LGBT: “เลิฟเจน” ความรักนำทางก้าวข้ามเพศสภาพและไฟสงคราม

เลิฟเจน

ที่มาของภาพ, เลิฟเจน/Facebook

    • Author, วิชุตา ครุธเหิน
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ภาพหญิงชาวไทยที่ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์สงครามในยูเครนกับสื่อหลายสำนักโดยมีคนที่ดูเหมือนสาวฝรั่งผมสีบลอนด์นั่งอยู่เคียงข้าง ได้กลายเป็นคลิปที่ได้รับความสนใจในโลกโซเชียลมีเดีย เพราะบุคคลที่ผู้ชมเข้าใจว่าเป็น "เพื่อนสาว" ของเธอนั้น แท้ที่จริงคือสามีของเธอที่ชื่นชอบการแต่งตัวเป็นผู้หญิง

"นางเจน" เป็นคำที่ "เลิฟ" หรือ "นก" เนตรชนก พรมขาว สาวชาวฉะเชิงเทรา วัยย่างเข้า 34 ปี ใช้เรียกสามีชาวยูเครนวัย 37 ปีที่ชื่อ ดมิโทร เดนีซอฟ (Dmytro Denysov)

ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประสบภัยสงครามที่มักบอกเล่าสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นในยูเครนผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ทั้งทางเฟซบุ๊ก และยูทิวบ์ที่ใช้ชื่อบัญชีว่า "เลิฟเจน" รวมทั้งทางบัญชีติ๊กต็อกที่ชื่อ "อีเลิฟ&นางเจน" ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 2.5 แสนราย

ในขณะที่ผู้ติดตามหลายคนคอยเอาใจช่วยให้พวกเขาหนีรอดปลอดภัยจากไฟสงคราม แต่อีกเรื่องที่ผู้ติดตามเหล่านี้ให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือความรักของคนทั้งคู่ที่ประเด็นเรื่องเพศสภาพไม่อาจมาขวางกั้นได้

"ตกกระไดพลอยโจน"

ความรักของเลิฟกับเจนเริ่มต้นขึ้นหลังจากได้พบกันครั้งแรกที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งย่านห้วยขวางเมื่อปี 2019 ในตอนนั้นเลิฟเป็นโสด หลังเลิกรากับสามีชาวไทยที่เธอมีลูกด้วยกัน 2 คน ส่วนเจนก็ใช้ชีวิตหนุ่มโสดหลังหย่าขาดจากภรรยาชาวยูเครนที่แต่งงานอยู่กินกันมา 9 ปี

เลิฟเล่าเรื่องราวการพบกันครั้งแรกของพวกเขาผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยในตอนนั้นเธอเข้าใจว่าเจนเป็นหนุ่มฝรั่งหน้าดีหุ่นล่ำสันคนหนึ่ง ทว่าเมื่อคบหากันได้ปีเศษ เขาก็เริ่มเผยตัวตนที่แท้จริงให้เธอทราบทีละเล็กทีละน้อย จนเธอค่อย ๆ ทำใจยอมรับได้แล้วดำเนินความสัมพันธ์ต่อไป โดยเปรียบว่าเป็นการ "ตกกระไดพลอยโจน"

"เขาค่อย ๆ บอกทีละนิด เราก็ปรับได้หนึ่งข้อ ปรับได้สองข้อ ถามว่ามันยากไหม ทีแรกหนูก็คิดเหมือนกัน หนูก็งงเหมือนกัน ตกกระไดพลอยโจน" เลิฟเล่าให้บีบีซีไทยฟัง พร้อมกับอธิบายว่าความรักและความเห็นอกเห็นใจช่วยให้เธอยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเจนได้ในที่สุด

"…เขาเล่าให้ฟังว่าเขาไม่เคยมีความสุขกับชีวิตเขาเลย เพราะเขาไม่สามารถที่จะทำในสิ่งที่เขารักได้ แล้วอยู่กับภรรยาเก่าจริง ๆ ที่เลิกกันน่ะ มันก็มีเหตุผลนี้มาด้วย คือภรรยาเก่าเขารับไม่ได้"

ตัวตนที่เปิดเผยไม่ได้

เจน

ที่มาของภาพ, เลิฟเจน/Facebook

คำบรรยายภาพ, กรอบความคิดอนุรักษนิยมแบบสังคมโซเวียตทำให้เจนต้องเก็บซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ตั้งแต่เล็กจนโต

