ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ : “หนุ่มเมืองจันท์” มอง “ซอฟต์เพาเวอร์” ของผู้ว่าฯ กทม. เทียบสไตล์บริหาร ประยุทธ์-ทักษิณ

ชช

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

    • Author, เรื่องโดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Role, วิดีโอโดย ภานุมาศ สงวนวงศ์

นักเขียนด้านการตลาดและธุรกิจชื่อดังวิเคราะห์เบื้องหลังความสำเร็จของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) คนใหม่ที่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในประวัติศาสตร์ จากมุมมองด้านการตลาดการเมือง และกลยุทธ์การสื่อสารรูปแบบใหม่ ส่งผลให้การเมืองไทยเคลื่อนเข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลงในรอบ 20 ปี

"การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ"

หนังสือที่ สรกล อดุลยานนท์ เจ้าของนามปากกา "หนุ่มเมืองจันท์" เลือกหยิบยกมาอธิบาย "ปรากฏชัชชาติ" ตามคำร้องขอของบีบีซีไทย

"นี่คือการเปลี่ยนยุคที่ชัดเจนว่าไม่ต้องเปรียบเทียบ มันเหมือนกับการสิ้นสุดของวิธีคิดหรือวิธีการทำงานแบบหนึ่งที่เราเห็นคุ้นชินมายาวนาน มันก็คือการเริ่มต้นใหม่ของสิ่งใหม่เสมอ ก็คือสิ่งที่ชัชชาติกำลังทำในวันนี้" เขาสรุปความคิดโดยสังเขป

สรกล คือผู้เขียนบทความในคอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" ของมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งถูกนำมารวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กถึง 34 เล่ม ในช่วงเวลา 25 ปี

"การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ" เป็นผลงานลำดับที่ 25 ของ "หนุ่มเมืองจันท์" จากหนังสือรวมบทความจากคอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" ในมติชนสุดสัปดาห์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, "การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือ การเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ" เป็นผลงานลำดับที่ 25 ของ "หนุ่มเมืองจันท์" จากหนังสือรวมบทความจากคอลัมน์ "ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ" ในมติชนสุดสัปดาห์

นักเขียนชื่อดังอ่านเบื้องหลังความสำเร็จของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. พบ 3 ความใหม่ที่นำมาสู่การเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในสนาม กทม.

  • บรรยากาศใหม่ : เป็นการเลือกตั้งที่บรรยากาศแตกต่างจากครั้งอื่นที่เป็นการโจมตีกันเยอะ ใช้วาทศิลป์เชือดเฉือนกัน แต่ครั้งนี้การโจมตีน้อยมาก ใครโจมตีเหมือนกับเสียคะแนน
  • วิธีการหาเสียงใหม่ : ป้ายหาเสียงเล็ก ๆ ทรงพลังกว่าป้ายปกติเพราะใส่ความคิดเข้าไปในนั้น, เดินสายปราศรัยบนลังเล็ก ๆ แทนการตั้งเวทีปราศรัยใหญ่จุดเดียว, ใช้โซเชียลมีเดีย, ใช้การวางแผนงานมากว่า 2 ปีที่สะท้อนว่ามองเห็นปัญหา
  • นักการเมืองรูปแบบใหม่ : ใช้การรวมพลังจากคนต่าง ๆ, ใช้สภากาแฟและโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิด "มิติใหม่ของหัวคะแนน" ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทำเลพื้นที่ ต่างจากนักการเมืองจากกลุ่ม/พรรคอื่น ที่ใช้หัวคะแนนเป็นผู้นำชุมชน

ข้างหลังภาพถ่ายคู่กับชัชชาติ

10 ปีนับจากเข้าสู่แวดวงการเมืองเมื่อปี 2555 ภาพที่คนจดจำชัชชาติได้ดีมีอยู่ 2 ภาพ นั่นคือ "รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" กับ "2 ล้านล้าน" ซึ่ง รมว.คมนาคมในขณะนั้นได้พูดถึงมูลค่าของเวลา ในระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จนกลายเป็นคลิปล้านวิว

