ม. 112 : นักกฎหมาย มธ. กังขา เหตุใดการแต่งกายคล้ายคลึงจึงเป็นการดูหมิ่นกษัตริย์

ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษา ให้จำคุก 3 ปี น.ส.จตุพร แซ่อึง หรือนิว ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการถูกกล่าวหาว่าแต่งกายเลียนแบบพระราชินี เมื่อปี 2563

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษา ให้จำคุก 3 ปี น.ส.จตุพร แซ่อึง หรือนิว ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการถูกกล่าวหาว่าแต่งกายเลียนแบบพระราชินี เมื่อปี 2563

ผลคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ให้ น.ส. จตุพร แซ่อึง หรือ นิวจำคุก 3 ปี ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการถูกกล่าวหาว่าแต่งกายเลียนแบบพระราชินี สร้างประเด็นถกเถียงในสังคมและข้อกังวล โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งการเปรียบเทียบกับกรณีคล้ายคลึงกันในต่างประเทศ

หนึ่งในนั้นคือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า การตัดสินลงโทษครั้งนี้เป็นปฐมบทอันน่ากลัวของทิศทางการบังคับใช้กฎหมายในอนาคตอันใกล้

จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระหว่าง พ.ย. 2563 เป็นต้นมา มีประชาชนอย่างน้อย 210 คน ที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และตั้งแต่ปี 2564-2565 มี 10 คดีที่ศาลมีคำพิพากษาตัดสินว่ามีความผิด

ต่อมาในวันที่ 14 ก.ย. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ น.ส. จตุพร ประกันตัวชั่วคราว คาดว่าเธอจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวภายในเดียวกันจากทัณฑสถานหญิงกลาง และทนายความใช้เงินสด 300,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์วางต่อศาล โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตและห้ามร่วมกิจกรรมที่อาจสร้างความเสียหายต่อสถาบันฯ

สำหรับคดีของ น.ส. จตุพร เป็นผลจากเหตุการณ์ที่เธอแต่งชุดไทยเข้าร่วมกิจกรรมจำลองการเดินแฟชั่นโชว์บนถนนสีลม เมื่อ 29 ต.ค. 2563 จากข้อมูลการประมวลการสืบพยานคดีดังกล่าวโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุไว้ว่า ผู้ชุมนุม (ในวันนั้น) ได้แสดงท่าทางหมอบกราบ น.ส.จตุพร ก้มลงไปจับมือกับผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมที่ไม่ทราบว่าเป็นใครตะโกนคำว่า "พระราชินี" และคำว่า "ทรงพระเจริญ"

น.ส.จตุพร แซ่อึง ระบุวาได้ให้การปฏฺิเสธทุกข้อกล่าวหาของตำรวจ

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, น.ส.จตุพร แซ่อึง เป่าเค้กที่ผู้สนับสนุนนำมามอบเป็นกำลังใจ โดยตกแต่งหน้าเค้กเป็นรูปที่เธอสวมชุดไทยสีชมพูเดินพรมแดงในงานศิลปะคณะราษฎรเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2563

ภาพดังกล่าวส่งผลทำให้ น.ส. วริษนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ หรือ "แอดมินเจน" หนึ่งในแอดมินเพจสนับสนุนรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ใช้ชื่อเพจว่า "เชียร์ลุง" เป็นผู้แจ้งความตั้งแต่ปี 2563

โดยในคำฟ้องระบุด้วยว่า "พฤติการณ์ดังกล่าวนี้ถูกตีความว่า เป็นการแสดงออกหรือสื่อความหมายให้แก่ผู้ชุมนุม หรือประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นบุคคลที่สามเข้าใจว่า จำเลยนี้คือราชินีในรัชกาลที่ 10 เป็นการล้อเลียน จาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายกษัตริย์และราชินี ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้"

เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดี ม. 112

ทว่า ในถ้อยแถลงล่าสุดของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยนายไคลด์ วอร์ด รองเลขาธิการ ระบุว่า กิจกรรมจำลองการเดินแฟชั่นโชว์นั้นเป็นการตีความสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศในเชิงเสียดสี โดยเป็นงานสาธารณะซึ่งจัดขึ้นโดยสงบ ไม่ต่างจากงานเทศกาลตามท้องถนนทั่วไปที่มีการแสดงดนตรี ออกร้านขายอาหาร และการเต้นรำ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวไม่ควรต้องถูกตัดสินลงโทษ เพียงเพราะการมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มกันโดยสงบเช่นนี้

112

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการดำเนินคดีทั้งหมดต่อบุคคลผู้เพียงใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบโดยทันที พร้อมปล่อยตัวบุคคลที่ถูกคุมขังอย่างไม่ชอบธรรม" นายวอร์ด ระบุ

อย่างไรก็ตาม แอมเนสตี้ฯ ไม่ขอให้ความเห็นต่อเนื้อหาของประเภทคำพูดต่างๆ ที่ถูกตีความว่าเป็นการละเมิดมาตรา 112 แต่ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศในการเคารพ ปกป้อง และส่งเสริมการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกโดยสงบ อาทิ การที่ไทยเป็นรัฐภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) เป็นต้น

