เลือกตั้ง 2566 : ประวัติฉบับย่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 30

bbc

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีทั้งสิ้น 62 คน จาก 43 พรรคการเมือง

พรรคการเมืองต่าง ๆ ทยอยยื่นบัญชีแคนดิเดตนายกฯ ต่อ กกต. ในระหว่างวันที่ 4-7 เม.ย. ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจสอบหลักฐาน และออกประกาศ กกต. แจ้งรายชื่อทั้งหมดให้สาธารณชนรับทราบเมื่อ 14 เม.ย.

แม้มีพรรคการเมืองส่งชื่อ "นายกฯ ในบัญชี" เข้าประกวดมากมาย แต่ชื่อที่จะนำมาพิจารณากลางสภาผู้แทนราษฎร ได้ ต้องมาจากพรรคที่ได้ ส.ส. ไม่น้อยกว่า 5% ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือมี ส.ส. 25 คนขึ้นไป

บีบีซีไทยรวบรวมรายชื่อและประวัติฉบับย่อของ "นายกฯ ในบัญชี" จากพรรคการเมืองหลัก มาไว้ที่นี่ เพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ประวัติฉบับย่อแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 30

คลิกเพื่ออ่าน

พรรคเพื่อไทย

ทายาทของวงศ์วานว่านเครือในตระกูล “ชินวัตร” ที่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ถึง 3 คน ตั้งแต่ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพ่อ กับอาอีก 2 คน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นอาเขย

บุตรสาวคนสุดท้องของทักษิณเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัวในวัย 35 ปี (เกิด 21 ส.ค. 2529) กับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม ตามด้วยตำแหน่งหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการเลือกตั้งพรรค

อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร จบการศึกษาปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการจัดการโรงแรมนานาชาติ ที่มหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ อังกฤษ

ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง เธอเป็นผู้ถือครองหุ้นเป็นอันดับ 1 ในบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กว่า 1,216 ล้านหุ้น หรือ 28.82% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด รวมทั้งหุ้นในบริษัทต่าง ๆ รวม 19 รายการ รวมมูลค่ามากกว่า 9,789 ล้านบาท

การเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อไทยชูจุดขายเรื่องความเป็น “ดีเอ็นเอทักษิณ” ของแพทองธาร พร้อมประกาศ “แลนด์สไลด์” ตั้งเป้าหมายชนะเลือกตั้ง 310 เสียง พร้อมเป็นนายกฯ

สลัดคราบนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัวภายใต้สังกัดพรรคเพื่อไทย มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก่อนโอนหุ้น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ให้กับ ชนัญดา ทวีสิน บุตรสาวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว จำนวน 166 ล้านหุ้น หรือ 4.4% ของจำนวนทั้งหมด เป็นการโอนให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทน ในราคาหุ้นละ 0 บาท

เศรษฐา อายุ 60 ปี (เกิด 15 ก.พ. 2506) จบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจการเงินจากสหรัฐอเมริกา

ประสบการณ์ทำงาน เป็นผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์บริษัท P&G ประเทศไทย (จำกัด) และเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้ง บริษัท แสนสิริฯ ร่วมกับ อภิชาติ จูตระกูล และ วันจักร์ บุรณศิริ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นับแต่ปี 2553 ข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2565 แสนสิริมีรายได้รวม 35,000 ล้านบาท ผลกำไรสุทธิ 4,280 ล้านบาท

ในวงการอสังหาฯ เขาเป็นผู้นำทางความคิดขับเคลื่อนแนวคิดใหม่ ๆ เช่น การนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบด้านความเท่าเทียม และตั้งเป้าหมายให้เป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

แม้เพิ่งเข้าสู่โลกการเมือง แต่นักธุรกิจรายนี้ประกาศว่า จะรับตำแหน่งนายกฯ เท่านั้น ถ้าไม่ได้เป็นนายกฯ จะไม่รับตำแหน่งใด ๆ เพราะเขาเชื่อว่า ถ้าต้องการขับเคลื่อนในเรื่องต่าง ๆ ตำแหน่งนายกฯ เป็นตำแหน่งที่มีอำนาจ สามารถทำได้จริง