เจน ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างภาพและกราฟิกดีไซน์เนอร์เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า รู้ตัวว่าแตกต่างจากคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่กล้าแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา เพราะถูกจำกัดไว้ด้วยกรอบความคิดแบบอนุรักษนิยมที่หลงเหลือมาจากยุคที่ยูเครนเคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

"คุณต้องมีภรรยา และทุกอย่างแบบที่ผู้ชายมี" เจนบอก ที่ผ่านมาเขาพยายามใช้ชีวิตตามครรลองของสังคม ทั้งการแต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่กลับไม่มีความสุขในชีวิต

ตอนที่ชีวิตคู่กับภรรยาชาวยูเครนล้มเหลว เจนเป็นทุกข์อย่างหนัก เขาพยายามค้นหาตัวเอง แล้วเดินทางไปประเทศต่าง ๆ ทั้งจีนและไทย แม้จะเคยลองมีความสัมพันธ์ใหม่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ความผิดหวังในชีวิตทำให้เจนใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา จนกระทั่ง 5 ปีต่อมาเขาได้พบกับเลิฟ คนที่เข้าใจและยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเจนได้

สนับสนุนและเติมเต็มความสุขให้คนที่รัก

เลิฟเล่าว่าความสัมพันธ์ช่วงแรกของทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

"แรก ๆ เราก็ช็อก แล้วเราถามตัวเองว่ารักมันคืออะไร เพราะตัวหนูก็ไม่ได้ว่าโสดมาก่อน เคยแต่งงานมารอบหนึ่งแล้ว....ตอนนี้เรามามองว่าความรักมันไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องการ แต่เราต้องซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน มองในสิ่งที่เขาต้องการด้วย ชีวิตของเขาทั้งชีวิตเขาขาดอะไรไป เขาขาดความสุขส่วนไหน หนูอยากเติมเต็มความสุขให้เขาส่วนนั้น"

ความสุขที่ว่าของเจนคือการมีรูปลักษณ์แบบผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัว การแต่งหน้าและทำผม ซึ่งในช่วงที่ใช้ชีวิตคู่กับเลิฟที่เมืองไทยนี่เอง เจนก็เริ่มใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพของตน

"หลาย ๆ คนมาถามหนูว่า ถ้าเขาใช้ฮอร์โมนมากเดี๋ยวเขาเปลี่ยนเป็นผู้หญิงเต็มตัว เขาอาจจะมีใจไปชอบผู้ชาย ตอนนั้นหนูก็เตรียมตัวไว้แล้ว เราไม่ใช่ว่าจะมาแต่งงานแล้วจะผูกมัดเขาเหมือนให้เขาอยู่ในกรง ถ้าวันนั้นมันมาถึงจริง ๆ เราก็ยังสามารถเป็นเพื่อนและครอบครัวได้ เพราะทุกวันนี้หนูก็อยู่กับเขาแบบเป็นทั้งภรรยา เป็นเพื่อน เป็นทั้งครอบครัว เป็นทั้งคนปรึกษา เป็นทั้งหมดในชีวิตของเขา"

"แต่ถ้าวันหนึ่งเขาเปลี่ยนไป ถ้าเขาเลือกที่จะออกไป เราก็ยินดีให้เขาไป แล้วตัวเราก็คิดว่าได้เติมเต็มความสุขให้เขาเรียบร้อยไปแล้ว แล้วก็เป็นเพื่อนกัน มันเป็นความคิดที่ทำให้หนูไม่ต้องเครียด เพราะตัวหนูก็อยากอยู่กับเขา อยากอยู่ด้วยกัน อยากเจอกันทุกวัน…" เลิฟบอก

"หนูถามเขาว่า อนาคตคุณจะมีผู้ชายไหม แรก ๆ หนูก็ถามเขาบ่อยมากก่อนแต่งงาน ก็มีปากเสียงกันอยู่ เขาบอกว่าก่อนจะตัดสินใจคบหนูเขาพยายามค้นหาชีวิตตัวเองมาหลายครั้งแล้ว เขาเคยนอนทั้งกับผู้ชาย กะเทย ผู้หญิง แต่เขามารู้ใจตัวเองว่ายังไงก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไปหาผู้ชาย เพราะความรู้สึกของเขายังไงก็อยู่กับผู้หญิง แต่หนูก็ไม่รู้อนาคตข้างหน้าว่าฮอร์โมนจะเปลี่ยนเขาไหม แต่ตอนนี้เขายังคิดแบบนี้อยู่…"