นักกฎหมาย มธ. กังขา

มีการหยิบยกประเด็นนี้มาวิพากษ์วิจารณ์กันในหลายแง่มุมทางสังคมออนไลน์ โดย ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญา ผู้ชำนาญด้านอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ ได้แสดงทัศนบนเฟซบุ๊กส่วนตัว "Ronnakorn Bunmee" ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 9,600 คน เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาคดีดังกล่าว

สาระสำคัญหลัก ๆ คือ การตั้งคำถามต่อการตีความกฎหมายมาตราดังกล่าวสอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญรับรองสิทธิในการแสดงออกโดยสุจริตของประชาชนและรับรองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข

ชาวอังกฤษสวมหน้ากากพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เพื่อร่วมกิจกรรมในชุมชนทางตอนใต้ของกรุงลอนดอนของอังกฤษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสที่ควีนทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ชาวอังกฤษสวมหน้ากากพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เพื่อร่วมกิจกรรมในชุมชนทางตอนใต้ของกรุงลอนดอนของอังกฤษ เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง เนื่องในโอกาสที่ควีนทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี

"เป็นที่น่าสงสัยมากว่าเพียงการแต่งกายชุดไทยจะเป็นการ 'ล้อเลียน' ได้อย่างไร และ 'การล้อเลียน' (หากเป็น) นั้นจะเป็นการดูหมิ่นที่หมายถึงการเหยียดหยามได้เพราะเหตุใด เพราะเมื่อพิจารณาตามตรรกะ การแต่งกายหรือการแสดงออกนั้นหากคล้ายคลึงจริง ย่อมไม่อาจเป็นการเหยียดหยามบุคคลผู้เป็นต้นแบบแห่งการแต่งกายนั้นไปได้" นี่คือส่วนหนึ่งของข้อความที่เขาได้โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีคนแชร์มากกว่า 1,000 ครั้ง

นอกจากนี้ โดย ผศ.ดร.รณกรณ์ ยังระบุว่า คำถามที่ประชาชนมีในตอนนี้จึงไม่ใช่การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการคงอยู่ของมาตรานี้ แต่เป็นความเหมาะสมและความถูกต้องในการทำหน้าที่ของผู้พิพากษา ดังนั้นหากไม่มีเหตุผลพิเศษเฉพาะ หรือมีการกระทำอื่นใดของจำเลยที่ทำให้เป็นความผิดตามมาตรา 112 นอกจากการแต่งกาย ศาลควรเปิดเผยรายละเอียดของคดี และเหตุผลที่ศาลใช้ว่าทำไมการแต่งกายคล้ายคลึงจึงเป็นการดูหมิ่น เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าการตัดสินคดีของศาลยังคงชัดเจน น่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล และสมควรได้รับการเคารพต่อไป

กรณีเทียบเคียงในต่างประเทศเป็นอย่างไร

ในสหราชอาณาจักร มีกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน Human Rights Act 1998 ที่ระบุถึงเสรีภาพการแสดงออก (Freedom of Expression) ไว้ในมาตรา 10 ว่า "ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกได้อย่างเสรี สิทธินี้รวมถึงการแสดงความคิดเห็น การรับและการให้ข้อมูลและแนวความคิดโดยไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐและโดยไม่คำนึงถึงขอบเขต..."

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าว ระบุว่า การใช้สิทธิเหล่านี้มาพร้อมกับ "หน้าที่และความรับผิดชอบ" และอาจถูกจำกัดตามเงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติ หรือเพื่อความปลอดภัยของสังคม การสาธารณสุข หรือศีลธรรม หรือเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดความวุ่นวาย หรืออาชญากรรม รวมทั้งเพื่อปกป้องชื่อเสียงและสิทธิของผู้อื่น เป็นต้น

Deepfake queen dancing on a desk

ที่มาของภาพ, Channel 4

คำบรรยายภาพ, เมื่อปลายปี 2020 สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ของอังกฤษถูกวิจารณ์เรื่องการใช้เทคโนโลยีตัดต่อหน้า "ดีพเฟค" (deepfake) เพื่อทำวิดีโอพระราชทานพรคริสต์มาสของสมเด็จพระราชินีนาถฯ ออกแพร่ภาพ

ปัจจุบันสหราชอาณาจักรไม่ได้ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว โดยสกอตแลนด์ได้ยกเลิกกฎหมายอาญาที่ว่าด้วยความผิดฐานปลุกระดมและดูหมิ่นประมุขของรัฐไปเมื่อปี 2010 แต่ในทางปฏิบัติไม่มีการใช้กฎหมายนี้ลงโทษประชาชนมาตั้งแต่ปี 1715 หรือกว่า 300 ปีมาแล้ว

จากรายงานการประชุมพิจารณายกเลิกกฎหมายในครั้งนั้น เฟอร์กัส อิววิง รัฐมนตรีด้านความปลอดภัยชุมชนของสกอตแลนด์ บอกว่า ถึงเวลาที่สกอตแลนด์ต้องยกเลิกความผิดอาญาฐานปลุกระดมและการดูหมิ่นตามชาติอื่น ๆ ในสหราชอาณาจักรแล้ว