อายุ 74 ปี (เกิด 26 ส.ค.2491) จบการศึกษาปริญญาโทด้านกฎหมาย (L.L.M.) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนรัฐบาล เริ่มรับราชการเป็นอัยการผู้ช่วยประจำกองคดี และเกษียณอายุราชการในตำแหน่งอัยการสูงสุด หลังเกษียณมารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เขาคือ "นักการเมืองคนสุดท้าย" ที่มีโอกาสสนทนา-ตอบโต้กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวงเจรจาคู่ขัดแย้ง 7 ฝ่ายเพื่อหาทางออกจากวิกฤตทางการเมือง และเป็นเจ้าของวาทะ "ถึงนาทีนี้ไม่ลาออก"

พอสิ้นเสียงของชัยเกษม ก็มีคำประกาศ "ยึดอำนาจ" จากหัวโต๊ะที่ชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) ในวันที่ 22 พ.ค. 2557

การเลือกตั้งปี 2562 เขาเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย และหวนกลับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคอีกครั้งในการเลือกตั้ง 2566 และเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวของพรรคที่ลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10

ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองของพรรค และประธานกรรมการด้านประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม และความเสมอภาค ประกาศลดความเหลื่อมล้ำ คืนประชาธิปไตยสู่ประชาชน โดยเฉพาะประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะทุกอย่างที่ไม่เป็นที่พอใจของประชาชน

พรรคพลังประชารัฐ

อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ปีนี้จะมีอายุครบ 78 ปีแล้ว (เกิด 11 ส.ค. 2488) ถูกกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน กรณี “แหวนมารดา นาฬิกายืมเพื่อน” ขณะที่ผลสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติไม่มีมูลเพียงพอว่าเขาจงใจยื่นบัญชีเท็จ

เริ่มรับรับราชการในกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ก่อนหน้า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายทหารรุ่นน้อง เป็นทั้งพี่ใหญ่ของ “บ้าน 3 ป.” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักนายทหารหลังเดียวกัน เขาเป็นหัวขบวน “บูรพาพยัคฆ์” หรือเรียกกันว่า “ทหารเสือราชินี” ผู้มีบทบาทสำคัญหลังรัฐประหารปี 2549 เป็น รมว.กลาโหม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนั่งอยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในช่วงสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อ เม.ย.-พ.ค. 2553

หลังรัฐประหาร 2557 เขามีตำแหน่งรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) และรองนายกฯ และเมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ นายกฯ ควบหัวหน้า คสช. ประกาศ “คืนอำนาจให้ประชาชน” ด้วยการจัดให้มีการเลือกตั้ง 2562 ป.ประวิตร ก็อยู่เบื้องหลังการจัดการตั้งพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) สนับสนุนให้ “น้องตู่” หวนกลับมาเป็นนายกฯ ในบัญชี พปชร. ส่วนตัว “พี่ป้อม” ก้ยังรั้งเก้าอี้รองนายกฯ ต่อไป

กระทั่งเดือน ส.ค. 2565 พล.อ. ประวิตรมีโอกาสหน้าที่รักษาการนายกฯ นาน 38 วัน ในช่วงที่ พล.อ. ประยุทธ์ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวระหว่างรอคำวินิจฉัย “คดีนายกฯ 8 ปี” ทำให้บรรดาลูกพรรค พปชร. เห็นว่า “ลุงป้อมเป็นนายกฯ ได้”

และแล้วก็เกิดเหตุให้ 2 ป. ต้องแยกทาง โดย ป.ประยุทธ์ แยกตัวไปร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ส่วน ป.ประวิตร ได้รับแรงสนับสนุนจากลูกพรรคให้ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ เสียเอง และยังลงสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคด้วย พร้อมชูคำขวัญ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

