ใครจะเป็นเจ้าของดวงจันทร์ในการแข่งขันทางอวกาศรอบใหม่ ?

Montage showing astronauts and the Moon

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, รีเบกกา มอเรล
    • Role, บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์ บีบีซี

เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการแย่งชิงดวงจันทร์ ตัวเลขของประเทศและบริษัทเอกชนที่มีเป้าหมายในการไปเยือนพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อครอบครองทรัพยากรและความเป็นใหญ่ในอวกาศกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พวกเราพร้อมสำหรับยุคสมัยใหม่ของการสำรวจดวงจันทร์นี้หรือยัง ?

สัปดาห์นี้ มีการส่งภาพกลับมายังโลกที่แสดงให้เห็นธงของจีนที่ปักบนดวงจันทร์ นี่เป็นการลงจอดครั้งที่ 4 ของจีนบนดวงจันทร์ และเป็นภารกิจครั้งแรกที่นำตัวอย่างจากด้านไกลของดวงจันทร์กลับมา

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา อินเดียและญี่ปุ่นได้นำยานอวกาศลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์เช่นกัน ในเดือน ก.พ. บริษัท Intuitive Machines จากสหรัฐอเมริกา กลายเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่นำยานลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ และยังมีอีกหลายบริษัทที่มีแผนจะตามมา

ในขณะเดียวกัน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ก็ต้องการส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ด้วยนักบินอวกาศจากโครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะลงจอดในปี 2026 ด้านรัฐบาลจีนกล่าวว่าจะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2030 พวกเขาไม่ได้วางแผนแค่จะไปเยือนดวงจันทร์เป็นการชั่วคราว แต่มุ่งมั่นที่จะสร้างฐานถาวรไว้บนนั้น

ทว่าในห้วงที่ยุคสมัยแห่งการเมืองมหาอำนาจกลับมาอีกครั้ง การขับเคี่ยวบนอวกาศครั้งใหม่นี้ อาจส่งให้ความตึงเครียดจากบนโลกถูกถ่ายทอดต่อไปยังพื้นผิวดวงจันทร์

"ความสัมพันธ์ของเรากับดวงจันทร์กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างถอนรากถอนโคนในไม่ช้านี้" จัสติน ฮอลคอมบ์ นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคนซัส เตือนว่าการสำรวจอวกาศที่รวดเร็วในปัจจุบันกำลัง "นำหน้าไปไกลกว่ากฎหมายของเรา" เขากล่าว

ข้อตกลงของสหประชาชาติในปี 1967 ระบุว่าไม่มีชาติใดสามารถครอบครองดวงจันทร์ได้ สนธิสัญญาอวกาศ (Outer Space Treaty) ที่มีชื่อเสียง (หรือ สนธิสัญญาว่าด้วยหลักเกณฑ์การดำเนินกิจการของรัฐในการสำรวจและการใช้อวกาศภายนอก รวมทั้งดวงจันทร์และเทหะในท้องฟ้าอื่น ๆ) ระบุว่าดวงจันทร์เป็นของทุกคน และการสำรวจใด ๆ ต้องกระทำเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งหมดและเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศ

แม้ว่ามันจะฟังดูสงบสุขและเต็มไปด้วยความร่วมมือกัน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ทว่าแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังสนธิสัญญาอวกาศไม่ใช่ความร่วมมือ แต่เป็นการเมืองในยุคสงครามเย็น

เมื่อความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตเพิ่มขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความกลัวคืออวกาศอาจกลายเป็นสนามรบทางทหาร ดังนั้น ส่วนสำคัญของสนธิสัญญาคือห้ามส่งอาวุธนิวเคลียร์เข้าสู่อวกาศ โดยมีชาติกว่า 100 ชาติ ร่วมลงนามในสนธิสัญญานั้น

แต่ยุคสมัยแห่งอวกาศครั้งใหม่นี้ดูแตกต่างจากยุคนั้น

An image released by Chinese state media showed a lunar probe carrying the nation's flag

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อของรัฐบาลจีนแสดงให้เห็นยานสำรวจดวงจันทร์ที่มีธงชาติของจีนติดอยู่

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ภารกิจดวงจันทร์ในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นแค่โครงการของประเทศต่าง ๆ เท่านั้น แต่บริษัทเอกชนก็เข้ามาการแข่งขันด้วย

ในเดือน ม.ค. ภารกิจเชิงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อ "เพอรีกรีน" (Peregrine) ได้ประกาศว่าจะนำเถ้ากระดูกมนุษย์ ตัวอย่างดีเอ็นเอ และเครื่องดื่มกีฬา ซึ่งติดชื่อแบรนด์สินค้าขึ้นไปยังดวงจันทร์ แม้การรั่วไหลของเชื้อเพลิงทำให้ภารกิจไม่ประสบความสำเร็จ แต่ภารกิจนี้ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับการส่งสิ่งของต่าง ๆ ขึ้นไปว่า เป็นไปตามหลักการในสนธิสัญญาที่ระบุว่าการสำรวจควรเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติทั้งหมดหรือไม่

