.ส.จงลักษ์ ดวงมณี

"กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อแจ้งญาติผู้เสียชีวิตแล้ว โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ประสานกับทางการเกาหลีใต้และสายการบินเจจู (Jeju) เพื่อรับผิดชอบในการเดินทางสำหรับญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางจากไทยไปเกาหลีใต้ การอำนวยความสะดวกในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงด้านเอกสาร" กระทรวงการต่างประเทศ ระบุ

Firefighters carry out extinguishing operations on an aircraft which drove off runaway at Muan International Airport in Muan, South Jeolla Province, South Korea, December 29, 2024.

ที่มาของภาพ, YONHAP/reuters

เจ้าหน้าที่ได้เปลี่ยนจากปฏิบัติการกู้ภัยเป็นปฏิบัติการกู้ซาก เนื่องจากแรงกระแทกที่รุนแรง ทำให้ต้องค้นหาร่างที่อาจกระเด็นออกจากเครื่องบินในบริเวณใกล้เคียงด้วย

สำหรับลูกเรือ 2 คนที่รอดชีวิต ถูกตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลด้วยอาการบาดเจ็บปานกลางถึงรุนแรง ขณะที่สำนักข่าวยอนฮับรายงานว่า ทางการสามารถยืนยันตัวบุคคลที่เสียชีวิตได้แล้ว 22 คน

ผู้โดยสารบนเที่ยวบินมีอายุตั้งแต่ 3-78 ปี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 40-60 ปี ตามการรายงานของสำนักข่าวยอนฮับ

สาเหตุของเครื่องบินตกยังไม่ทราบชัดเจน แต่สื่อเกาหลีใต้รายงานว่าอาจเกิดจากนกเข้าไปติดอยู่ในระบบของเครื่องบิน

คลิปวิดีโอที่ไม่ได้รับการยืนยันถูกอัปโหลดขึ้นทางโซเชียลมีเดีย เผยแพร่ภาพนาทีที่เครื่องบินโบอิง 737-800 ซึ่งมีสองเครื่องยนต์ ลื่นไถลตรงรันเวย์โดยไม่มีล้อลงจอดกางออกมาอย่างชัดเจน ก่อนจะพุ่งชนกำแพง ท่ามกลางเปลวเพลิงและเศษซากที่ระเบิดออกมา

นอกจากนี้ยังมีวิดีโออื่น ๆ แสดงให้เห็นควันดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระบุว่า นายชเว ซังม็อก รักษาการประธานาธิบดีเกาหลีใต้ สั่งการให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ ทั้งนี้เขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีเมื่อวันศุกร์ (27 ธ.ค.) หลังจากประธานาธิบดีรักษาการคนก่อนถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่

อุตสาหกรรมการบินของเกาหลีใต้ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีประวัติความปลอดภัยที่มั่นคง

อุบัติเหตุครั้งนี้ถือเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสายการบินเชจูแอร์ ซึ่งเป็นสายการบินราคาประหยัดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเกาหลีใต้ โดยก่อตั้งขึ้นในปี 2005

นอกจากนี้ยังเป็นเหตุเครื่องบินตกครั้งแรกของสายการบินเกาหลีใต้ในรอบกว่าทศวรรษอีกด้วย ในปี 2013 มีผู้เสียชีวิต 3 รายจากเหตุเครื่องบินของสายการบินเอเชียนาตกขณะลงจอดที่ซานฟรานซิสโก

สายการบินราคาประหยัดเจจูแอร์ได้สื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย โดยออกมากล่าวขอโทษ และสัญญาว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อตอบสนองต่ออุบัติเหตุครั้งนี้

YONHAP/reuters

ที่มาของภาพ, YONHAP/reuters

ต่อมาบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ระบุผ่านแฟนเพจว่า นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ยืนยันว่า ขณะเครื่องบิน 7C 2216 ออกเดินทางจากทางวิ่ง 02R ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 02.11 น. ไม่มีรายงานสภาพผิดปกติ ทั้งในส่วนของอากาศยานและสภาพทางวิ่ง โดยในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีรายงานการชนนกหรือมีสิ่งกีดขวางบนทางวิ่ง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ทอท. ได้ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร โดยดำเนินมาตรการตรวจสอบทางวิ่ง ระบบไฟ ระบบขับไล่นก และการซ่อมบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

กต. เผยรายชื่อคนไทย - ญาติเผยหญิงอุดรธานี เพิ่งกลับมาเยี่ยมครอบครัวที่ไทย 2 สัปดาห์

กระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยรายชื่อของผู้โดยสารชาวไทยบนเที่ยวบินดังกล่าวจำนวน 2 คน ได้แก่ น.ส.สิริธร จะอื่อ อายุ 22 ปี และ น.ส.จงลักษ์ ดวงมณี อายุ 45 ปี

ภรณ์พิชญา เฉลิมศิลป์ ชาว อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของ น.ส.จงลักษ์ หนึ่งในคนไทยที่เป็นผู้โดยสารบนสายการบินเจจูแอร์ เปิดเผยว่า รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในการมาเยี่ยมประเทศไทยครั้งนี้ เธอยังไม่ทันได้เจอลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง แต่มาทราบข่าวอีกครั้งก็พบว่าน้องสาวอยู่ในอุบัติเหตุการบินครั้งนี้

"ตกใจเลย ไม่อยากจะเชื่อเลย... พอมีข่าวว่าเป็นคนอุดรธานี เราก็ตกใจ" ภรณ์พิชญา กล่าวกับบีบีซีไทย