พรรคก้าวไกล

พิธา ปัจจุบันอายุ 42 ปี (เกิด 5 ก.ย. 2523) จบปริญญาโท 2 ใบที่คณะการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ ซึ่งเขาเป็นนักเรียนไทยคนแรกที่ได้ทุนการศึกษา International Student ของ Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และใบที่ 2 จากคณะบริหารธุรกิจ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) สหรัฐฯ

ในทางธุรกิจ เขาบริหารบริษัท ซีอีโอ อกริฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตน้ำมันดิบรำข้าว ธุรกิจของครอบครัว ใช้เวลา 2 ปีสามารถพลิกวิกฤตหนี้ร้อยล้าน กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศ และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกปีละนับพันล้านบาท

ส่วนประสบการณ์งานการเมือง เริ่มต้นในคณะทำงานของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ 2 ก่อนได้เป็นผู้แทนราษฎรเต็มขั้น เมื่อลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค ลำดับที่ 4 ของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เมื่อปี 2562 และกลายเป็นดาวดวงใหม่ของสภา หลังอภิปรายนโยบายทางการเกษตรของรัฐบาลกับข้อเสนอปัญหาเกษตรกรไทย โดยเปรียบเปรยเป็น “กระดุม 5 เม็ด”

จาก ส.ส.สมัยแรก ต้องขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล สานต่ออุดมการณ์ทางการเมืองของอนาคตใหม่ หลังพรรคต้นสังกัดของเขาถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค จากคดี ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค. ปล่อยเงินกู้จำนวน 191.2 ล้านบาทให้กับพรรคตัวเอง

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พิธานำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง และได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ครั้งแรกในชีวิต

พรรคภูมิใจไทย

ทายาทของ ชวรัตน์ ชาญวีรกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย และนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ผู้ก่อตั้งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (STECON) กับผลงานระดับเมกะโปรเจกต์ ทั้งโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ และโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่

เริ่มเข้ามาชิมลางการเมืองตั้งแต่ปี 2539 ในตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ และที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ ก่อนขยับชั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ (รมช.) ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2547 ขณะมีอายุเพียง 37 ปีเศษ (เกิด 13 ก.ย. 2509)

ทว่าเส้นทางการเมืองต้องสะดุดลงในปี 2550 เมื่อพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พร้อมตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค 111 คน นาน 5 ปี ในระหว่างนั้น อนุทินกลับไปทำธุรกิจ แล้วส่ง “พ่อบังเกิดเกล้า” เข้ามาทำงานการเมืองต่อภายใต้สังกัดพรรคพลังประชาชน (พปช.) ใน 3 รัฐบาล ตั้งแต่ยุค สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนแยกตัวออกไปตั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อ พปช. ถูกยุบพรรคตามมาอีก

เมื่อพ้นโทษแบนการเมือง อนุทินก็สลับบทบาทกับบิดา โดยก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ภท. คนใหม่ นำพรรคสีน้ำเงินเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2562 ได้ ส.ส. มาครึ่งร้อย ส่วนตัวเขาเข้าดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ควบ รมว.สาธารณสุข

ตลอด 4 ปีของการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร เขาถูกฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 ครั้ง ด้วยสารพัดข้อกล่าวหา อาทิ การบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 และนโยบายกัญชาเสรีที่ถูกโจมตีไม่ใช่กัญชาทางการแพทย์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธประเด็นทุกประเด็น

อนุทินจบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา รัฐนิวยอร์ก สหรัฐ และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Mini MBA) ด้วยความมั่งคั่งของครอบครัว ทำให้ใครต่อใครพากันเรียกเขาว่า “เสี่ยหนู”

พรรคประชาธิปัตย์

อายุ 67 ปี (เกิด 15 มี.ค 2499)​ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเก่าแก่ที่สุดในสารบบพรรคการเมืองไทย ที่ประสบกับปัญหาสมาชิกเก่าไหลออกเป็นจำนวนมากในการเลือกตั้งรอบนี้