เมื่อย้ายสนามเล่นจากการเมืองระดับชาติลงสู่การเมืองท้องถิ่น สรกลมองว่าบุคลิก "แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี" ยังคงเป็นจุดแข็งของนักการเมืองวัย 56 ปีรายนี้

ชัชชาติ

ที่มาของภาพ, Pr ทีมเพื่อนชัชชาติ

"การทำให้เป็นมีม ในลักษณะที่เอามาเล่นได้ ชัชชาติกลายเป็นของเล่นของคนค่อนข้างเยอะนะ ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่ที่สูงส่งจนเกินไป สามารถเข้าถึงได้" หนุ่มเมืองจันท์ให้ความเห็น

อีกข้อได้เปรียบหากเทียบกับคนการเมืองอื่น ๆ ตามการเฝ้าสังเกตการณ์ของเขาคือ "ชัชชาติน่าจะเป็นนักการเมืองที่มีคนถ่ายรูปคู่มากที่สุดในเมืองไทย" และ "อดทนต่อการถ่ายรูปมาก" ตั้งแต่สมัยหิ้วถุงแกง สมัยไปเดินงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ยืนเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อถ่ายรูปกับประชาชน ก่อนทะยานขึ้นสู่สถิติใหม่ 4 ชั่วโมงภายหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่

"วันที่เขาชนะเลือกตั้ง ทุกคนลงรูปคู่ตัวเองกับชัชชาติเต็มไปหมดเลย" โหวตเตอร์ที่เคยชนหมัด-งัดข้อ-เบ่งกล้าม-ยืนข้าง ๆ ชัชชาติในช่วงก่อนหน้า พร้อมใจกันแสดงตัวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ราวกับต้องการร่วมเป็นสักขีพยานในความสำเร็จของผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17

หากถามว่าอะไรทำให้ผู้คนยอมต่อแถวเป็นชั่วโมง เพื่อให้มีโมเมนต์ร่วมกับชัชชาติเพียงไม่กี่วินาที

"มันหมายความว่าเขาชอบคน ๆ นั้นจริง ๆ ถ้าไม่คลั่งไคล้จริง ๆ เราไม่มีทางไปยืนครึ่งชั่วโมงเพื่อถ่ายรูปกับคน ๆ นั้นหรอก ศิลปินมีกี่คนที่เราจะรอคิวแบบนั้น" หนุ่มเมืองจันท์ตอบ

ประชาชนพร้อมใจกันถ่ายภาพผู้ว่าฯ กทม. ขณะร้องรำทำเพลงในกิจกรรมดนตรีในสวน จัดภายในสวนวชิรเบญจทัศ เมื่อ 4 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

คำบรรยายภาพ, ประชาชนพร้อมใจกันถ่ายภาพผู้ว่าฯ กทม. ขณะร้องรำทำเพลงในกิจกรรมดนตรีในสวน จัดภายในสวนวชิรเบญจทัศ เมื่อ 4 มิ.ย.

บุคลิกพิเศษที่พัฒนาสู่ "แบรนด์เลิฟ"

ในฐานะนักข่าว-นักเขียน ซึ่งกระทบไหล่ผู้นำการเมืองมาทุกระดับ สรกลเห็นว่าโดยปกตินักการเมืองจะมีทั้งคนชอบและคนชัง ไม่ว่าจะอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร หรือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีคนที่ชอบและคนเกลียด แต่สำหรับชัชชาติเป็นคนเดียวที่กลม ๆ หมายถึงไม่มีใครเกลียด 100% พอลงสมัครในนามอิสระจึงได้คะแนนเสียงจากคนอีกกลุ่มที่อาจไม่ใช่พรรคเพื่อไทย 100% กลุ่มที่เคยเลือกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเทคะแนนให้ชัชชาติ

"ผมรู้สึกว่านี่คือบุคลิกพิเศษของคุณชัชชาติ ถ้ามองพัฒนาการของเขาในเชิงการตลาด ปกติคนรักแบรนด์ ๆ นั้น แต่ชัชชาติกลายเป็น แบรนด์เลิฟ (Brand Love) เป็นแบรนด์ที่พอมีใครว่าเขา จะมีคนมาปกป้องแทนโดยที่คุณไม่ต้องลงไปเอง"