"เราเริ่มส่งสิ่งของขึ้นไปที่นั่นเพียงเพราะเราทำได้ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรอีกแล้ว" มิเชลล์ ฮันลอน นักกฎหมายด้านอวกาศและผู้ก่อตั้ง For All Moonkind องค์กรที่มุ่งปกป้องสถานที่ลงจอดของอะพอลโลกล่าว "ดวงจันทร์ของเราอยู่ใกล้แค่เอื้อมและตอนนี้เรากำลังเริ่มทำร้ายมัน" เธอกล่าว

ถึงแม้ว่าจะมีผู้เล่นเอกชนเข้ามาในสนามแข่งขันบนดวงจันทร์มากขึ้น ชาติต่าง ๆ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในเรื่องนี้อยู่ ซาอิด โมสเตชาร์ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายอวกาศและกฎหมายแห่งลอนดอน กล่าวว่า บริษัทใดก็ตามที่จะขึ้นสู่อวกาศต้องได้รับอนุญาตจากรัฐ ซึ่งจะถูกจำกัดโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ

การเป็นผู้ลงจอดบนดวงจันทร์ ย่อมมอบอภิสิทธิ์และเกียรติยศมากมายให้กับประเทศผู้ประสบความสำเร็จ ตอนนี้อินเดียและญี่ปุ่นสามารถอ้างตัวได้ว่าเป็นผู้เล่นระดับโลกในด้านอวกาศ

และประเทศที่มีอุตสาหกรรมอวกาศที่ประสบความสำเร็จ สามารถนำความเจริญทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศผ่านการสร้างงานและนวัตกรรม

แต่การแข่งขันบนดวงจันทร์เสนอรางวัลที่ใหญ่ยิ่งกว่า นั่นคือทรัพยากรของมัน

แม้ว่าภูมิประเทศบนดวงจันทร์ดูเหมือนจะรกร้าง แต่มันมีแร่ธาตุ รวมถึงแร่หายาก เช่น โลหะอย่างเหล็ก ไทเทเนียม และฮีเลียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุเหล่านี้ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของทุกอย่างตั้งแต่วัสดุตัวนำยิ่งยวดจนถึงไปจนถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์

การประเมินมูลค่าของทรัพยากรทั้งหมดนี้แตกต่างกันค่อนข้างมาก ไล่ตั้งแต่พันล้านถึงพันล้านล้าน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจว่าเหตุใดบางคนถึงเห็นว่าดวงจันทร์เป็นที่ที่สามารถทำเงินได้มากมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่านี่จะเป็นการลงทุนในระยะที่ยาวมาก และเทคโนโลยีที่จำเป็นในการสกัดและนำทรัพยากรดวงจันทร์กลับมายังโลก ยังไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นในตอนนี้

ในปี 1979 มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ประกาศว่า ไม่มีรัฐหรือองค์กรใดสามารถอ้างสิทธิเป็นเจ้าของทรัพยากรบนดวงจันทร์ได้ แต่สนธิสัญญานี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก เพราะมีเพียง 17 ประเทศที่เข้าร่วม และไม่ได้รวมถึงประเทศที่เคยไปดวงจันทร์มาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา

ในความเป็นจริง เมื่อปี 2015 สหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้พลเมืองและอุตสาหกรรมของตัวเองสามารถสกัดใช้ และขายวัสดุจากอวกาศได้

"สิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากในหมู่ประชาคมระหว่างประเทศ" มิเชล ฮันลอน กล่าว "แต่ในที่สุดประเทศอื่น ๆ ก็เริ่มออกกฎหมายระดับชาติที่คล้ายคลึงกัน" ซึ่งได้แก่ ลักเซมเบิร์ก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ญี่ปุ่น และอินเดีย

เป็นที่น่าประหลาดใจ เมื่อพบว่าทรัพยากรที่อาจเป็นที่ต้องการมากที่สุดกลับเป็น "น้ำ"

"เมื่อหินจากดวงจันทร์ก้อนแรกที่นำกลับมาโดยนักบินอวกาศอะพอลโลถูกนำมาตรวจวิเคราะห์ พวกเขาคิดว่ามันแห้งสนิท" ซารา รัสเซลล์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอธิบาย

"แต่แล้วการปฏิวัติได้เกิดขึ้นประมาณ 10 ปีที่แล้ว เราพบว่าพวกมันมีร่องรอยเล็ก ๆ ของน้ำอยู่ในผลึกของแร่ฟอสเฟต"

Astronaut James Irwin, a lunar module pilot, gives a military salute while standing beside the US flag during the Apollo 15 mission in 1971

ที่มาของภาพ, Reuters

เธอกล่าวด้วยว่าที่บริเวณขั้วของดวงจันทร์มีน้ำแข็งสำรองอยู่มาก ซึ่งแข็งตัวอยู่ในปล่องภูเขาไฟที่ไม่เคยได้รับแสงอาทิตย์