เขาได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. คนที่ 8 หลังการเลือกตั้งปี 2562 เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนเดิม แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง หลัง ปชป. ตกที่นั่ง “พรรคต่ำร้อย”

จากในช่วงหาเสียงที่อภิสิทธิ์เคยประกาศ “ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ คสช.” ปชป. ยุคจุรินทร์เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2 โดยจุรินทร์รั้งเก้าอี้รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์

เขาจบการศึกษาสูงสุด รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นนักการเมืองที่ไม่เคยย้ายพรรคนับแต่ชนะเลือกตั้งปี 2529 เป็น ส.ส. มาแล้ว 11 สมัย นั่งบริหารหลายกระทรวงทั้งในฐานะ รมช. และ รมว. ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข

จุรินทร์ ประกาศว่า สนามเลือกตั้งครั้งนี้ ปชป. จะไม่สูญพันธุ์ใน กทม. พร้อมจุดยืนพัฒนาพรรคเป็นสถาบันการเมืองที่เข้มแข็งยั่งยืน

พรรครวมไทยสร้างชาติ

พล.อ. ประยุทธ์ อายุ 69 ปี (เกิด 21 มี.ค. 2497) เคยเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ หลังนำกำลังทหารก่อรัฐประหารรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ คนที่ 29

เขาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายบริหารมาแล้ว 2 สมัย ทั้งแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกฯ ภายหลังยึดอำนาจ และได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในการเลือกตั้ง 2562 ถ้านับระยะเวลาดำรงตำแหน่งแบบชาวบ้าน เขานั่งเก้าอี้นายกฯ ครบ 8 ปี เมื่อ 24 ส.ค. 2564 ทว่าถ้ายึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เขายังมีอายุการเมืองเหลืออีก 2 ปี นี่เป็นเหตุผลที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เสนอชื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกในสมัยที่ 3

พล.อ. ประยุทธ์ อายุ 69 ปี (เกิด 21 มี.ค. 2497) จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเจ้า (จปร.) รุ่น 23 เหล่าราบ รับราชการทหารอยู่ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ "ทหารเสือราชีนี" มาโดยตลอด ไต่ระดับจากการเป็นผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม ผู้บัญชาการกองทัพ แม่ทัพภาค และผู้บัญชาการทหารบกในท้ายที่สุด จึงมีบทบาทในฐานะผู้คุมกำลังในเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ก่อนกลายเป็นผู้นำรัฐประหาร 2557 และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ ทำให้เหตุการณ์บ้านเมืองกลับมาสงบ ผ่านแผนปฏิรูปประเทศระยะยาว และจัดการกับปัญหาทุจริตของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้คะแนนนิยมในตัวเขาทัดเทียมกับคู่แข่งขัน และสูงสุดในภาคใต้

แต่คล้อยหลังการเลือกตั้งปี 2562 ภาพการชุมนุมบนท้องถนนกลับมาอีกครั้ง ปฐมเหตุจากคดียุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เกิดปรากฏการณ์ “แฟลชม็อบ” ของเยาวชน คนหนุ่มสาว สู่การชุมนุมของ “คณะราษฎร 2563” เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก พร้อมข้อเสนอปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ นำไปสู่การจับกุมและตั้งข้อหากับผู้เห็นต่างหลายร้อยคน

ในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ 2 นายกฯ ถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 ครั้ง เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และได้รับแรงสนับสนุนจากพรรคร่วมฯ ให้ทำหน้าที่ต่อไป