ห้วงเวลาสั้น ๆ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และแรงกดดันจากประชาชนบางส่วนในสังคม หลังเลื่อนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จาก 30 พ.ค. ออกไปหนึ่งวัน น่าจะอธิบายความเป็น "แบรนด์เลิฟ" ของชัชชาติได้เป็นอย่างดี

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

ที่มาของภาพ, สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

คำบรรยายภาพ, ศรีสุวรรณ จรรยา เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้ตรวจสอบนายชัชชาติใน 3 ประเด็นคือ สัญญาว่าจะให้ จากกรณีชวนประชาชนให้นำป้ายหาเสียงของไปรีไซเคิลเป็นกระเป๋า-ผ้ากันเปื้อน, หาเสียงด้อยค่าระบบราชการ และไม่เก็บป้ายหาเสียงภายใน 3 วัน

สรกลชี้ว่า สภาพที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าฯ 1.3 ล้านเสียง ถูกคนบางส่วนมองย้อนกลับไปในช่วงที่ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายหลังชนะการเลือกตั้งปี 2544 ด้วยคะแนนมหาชน 11.6 ล้านเสียง แต่มี "คดีซุกหุ้นภาคแรก" เป็นชนักปักหลังอยู่

"กลยุทธ์ที่คุณทักษิณกับทีมงานทำคือทำงานให้หนักที่สุด ทำงานไม่มีเสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้เกิดกระแสมวลของประชาชน ซึ่งมันเป็นกระแสที่ใหญ่มาก... พอคุณชัชชาติรู้ว่าชนะปั๊บ เขาเดินเลย ซึ่งเขาอาจไม่ได้คิดเรื่องนี้นะ แต่มันก่อให้เกิดมวลความต้องการว่า เห้ย รับรองเขาสักทีสิ ให้เขามาทำงานจริง ๆ สักที และพอได้รับรองแล้ว เขาก็ยังทำต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าจะบอกว่าเขาทำเพื่อหาคะแนน อาจจะไม่ใช่ ไม่เป็นธรรมกับเขา ทุกวันนี้เขายังตื่นตีห้าอยู่" เขากล่าวพลางกลั้วหัวเราะ

ทักษิณ-ชัชชาติ กับความเปลี่ยนแปลงต่างสไตล์

หากทักษิณ อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย คือผู้พลิกโฉมหน้าการเมืองไทยในทศวรรษ 2540 ผ่านนโยบายประชานิยม และทำให้เกิดคำสำคัญ "ประชาธิปไตยที่กินได้" จากนั้น "พรรคทักษิณ" ก็ไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่หนเดียวในสนามเลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้ง (2544, 2548, 2550, 2554, 2562)

ชัยชนะแบบแผ่นดินถล่ม หรือ "แลนด์สไลด์" ของชัชชาติเมื่อ 22 พ.ค. 2565 ซึ่งเกิดจากแนวทางการทำการเมืองใหม่ อาจยังรอคอยการพิสูจน์ว่านำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างไรในตลาดการเมืองไทย เพราะเขาเพิ่งขึ้นสู่อำนาจได้เพียง 9 วันเท่านั้น

ทว่าสิ่งที่สรกล ผู้เขียนหนังสือ "ทักษิณอัศวินคลื่นลูกที่สาม" เห็นคือ ทักษิณ-ชัชชาติ ต้องการความเปลี่ยนแปลง และต้องการวัดผลอย่างรวดเร็ว แต่เลือกใช้วิธีที่แตกต่างกัน ด้วยเพราะคนแรกเป็นเถ้าแก่ ส่วนคนหลังเป็นอาจารย์และนักบริหารมืออาชีพ