เลิฟเจน

ที่มาของภาพ, Nok Netchanok/Facebook

คำบรรยายภาพ, เลิฟกับเจนจดทะเบียนสมรสกันที่ยูเครนก่อนหน้าสงครามจะปะทุขึ้นเพียง 2 เดือน

แม้อนาคตจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ความรักทำให้เลิฟตัดสินใจไปใช้ชีวิตคู่กับเจนที่ยูเครน และเธอก็เป็นคนที่ช่วยบอกครอบครัวสามีว่าเจนไม่ใช่ผู้ชายแท้ จนครอบครัวของเขายอมรับได้ในที่สุด

ทั้งคู่ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกันที่ยูเครนเมื่อเดือน ธ.ค.2021 เพียงไม่นานก่อนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน จะส่งกองทัพรัสเซียเข้ารุกรานยูเครนในวันที่ 24 ก.พ.2022

ชีวิตในดงสงคราม

หลังสงครามปะทุขึ้นได้ 1 วัน เลิฟกับเจนตัดสินใจขึ้นรถไฟหนีออกจากกรุงเคียฟไปยังเมืองลวิฟทางภาคตะวันตกที่ยังไม่ถูกรัสเซียโจมตี ในระหว่างนั้นทั้งคู่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือทั้งคนไทยและคนยูเครนในการอพยพหนีการสู้รบ

เลิฟเจน

ที่มาของภาพ, เลิฟเจน/Facebook

คำบรรยายภาพ, เลิฟกับเจนทำเสื้อยืดขายเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงครามในยูเครน

การที่ทางการยูเครนบังคับใช้กฎอัยการศึกที่ห้ามชายอายุ 18-60 ปี เดินทางออกนอกประเทศเพื่อระดมกำลังพลไปสู้รบกับรัสเซียนั้น ก็ทำให้เลิฟกับเจนต้องติดอยู่ท่ามกลางสนามรบอยู่นาน 90 วัน ก่อนที่พวกเขาจะทำเรื่องขอละเว้นการเป็นทหาร โดยใช้เหตุผลที่เจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและจำเป็นต้องได้รับการรักษา ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพได้

หลังจากนั้น เลิฟกับเจนได้เดินทางออกนอกยูเครน ผ่านโปแลนด์ เยอรมนี ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทางที่สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือน พ.ค. ซึ่งพวกเขายื่นเรื่องขอพำนักในฐานะผู้ลี้ภัยสงคราม และเหตุจากการที่เจนถูกข่มเหงรังแกเพราะเพศสภาพ หลังจากเคยถูกเพื่อนบ้านในยูเครนทำร้ายร่างกายเพราะแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกไปนอกบ้านตามลำพัง

เจนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมน้ำตาในคลิปที่โพสต์ทางโซเชียลมีเดียว่า "ถ้าฉันแต่งหญิง คุณจะเห็นได้จากวิดีโอ ผู้คนจะทุบตีฉัน...ด่าว่าฉันเป็นสัตว์ 'แกมันสัตว์เดรัจฉาน แกจะมาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ดูหน้าตาดูสารรูปของแกสิ ออกไป ถ้าแกยังอยากมีชีวิตอยู่' แล้วพวกเขาก็ทำร้ายฉัน ฉันโทรแจ้งตำรวจ แต่ตำรวจไม่มีอำนาจจะทำอะไรได้"

ชีวิตบทใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์

เลิฟเจน

ที่มาของภาพ, Nok Netchanok/Facebook

คำบรรยายภาพ, เจนมีความสุขมากกับชีวิตใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์เพราะสามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้ายอีก

ปัจจุบันเลิฟกับเจนอาศัยอยู่ที่นครเจนีวา โดยได้รับสิทธิให้พำนักอยู่ได้ 1 ปี และได้รับสวัสดิการความช่วยเหลือต่าง ๆ จากรัฐ เช่น ที่พักอาศัย เงินยังชีพ และการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมการรักษาโรคซึมเศร้าของเจน ตลอดจนการรับฮอร์โมนเพศหญิงของเขา

"ที่สวิตเซอร์แลนด์จะมีหมอที่ช่วยปรับฮอร์โมนให้ตรงกับสิ่งที่เขา (เจน) ต้องการ เช่นถ้าเขายังต้องการอยู่กับผู้หญิงเขาก็จะไม่ปรับฮอร์โมนให้มันเลยเถิดจนเปลี่ยนไปเป็นสาวสองร้อยเปอร์เซ็นต์" เลิฟเล่า