การเลือกตั้งครั้งนี้ เขายอมทิ้งภาพของทหารอาชีพที่เป็นมาทั้งชีวิต สู่เส้นทางการเมืองเต็มตัว สังกัดพรรค รทสช. กับความหวังกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง พร้อมปณิธานอันแน่วแน่เพื่อปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการก่อตั้งพรรค และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รวมทั้งแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคอันดับที่ 2 ปัจจุบันอายุ 64 ปี (เกิด 21 ก.พ. 2509) จบปริญญาโท 2 ใบ ด้านกฎหมายอเมริกันทั่วไป (LLM) และด้านกฎหมายเปรียบเทียบ (MCL) ที่มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์ทำงานทั้งในหมวกผู้พิพากษาและข้าราชการตุลาการ

ร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นาน 32 ปี นับตั้งแต่ปี 2539 เป็น ส.ส. 6 สมัย และ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนลาออกจากพรรคหลังพ่ายชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนที่ 8 แทนอภิสิทธิ์ที่ลาออกหลังนำพรรคพ่ายศึกเลือกตั้ง 2562

ต่อมา ชื่อของพีระพันธุ์มาปรากฏในฐานะที่ปรึกษานายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 สภาผู้แทนราษฎร และเมื่อใกล้ถึงศึกเลือกตั้งรอบใหม่ 2566 พีระพันธุ์สลับบทบาทมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยถูกเรียกขานว่า “นายกฯ น้อย” เพราะต้องกลั่นกรองงาน เงิน คนก่อนเสนอให้ “นายกฯ จริง” พิจารณา

การแยกตัวออกมาตั้งพรรค รทสช. มีเป้าหมายสูงสุดให้ พล.อ. ประยุทธ์ กลับคืนสู่อำนาจขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายบริหารอีกครั้ง ก่อนส่งไม้ต่อให้ พีระพันธุ์ แคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 2 ของพรรค หลัง พล.อ. ประยุทธ์นั่งเก้าอี้ครบ 8 ปี

พรรคไทยสร้างไทย

มีชื่อให้เอ่ยถึงหลายครั้งกับคำว่า “นายกฯ หญิงของไทย” แต่แล้วคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็ต้องเสียหน้าประวัติศาสตร์นี้ให้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณ นายกฯ คนที่ 28

คุณหญิงหน่อยเข้าสู่ถนนการเมืองด้วยการร่วมงานกับพรรคพลังธรรม หลังร่วมชุมนุมขับไล่ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ผู้นำรัฐประหารในปี 2535 ปีเดียวกัน ชนะเลือกตั้งได้เป็นสมัคร ส.ส.กทม. สมัยแรก ก่อนลาออกมาร่วมสร้างพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ร่วมกับ ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2541 และอยู่ในฐานะ “เจ้าแม่ กทม.” ของพรรค

ทว่ามีเหตุให้ต้องเว้นวรรคการเมือง เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ทรท. และตัดสิทธิการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ซึ่งเธอร่วมเป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย หญิงหน่อยจึงกลับไปเข้าห้องเรียน จนคว้าปริญญาเอก พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และทำโครงการบูรณะสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าที่สวนลุมพินีวัน ประเทศเนปาล

ในการเลือกตั้งปี 2562 กลับมาพร้อมบทบาทนำในพรรคเพื่อไทย (พท.) กับตำแหน่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค และมีชื่อเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรค ก่อนถูกลดบทบาทภายในพรรค ตัดสินใจลาออกมาตั้งกลุ่มไทยสร้างไทย และพัฒนาเป็นพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) หลังจากนั้น โดยที่เธอนั่งเป็นหัวหน้าพรรคเอง ประเดิมส่งสมาชิกลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในปี 2565 ได้ ส.ก. มา 2 ที่นั่ง

คุณหญิงสุดารัตน์ ปีนี้จะมีอายุ 62 ปี (เกิด 1 พ.ค. 2504) ประสบการณ์การเมือง เป็นอดีต รมช. และ รมว. หลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การเลือกตั้งครั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศปิดประตูไม่ร่วมรัฐบาล 3 ป. มุ่งสลายความขัดแย้งสองขั้ว ไม่แตะต้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ดึงลงมาอยู่ในวังวนความขัดแย้ง