นายอิววิง บอกว่า บทบัญญัติเหล่านี้เป็นแค่ของแปลกไว้ให้นักเรียนกฎหมายได้ครุ่นคิดเพื่อความสนุกสนาน และที่สำคัญกว่านั้น การที่สหราชอาณาจักรมีกฎหมายเหล่านี้อยู่เป็นการเปิดทางให้คณะผู้ปกครองในประเทศต่าง ๆ ที่กดขี่ประชาชนตัวเองใช้เป็นข้ออ้างง่าย ๆ ที่จะใช้กฎหมายในลักษณะเดียวกัน

"ในประเทศเหล่านั้น นอกจาก[กฎหมายนั้น]จะส่งผลกระทบที่น่ากังวล - ผู้คนกลัวเกินไปที่จะวิพากษ์วิจารณ์ทางการและชนชั้นนำ - แต่ประชาชนก็ถูกดำเนินคดีอยู่เป็นประจำเพราะการแสดงออกด้วย" นายอิววิง กล่าว

เขาบอกว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือที่ใช้คำว่า "leasing-making" ในกฎหมายสกอตแลนด์ จะช่วยให้สหราชอาณาจักรมี "อำนาจทางศีลธรรม" มากขึ้นเวลาต้องเจรจากับรัฐที่กดขี่ประชาชน

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สื่อมวลชนสหราชอาณาจักรจึงสามารถนำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ หรือทำละครที่มีเนื้อหาตีแผ่เรื่องราวเกี่ยวราชวงศ์ได้ เช่น ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์เรื่อง The Crown หรือแม้แต่ซีรีส์ตลกล้อเลียนราชวงศ์เรื่อง The Windsors รวมทั้งรายการ Spitting Image ซึ่งเป็นรายการตลกที่ใช้หุ่นเชิดเสียดสีล้อเลียนบุคคลในราชวงศ์ เป็นต้น

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์

ส่วนในยุโรปนั้น แม้หลายประเทศมีกฎหมายที่กำหนดให้การดูหมิ่นกษัตริย์และสมาชิกราชวงศ์ยังเป็นความผิดทางอาญา แต่ในปัจจุบันแทบจะไม่มีผู้ได้รับการลงโทษที่รุนแรง

ยกตัวอย่างประเทศเดนมาร์ก ซึ่งมาตรา 268 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า บุคคลใดที่ว่าร้ายผู้อื่นโดยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงอาจถูกจำคุกสูงสุด 2 ปี โดยมาตรา 115 ระบุว่า หากเป็นการว่าร้ายกษัตริย์ โทษดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าซึ่งเท่ากับว่าไม่เกิน 4 ปี ส่วนหากเป็นการกระทำต่อพระราชินีและรัชทายาทให้เพิ่มโทษดังกล่าวขึ้นครึ่งหนึ่งซึ่งก็คือไม่เกิน 3 ปี

ย้อนไปเมื่อปี 2011 เว็บไซต์ข่าว Politicken ของเดนมาร์กรายงานว่า นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมสองคนจะโดนตั้งข้อหากระทำผิดตามมาตรา 115 หลังจากบุกเข้าไปประท้วงระหว่างงานเลี้ยงรับรองระหว่างการประชุม COP15 เมื่อปี 2009 ที่กรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงเป็นองค์ประธาน

อย่างไรก็ดี ในเดือน ส.ค. ปี 2011 เว็บไซต์ข่าวเดอะการ์เดียนรายงานว่า นักเคลื่อนไหว 11 คนที่มีส่วนร่วมในการบุกเข้าไปในครั้งนั้น ถูกตัดสินจำคุกเพียงสองสัปดาห์โดยรอลงอาญาเท่านั้น

นอกจากนี้ การแต่งกายเลียนแบบ หรือการแสดงที่มีเนื้อหาเชิงเสียดสีล้อเลียนสถาบันกษัตริย์ก็ไม่ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด จะเห็นได้ชัดจากกรณีของนายอูล์ฟ พิลการ์ด นักแสดงชาวเดนมาร์กที่หารายได้เลี้ยงชีพจากการแสดงบทบาทล้อเลียนสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 และเจ้าชายเฮนริก พระราชสวามี มายาวนานหลายปี และในวันสุดท้ายที่เขาขึ้นแสดงบทบาทนี้ที่โรงละครแห่งหนึ่งในกรุงโคเปนเฮเกน เมื่อ 3 ต.ค. 2021 ก็เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันขึ้นเมื่อจู่ ๆ สมเด็จพระราชินีนาถทรงขึ้นไปบนเวทีโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า สร้างความประหลาดใจให้แก่ทั้งผู้ชมในโรงละคร และนายพิลการ์ดที่แต่งกายคล้ายพระองค์ ก่อนที่สมเด็จพระราชินีนาถจะพระราชทานของขวัญเป็นที่ระลึกแก่เขา คลิปวิดีโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกสำนักพระราชวังเดนมาร์กนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย และมีคนแชร์ต่อกันมากมายพร้อมชื่นชมในพระอารมณ์ขันของสมเด็จพระราชินีนาถ