"คนเป็นเถ้าแก่มันมีความเด็ดขาดอยู่ในตัว และเขารู้ว่าการขับเคลื่อนรัฐราชการซึ่งใหญ่มากกับนโยบายใหม่ ๆ ที่เขาวางในเวลาอันรวดเร็ว เขาต้องการใน 6 เดือน ไม่ใช่ 4 ปี (โครงการ) 30 บาทรักษาทุกโรค คือวาง 6 เดือน เขาต้องขับเคลื่อน มีเวิร์กชอปบ่อย ๆ เพราะต้องการให้คนเข้าใจความคิดแล้วก็ขับเคลื่อน และเขา aggressive (แข็งกร้าว) ใครไม่ทำตามย้าย ๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันสร้างความไม่พอใจให้กับข้าราชการกลุ่มหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันมันขับเคลื่อนได้จริง เพราะว่าข้าราชการก็กลัวการโยกย้าย นั่นคือคุณทักษิณ แต่คุณชัชชาติไม่ใช่ลักษณะคุณทักษิณ"

ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งลูกพรรคเรียก "นายใหญ่" ลงพื้นที่พบปะประชาชน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งลูกพรรคเรียก "นายใหญ่" ลงพื้นที่พบปะประชาชน

สรกลเปรียบเปรยนักบริหารอาชีพว่ามีลักษณะเหมือนฟองน้ำ ต้องรองรับแรงกดดันจากเถ้าแก่ ขณะเดียวกันก็ปล่อยน้ำระบายให้กับลูกน้อง งานไหนโยนให้ใครทำ ฉะนั้นชัชชาติอยู่ในจุดนี้ อีกทั้งบุคลิกของชัชชาติก็ไม่ใช่คนแข็งกร้าว แต่มีพลังทางบวก จึงขับเคลื่อนในรูปแบบการดึงพลังของคนฝ่ายต่าง ๆ

จากไลฟ์ ตูน บอดี้สแลม ถึงไลฟ์ชัชชาติ

อีกจุดสำคัญที่ทำให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ของ กทม. แตกต่างจากผู้นำคนที่ 23 ของประเทศไทยคือเทคโนโลยี แม้ทักษิณเป็นผู้ก่อตั้งและอดีตเจ้าของธุรกิจโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของประเทศ แต่เมื่อ 20 ปีก่อน การถ่ายทอดสดโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน "อาจสามารถโมเดล" ในรูปแบบเรียลิตี้โชว์ที่นายกฯ ทักษิณไปกินอยู่หลับนอนกับชาวบ้านใน อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ต้องอาศัยจานดาวเทียมขนาดใหญ่ ต่างจากปัจจุบันที่ใช้สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็เกิดพลังขึ้นมาทันที เช่น เมื่อชัชชาติไปสำนักระบายน้ำ ชาวบ้านก็ได้รู้ว่าระหว่างฝนตก น้ำท่วม มีคนคอยดูแลอยู่ หรือเมื่อไปตรวจงานก่อสร้างทาง แล้วชี้ให้เห็นว่าจุดนี้บริษัทก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่เก็บของ ทำให้กีดขวางการจราจร ชาวบ้านก็รู้สาเหตุที่รถติด

สรกลบอกว่า การไลฟ์ทำให้เห็นการทำงาน เห็นตัวตนของชัชชาติ ซึ่งในระยะหลังมานี้ มีคนดูสดราว 20,000-50,000 คน ทำไปทำมาจะคล้ายกับไลฟ์ของ "ตูน บอดี้สแลม" หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องชื่อดัง ในระหว่างออกวิ่งจากใต้สุดขึ้นเหนือสุดแดนสยาม ตามโครงการ "ก้าวคนละก้าว" เพื่อระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่ 11 รพ.

"ทุกเช้าคนต้องเปิดดู แล้วคนที่ชอบก็จะรู้สึกว่ามีความสุขจังเลย มีความหวังจังเลย ทั้ง ๆ ที่สมัยตูน เราก็ไม่คิดว่าใครจะดูไลฟ์วะ วิ่งไปเรื่อย ๆ แต่ก็มีคนดู ได้เห็นภาพตูนเจอคน เล่นดนตรี มีแอ็คชันต่าง ๆ ไลฟ์ของชัชชาติ คนกดดูก็ได้ยิ้ม หัวเราะ เห็นการแก้ปัญหา ได้รู้ว่าเรื่องนี้ไปถึงไหนแล้ว" นักเขียนอารมณ์ดีระบุ