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และแคนดิเดตนายกฯ อันดับที่ 2 ของพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กับความตั้งใจหวังแก้หนี้ให้กับคนตัวเล็ก รวมทั้งฟื้นฟูธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (เอสเอ็มอี) ให้แข็งแรง เพื่อเป็นรากฐานของเศรษฐกิจไทย

มีความรอบรู้ในเรื่องธุรกิจตั้งแต่เด็ก อายุ 10 ขวบก็เริ่มช่วยงานในโรงพิมพ์สมุดของครอบครัว และสานต่อกิจการจากธุรกิจขนาดกลางในกลุ่มเครื่องเขียนขายส่ง เติบโตจนสามารถนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ภายใต้ชื่อบริษัท ที.เค.เอส เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) รวมทั้งผู้ก่อตั้งบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอที ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์สื่อสาร ชั้นนำระดับโลกมากกว่า 60 แบรนด์ เป็นอันดับ 1 ของเมืองไทย ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าล้านบาท

ประสบการณ์ทำงานในภาคเอกชน เป็นอดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 3 สมัย กับผลงานจัดตั้งสภาอุตสาหกรรมทั่วประเทศครบ 76 จังหวัด, จัดตั้งกองทุน ส.อ.ท. ช่วยไทยสู้ภัยโควิด 19, ผลักดันธุรกิจเอสเอ็มอีให้เป็นวาระแห่งชาติ, ก่อตั้งสถาบันเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตทางด้านเกษตรผู้มีรายได้น้อย และจัดทำโครงการรับรองสินค้าเมดอินไทยแลนด์

ปัจจุบันอายุ 64 ปี (เกิด 25 เม.ย. 2501) จบปริญญาโท 2 ใบในคณะบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยซิตี้ สหรัฐอเมริกา และคณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบันอายุ 58 ปี (เกิด 6 พ.ย.2507) จบเตรียมทหารรุ่นที่ 24 และปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต จากโรงเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ 31 รับราชการเป็นนักบินกองทัพอากาศกว่า 8 ปี ประจำการกองบิน 56 หาดใหญ่ กองบิน 23 จ.อุดรธานี และกองบิน 1 จ.นครราชสีมา มีประสบการณ์บินกับเครื่องบินแบบ T-33, F-5 A/B และ F-16 A/B ก่อนย้ายไปเป็นรองหัวหน้าแผนกร่วม กองนโยบายและแผน กรมยุทธการกองทัพอากาศ ตำแหน่งสุดท้ายในชีวิตราชการ เป็นที่มาของคำเรียกชื่อเขาว่า “ผู้พันปุ่น”

เข้าสู่เส้นทางการเมืองในปี 2543 สังกัดพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้เป็น ส.ส.กทม. 2 สมัย และกรรมการบริหารพรรค เคยทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลสมัย ทักษิณ ชินวัตร

ปี 2550 เขาถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดียุบพรรค ทรท. และกลับมาทำงานการเมืองอีกครั้งสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ก่อนลาออกมาร่วมก่อตั้งพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ร่วมกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ โดยนั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค

ปี 2565 เขาเป็นตัวแทนลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. โดยถือเป็นสนามเลือกตั้งแรกของพรรคนับแต่ก่อตั้งมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ โดยมีคะแนนมาเป็นอันดับ 7 จำนวน 73,926 คะแนน คิดเป็น 2.7% ของผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น

การเลือกตั้งครั้งนี้ เขาอยู่ในรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ อันดับที่ 3 ของพรรค กับเป้าหมายต้องการรื้อระบบเดิมออกไป เพื่อสู้กันด้วยกติกาที่เป็นธรรม

พรรคชาติพัฒนากล้า

ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) และแคนดิเดตนายกฯ อันดับ 1 ของพรรค ปัจจุบันอายุ 68 ปี (เกิด 9 ก.พ. 2498) จบปริญญาโท วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา ปี 2531 เริ่มงานการเมืองในนามพรรคปวงชนชาวไทย ที่มี ร.อ. สมหวัง สารสาส เป็นหัวหน้าพรรค ได้เป็น ส.ส.นครราชสีมา สมัยแรก