ผู้มาเยือนดวงจันทร์ในอนาคตสามารถใช้น้ำสำหรับดื่ม สร้างออกซิเจน และแม้กระทั่งใช้ในการสร้างเชื้อเพลิงให้กับจรวด โดยแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและออกซิเจน ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางจากดวงจันทร์ไปยังดาวอังคารและที่อื่น ๆ

สหรัฐฯ กำลังพยายามออกแนวปฏิบัติชุดใหม่สำหรับการสำรวจดวงจันทร์และการใช้ประโยชน์จากดวงจันทร์ ข้อตกลงดังกล่าวที่ชื่อว่า ข้อตกลงอาร์เทมิส (Artemis Accords) ระบุว่าการสกัดและการใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์ควรดำเนินการในลักษณะที่สอดคล้องกับสนธิสัญญาอวกาศ แต่ก็ระบุว่าอาจจำเป็นต้องมีกฎใหม่บางข้อ

จนถึงขณะนี้มีประเทศมากกว่า 40 ประเทศ ลงนามในข้อตกลงที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายชุดนี้ แต่จีนไม่ได้ลงนามในข้อตกลงนี้ด้วย และบางคนโต้แย้งว่ากฎใหม่สำหรับการสำรวจดวงจันทร์ไม่ควรนำโดยประเทศใดประเทศหนึ่ง

"สิ่งนี้ควรจะทำผ่านองค์การสหประชาชาติ เพราะมันส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ" ซาอิด โมสเตชาร์กล่าว

แต่การเข้าถึงทรัพยากรอาจทำให้เกิดการปะทะกันอีกครั้ง

ในขณะที่มีพื้นที่มากมายบนดวงจันทร์ แต่บริเวณที่ใกล้กับปล่องภูเขาไฟซึ่งมีน้ำแข็งด้วยนั้น ถือเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น จะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนต้องการพื้นที่ในพิกัดเดียวกันสำหรับฐานในอนาคตของพวกเขา และเมื่อประเทศหนึ่งได้ตั้งฐานแล้ว อะไรจะหยุดประเทศอื่นจากการตั้งฐานที่ใกล้จนเกินไป

"ฉันคิดว่ามันมีการเปรียบเทียบที่น่าสนใจกับกรณีของทวีปแอนตาร์กติกา" จิล สจวร์ต นักวิจัยนโยบายและกฎหมายอวกาศที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน กล่าว "เราน่าจะได้เห็นการตั้งฐานวิจัยบนดวงจันทร์เหมือนกับที่ตั้งบนทวีปแอนตาร์กติกา"

แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับรายละเอียดของการตั้งฐานบนดวงจันทร์ใหม่ เช่นว่าจะต้องครอบคลุมพื้นที่กี่ตารางกิโลเมตร อาจขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดไปถึงที่นั่นก่อน

“จะมีข้อได้เปรียบสำหรับผู้ที่ไปถึงก่อนอย่างแน่นอน” จิล สจวร์ต กล่าว

“ดังนั้นหากคุณสามารถไปถึงที่นั่นก่อนและตั้งฐานได้ คุณก็จะสามารถกำหนดขนาดของเขตที่ยกเว้นไว้ได้ มันไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเจ้าของที่ดินนั้น แต่คุณสามารถครอบครองพื้นที่นั้นได้”

ตอนนี้ผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกมีแนวโน้มว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือจีน ทำให้การแข่งขันตึงเครียดขึ้น และทั้งสองประเทศน่าจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และกฎที่ถูกกำหนดโดยผู้ที่ไปถึงก่อนนี้ อาจกลายเป็นกฎที่ใช้ในระยะยาว

หากทั้งหมดนี้ฟังดูค่อนข้างเฉพาะกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศบางคนที่บีบีซีได้พูดคุยด้วยคิดว่า เราไม่น่าจะได้เห็นสนธิสัญญาอวกาศระหว่างประเทศใด ๆ อีก กฎข้อบังคับในการสำรวจดวงจันทร์อาจถูกกำหนดด้วยบันทึกความเข้าใจหรือหลักปฏิบัติชุดใหม่ ๆ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกมากมาย ดวงจันทร์เป็นเพื่อนคู่ใจของเรา เรามองเห็นมันเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงขณะที่ส่องแสงสว่างบนท้องฟ้า

แต่เมื่อการแข่งขันอวกาศครั้งใหม่เริ่มขึ้น เราจำเป็นต้องเริ่มคิดว่าเราต้องการให้ดวงจันทร์เป็นสถานที่แบบใด และมีความเสี่ยงหรือไม่ที่ดวงจันทร์อาจกลายเป็นเวทีประชันของชาติที่เป็นคู่แข่งกันจากโลก

Get in touch

InDepth is the home for the best analysis from across BBC News. Tell us what you think.