"เสียใจ เราเคยเห็นแต่ข่าวประเทศอื่น เราไม่คิดว่าจะมีคนไทยในนั้น ยิ่งเห็นคลิปวิดีโอตอนเกิดเหตุ เรายิ่งหดหู่"

ภรณ์พิชญา เปิดเผยว่าจงลักษ์เดินทางไปทำงานที่เกาหลีใต้เป็นเวลา 5-6 ปีแล้ว และแต่งงานกับชาวเกาหลีเมื่อ 3 ปีก่อนหน้านี้ โดยอาศัยอยู่อย่างถูกกฎหมายที่เมืองนาจู ทางกวางจูใต้ เธอประกอบทำเกษตรกับสามีชาวเกาหลีเป็นหลักและทำงานรายวันในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นบางช่วง

น.ส.จงลักษ์ ดวงมณี อายุ 45 ปี

ที่มาของภาพ, ภรณ์พิชญา เฉลิมศิลป์

คำบรรยายภาพ, น.ส.จงลักษ์ ดวงมณี อายุ 45 ปี หนึ่งในสองคนไทยที่อยู่บนเครื่องบินเจจูแอร์

ลูกพี่ลูกน้องของจงลักษ์ เปิดเผยด้วยว่า จงลักษ์มักจะเดินทางกลับประเทศไทยปีละ 2 ครั้ง ในช่วงเทศกาลเพื่อเยี่ยมบิดาวัย 77 ปี และครอบครัว ที่ จ.อุดรธานี และลูกอีก 2 คน ของอดีตสามีที่กำลังอยู่ในวัย 7 ปี และ 15 ปี ที่ จ.พิจิตร

"พ่อเขารู้แล้ว เขาเศร้าจนไม่อยากจะเศร้าแล้ว แกก็เสียใจ เพราะเป็นลูกสาวคนสุดท้องของแก" ภรณ์พิชญา เล่าถึงบิดาของจงลักษ์ที่ทราบข่าวลูกสาว โดยลูกทั้งสามคนของเขาทำงานอยู่ที่ต่างประเทศทั้งหมด

ก่อนที่เธอจะเดินทางไปกับเที่ยวบิน 7C2216 จงลักษ์เพิ่งกลับมาไทยเป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ และท่องเที่ยวที่ จ.เชียงใหม่ กับสามีชาวเกาหลี โดยที่สามีเดินทางกลับไปเกาหลีใต้แล้วก่อนหน้านี้

"ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น"

น.ส.สิรีธร จะอื่อ หรือ เหมย วัย 22 ปี เป็นอีกหนึ่งคนไทยที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยเธอกำลังเดินทางไปพบแม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเกาหลีใต้หลังจากแม่ของเธอแต่งงานใหม่กับสามีชาวเกาหลี

บัญชีเฟซบุ๊กของเธอเต็มไปด้วยข้อความไว้อาลัยจากเพื่อน ๆ บางข้อความเขียนว่า "ไปสู่สุขคตินะ เธอไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์แล้ว"

เหมยเคยเปิดเผยกับเพื่อน ๆ และอาจารย์ผู้สอนว่า เธอมีความฝันต้องการเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตส) ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีการศึกษาสุดท้ายที่ภาควิชาการจัดการธุรกิจสายการบิน คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว ม.กรุงเทพ โดยเป็นนักเรียนทุน

ในประเด็นนี้ บีบีซีไทยได้พูดคุยกับ ณัฐพร ชื่นสุวรรณ์ หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจสายการบินที่ สิรีธรศึกษาอยู่ โดยเธอได้บอกว่า สิรีธรเป็นเด็กสดใส ร่าเริง ตั้งใจเรียน เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อดูจากวิชาเอกที่เธอเลือกเรียนก็จะพบว่าผู้เรียนมีความตั้งใจเป็นแอร์โฮสเตส

"ในห้องจะจำเขาได้ เพราะน้องเขาทำสีผม และเป็นตัวแทนเพื่อน ๆ ในการเข้ามาสอบถามอาจารย์เมื่อมีงานกลุ่ม หรือขอคำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับวิชาเรียน" อาจารย์ผู้สอนกล่าว

สิรีธรเหลือการฝึกงานภาคปฏิบัติในเทอมสุดท้ายที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นกระบวนสุดท้ายก่อนที่เธอจะจบการศึกษาและได้ประกอบอาชีพในฝัน

"ทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" ณัฐพร กล่าว "ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ไม่ว่ากับใครก็ตาม"

ข้าม Facebook โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Facebook

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน: บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มาจากภายนอก

สิ้นสุด Facebook โพสต์

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจของ ม.กรุงเทพ ได้แสดงความเสียใจต่อครอบครัวของสิรีธร ซึ่งผู้คนนับพันเข้ามาร่วมแสดงความอาลัย

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่าง ๆ ในไทยรายงานตรงกันว่าอาของเธอ พร้อมด้วยน้องชาย 2 คน ได้เดินทางจากเชียงรายไปยังเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. โดยสายการบินเจจูแอร์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้

ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า จะนำศพของเธอมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่บ้านใน อ.แม่สาย หรือทำการฌาปนากิจศพที่เกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อระบุตัวตนผู้เสียชีวิตดำเนินไปด้วยความล่าช้า ท่ามกลางความไม่พอใจของครอบครัวผู้เสียชีวิตที่เรียกร้องให้ทางการใช้วิธีตรวจเทียบสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอได้สำเร็จ