สำหรับเจนนั้น แม้จะรู้สึกกลัวบ้างกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากชายเป็นหญิง แต่ก็ยอมรับว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองต้องการ และการได้อาศัยในสังคมที่ค่อนข้างเปิดกว้างแบบสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นช่วงชีวิตที่เขามีความสุขมาก เพราะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ และสามารถแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทำร้ายอีก

เมื่อถามถึงเรื่องอนาคต เจนบอกว่า "ฉันอยากมีรูปร่างหน้าตาเป็นผู้หญิง แต่ไม่อยากจะตัดอะไรออกไป" แล้วก็ดำเนินความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับเลิฟต่อไปเหมือนเดิม

ปัจจุบันทั้งคู่พยายามหางานทำในสวิตเซอร์แลนด์เพื่อให้สามารถอยู่ที่นี่ได้ต่อไปตามเงื่อนไขของวีซ่า โดยเลิฟกำลังจะเรียนนวดแผนไทย และวางแผนจะเปิดธุรกิจของตัวเองในอนาคตไม่ว่าจะในสวิตเซอร์แลนด์ หรือที่ยูเครนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง

รักที่ไม่ต้องมีคำนิยาม

"กะเทย" และ "สาวสอง" เป็นคำที่เลิฟมักใช้เรียกสามีในคลิปที่โพสต์ทางโซเชียลมีเดีย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ชมจะเกิดความสงสัยในคำนิยามความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ว่าเป็นคู่สามีภรรยา เพื่อนสาว หรือคู่เลสเบี้ยนกันแน่

เลิฟเจน

ที่มาของภาพ, Nok Netchanok/Facebook

คำบรรยายภาพ, เลิฟเล่าถึงชีวิตรักกับเจนผ่านทางโซเชียลมีเดีย

"บางคนไม่เข้าใจ ไม่เคยเล่าให้ใครฟังว่าทำไมเรารักเขา บางคนคิดว่าเราทำเป็นคอนเทนต์ดึงดูดให้คนสนใจ หรือเป็นรักหลอก ๆ บางคนก็พูดว่า เดี๋ยวเขาก็ไป หนูก็อยากให้ลง [ในบทความนี้] เหมือนกันว่า ความรักของเรามันไม่ใช่ว่ารักแล้วเดี๋ยวไปเจอคนใหม่ก็ไปนะ..." เลิฟบอก

สำหรับเจนนั้น รู้สึกขอบคุณไปพร้อมกับเห็นใจภรรยาที่สนับสนุนเส้นทางชีวิตที่เขาเลือกเสมอมา

"สำหรับฉันกับเลิฟ เราเข้าใจกัน เราพยายามสนับสนุนกัน เราพยายามปรับตัวเข้าหากันตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางเพศ แต่รวมถึงเรื่องทั่วไปอื่น ๆ ด้วย แต่ความที่เลิฟไม่ใช่เลสเบี้ยน สำหรับเธอมันจึงยากกว่าที่จะปรับตัว แต่เธอก็พยายามปรับตัว..."

เลิฟพูดเสริมว่า "เมื่อก่อนนี้เขาก็จะบังคับให้หนูเป็นเลสเบี้ยนอย่างเดียวเลย แต่หนูบอกว่าหนูเป็นไม่ได้นะ แต่หนูเข้าใจนะในสิ่งที่เขาเป็น ก็พยายามบอกเขาว่ายังไงหนูก็ไม่ใช่เลสเบี้ยนหรอก แต่หนูเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น ไม่ต้องห่วง"

ในคลิปทางติ๊กต็อกที่เจนเอ่ยปากขอเลิฟแต่งงานต่อหน้าแม่ฝ่ายหญิง เจนซึ่งแต่งหน้าสวมวิกผมยาวสีบลอนด์ได้พูดเป็นภาษาไทยอย่างกระท่อนกระแท่นผ่านวิดีโอคอลจากยูเครนว่า "ขอบคุณที่ให้นก (เลิฟ) มาอยู่กับหนู หนูสัญญาว่าจะดูแลนกให้ดี วันนี้หนูจะขอนกแต่งงาน แม่จะโอเคไหม" เมื่อแม่ตอบตกลง เจนก็หยิบแหวนขึ้นมาสวมที่นิ้วนางข้างซ้ายของเลิฟแล้วพูดว่า "รักเมียจ้ะ"