ทว่า “สำนักการเมือง” ที่เป็นภาพจำของสุวัจน์ คือ พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจากพรรคปวงชนชาวไทยนั่นเอง ภายหลังผ่านเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 โดย พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกฯ ผู้ถูกยึดอำนาจในปี 2534 ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนแรก

ส่วน สุวัจน์ มีโอกาสขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ชพน. คนที่ 3 และเป็นผู้ประกาศยุบพรรคตัวเองไปรวมกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เมื่อปี 2547 โดยที่ตัวของเขาก็เข้าไปเป็น “หัวหน้ากลุ่มวังน้ำเขียว” ภายใน ทรท.

หลังรัฐประหาร 2549 และการยุบพรรค ทรท. ในปี 2550 พลพรรคชาติพัฒนายุคดั้งเดิมกลับมาเกาะกลุ่ม-รวมตัวกันใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ รวมใจไทยชาติพัฒนา ในปี 2550 และเปลี่ยนชื่ออีก 3 ครั้ง - รวมชาติพัฒนา - 2553, ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน - 2554, ชาติพัฒนา – 2554 และล่าสุด ชาติพัฒนากล้า – 2565 โดยจับมือกับ กรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคกล้า

กว่า 34 ปีบนเส้นทางการเมือง สุวัจน์นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมาแล้วหลายรัฐบาล ตั้งแต่ รมช.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย, รมช.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร, รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาลชวน 1, รมว.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ, รมว.อุตสาหกรรม ในรัฐบาลชวน 2 มาถึงยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กับตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รมว.ทบวงมหาวิทยาลัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม

เขาเชื่อว่า ปัจจัยที่จะชี้ขาดชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ อยู่ที่ใครจะประสบความสำเร็จทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับประชาชนได้ และพรรคของเขาคือคำตอบ เพื่อเข้าไปรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาสินค้าแพง พร้อมทวงแชมป์ที่โคราช นำยุคทองเศรษฐกิจกลับมาสู่ภาค

ปีนี้ อายุ 59 ปี (เกิด 19 ก.พ. 2507) ลาออกจากหัวหน้าพรรคกล้า ที่เขาก่อตั้งได้ 2 ปี เพื่อร่วมงานการเมืองกับ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา ก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.)

กรณ์ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยมี เทวัญ ลิปตพัลลภ น้องชายสุวัจน์ เป็นเลขาธิการพรรค

กรณ์ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สาขาปรัชญาการเมือง ประเทศอังกฤษ นำประสบการณ์ 3 ปีในบริษัทจัดการกองทุนที่อังกฤษจนขึ้นเป็นผู้จัดการกองทุน กลับมาตั้งบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม และนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ขณะนั้นเขามีอายุ 24 ปี

เขาสามารถนำองค์กร ขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจหลักทรัพย์ ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด 1 ใน 3 ของบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ภายหลังขายหุ้นให้กับบริษัท เจพีมอร์แกนเชส และนั่งประธานบริษัท หลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประจำประเทศไทย) จำกัด

เข้าสู่ถนนสายการเมืองด้วยการร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในปี 2547 และมีโอกาสดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาได้รับการยกย่องจากนิตยสาร เดอะ แบงค์เกอร์ ของอังกฤษ เป็นรัฐมนตรีคลังโลกและเอเชีย-แปซิฟิก กับผลงานโดดเด่นช่วง 1 ปี สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างได้ผล ทำให้เศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2551 อาทิ นโยบายประกันรายได้เกษตรกร เช็คช่วยชาติ และกองทุนไทยเข้มแข็ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ ชพก. วางเป้าหมายได้ ส.ส. 25 เสียง เพื่อเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ และหลังเลือกตั้งขอเป็นพรรคที่ไร้ขั้วการเมือง พร้อมจับมือกับทุกฝ่าย หวังให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ

แคนดิเดตนายกฯ อันดับ 3 ของพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) ปัจจุบันอายุ 64 ปี (เกิด 29 ธ.ค. 2502) จบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2435 เข้าสู่เส้นทางการเมืองตามรอย สุวัจน์ ลิปตพัลภ พี่ชาย แต่ไปสังกัดพรรคสามัคคีธรรม ก่อนย้ายมาอยู่พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) และพรรคไทยรักไทย (ทรท.) เป็น ส.ส.นครราชสีมา รวม 3 สมัย

คดียุบพรรค ทรท. มีผลทำให้เขาถูกตัดสิทธิทางการเมืองในฐานะกรรมการบริหารพรรค และหายไปจากการเมืองไปอยู่ในแวดวงกีฬา เป็นประธานสโมสรทีมฟุตบอลนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

ปี 2561 ยุติบทบาทประธานสโมสรฯ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ชพน. คนที่ 5 และเป็นแคนดิเดตนายกฯ นำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งปี 2562 ทว่าได้ ส.ส. เพียง 3 คน โดยที่เขาเป็น 1 เดียวของพรรคที่ได้เข้าไปเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ นำพรรคเข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2 โดยที่หัวหน้าพรรค ชพน. ได้นั่งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต่อมายื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลปรับคณะรัฐมนตรี

ปี 2565 ชพน. ปรับภาพลักษณ์และโครงสร้างการบริหารของพรรคเพื่อรับมือสู้ศึกเลือกตั้ง 2566 โดยผนึกกำลังกับพรรคกล้า แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) มีกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้าพรรค ส่วนเขานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค รับผิดชอบเสถียรภาพในส่วนการเมือง ทำหน้าที่ประสานงานกับทุกพรรคทุกฝ่ายการเมือง

พรรคชาติไทยพัฒนา

ทายาท บรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) และนายกฯ คนที่ 21 เจ้าของฉายา “มังกรการเมืองแห่งสุพรรณ” ผู้สร้างความเจริญให้กับ จ.สุพรรณบุรี จนถูกเรียกขานว่า “บรรหารบุรี”

ปัจจุบัน อายุ 49 ปี (เกิด 11 ก.ค. 2516) จบการศึกษาปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ-การเงิน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐฯ ผูกขาดเป็น ส.ส.สุพรรณฯ ตั้งแต่ปี 2544 เคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคม ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทว่านั่งเก้าอี้เสนาบดีได้ไม่นาน ก็ต้องผันตัวเองไปนั่งเก้าอี้ประธานสโมสรฟุตบอลสุพรรณบุรี บริหารทีมฟุตบอล ในศึกไทยพรีเมียร์ลีก ภายหลัง ชท. ถูกตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค พร้อมตัดสิทธิกรรมการบริหารเมื่อปี 2550

เมื่อพ้นโทษแบนการเมือง ท็อป-วราวุธ หวนกลับเข้าวงการ ภายใต้สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ซึ่งเป็นพรรคทายาทของชาวชาติไทยเดิม เขาลงสนามสู้ศึกเลือกตั้ง 2557 ได้เป็นผู้แนทนฯ สุพรรณบุรี ก่อนที่ศาลจะตัดสินให้เลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ

การเลือกตั้งปี 2562 ชทพ. ภายใต้การนำของ กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นพี่สาวของวราวุธ หิ้ว ส.ส. เข้าสภาได้ 10 คน จากนั้นได้เข้าร่วมรัฐบาลประยุทธ์ 2 โดยวราวุธเข้าไปนั่งเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3 ปีต่อมา หนูนา-กัญจนา ส่งไม้ต่อให้น้องชาย ท็อป-วราวุธ ขึ้นทำหน้าที่ผู้นำพรรค นำทัพสู้ศึกเลือกตั้ง 2566 ขอเป็นพรรคที่ไม่สร้างเงื่อนไขจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้ากับพรรคการเมืองใด