อย่างไรก็ตามการถ่ายทอดสดกิจกรรมผู้ว่าฯ กทม. ที่เกิดขึ้นทุกงาน-ทั้งวัน ทำให้ชาวเน็ตบางส่วนเริ่มตั้งคำถามเรื่องประชาสัมพันธ์มากเกินไป หรือที่พวกเขาใช้คำว่า "โอเวอร์พีอาร์"

ชัชชาติน้อมรับทุกความเห็น และแจกแจงว่า "พยายามให้เห็นว่าเราทำงานยังไง เพราะประชาชนเป็นเจ้าของภาษี จะได้รู้ จะได้เข้าใจการทำงานมากขึ้น"

ฟผู้ว่าฯ กทม. พาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมห้อง CCTV ที่เชื่อมต่อกับระบบทราฟี่ฟองดูว์ แจ้งปัญหาเมือง เมื่อ 2 มิ.ย.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผู้ว่าฯ กทม. พาสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมห้อง CCTV ที่เชื่อมต่อกับระบบทราฟฟี่ฟองดูว์ แจ้งปัญหาเมือง เมื่อ 2 มิ.ย.

เทคโนโลยียังช่วยให้ผู้ว่าฯ คนที่ 17 ทำงานง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเขาดึงระบบ "ทราฟฟี่ฟองดูว์" (Traffy Fondue) ที่พัฒนาโดย สวทช. มาเชื่อมต่อเข้ากับระบบรับแจ้งปัญหาออนไลน์ ก็ทำให้ "ปัญหาเส้นเลือดฝอย" หรือปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว/ใกล้บ้านของประชาชน ได้รับการแก้ไขในเร็ววัน

สไตล์การบริหารของ "พ่อเมือง" ที่ชื่อชัชชาติ ถูกนักเขียนด้านการตลาดและธุรกิจกล่าว อุปมาเป็น "พ่อครัว" ในร้านสุกี้ ซึ่งเป็นที่น่าอิจฉาที่สุดในหมู่คนทำร้านอาหาร

"ร้านสุกี้เพียงแค่เตรียมวัตถุดิบดี ๆ น้ำซุปดี ๆ น้ำจิ้มดี ๆ แล้วไม่ต้องมีพ่อครัว เพราะตัวเราจะเป็นพ่อครัวปรุงเองว่าต้องการให้มันสุก มันดิบ มันเป็นยังไง เราปรุงเอง คุณชัชชาติก็เช่นเดียวกัน ใช้เว็บไซต์ให้คนแจ้งปัญหาไป แล้วพอเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์อันนั้นแล้ว ผอ.ทุกคนก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ประชาชนแจ้งมา และคุณชัชชาติก็ได้เห็นด้วย ดังนั้นถ้าแจ้งมาแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เป็น KPI ในการแต่งตั้งโยกย้าย"

หนุ่มเมืองจันท์สรุปว่า หากปัญหาที่หลั่งไหลเข้ามา ได้รับการแก้ไขเรื่อย ๆ ในเชิงการเมืองคือคะแนนล้วน ๆ โดยที่ชัชชาติแทบไม่ต้องทำอะไรเลย

"ซอฟต์เพาเวอร์ในการบ่อนทำลาย พล.อ. ประยุทธ์"

การเดินหน้า "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" ของผู้นำท้องถิ่น ส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของผู้นำรัฐบาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

สรกลเห็นว่า "ชัชชาติคือซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power - อำนาจอ่อน) ที่แท้จริง คือซอฟต์เพาเวอร์ในการบ่อนทำลาย พล.อ. ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม)" อย่างที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจหรือจะตั้งใจไม่รู้ แต่การบ่อนทำลายไม่ได้หมายความว่าโจมตี แต่คือการทำงานที่มีความแตกต่าง

"ถ้า พล.อ. ประยุทธ์คือมุมแดง ชัชชาติคือมุมน้ำเงิน ทุกสิ่งที่เป็นบุคลิกของนายกฯ ไม่มีในตัวผู้ว่าฯ กทม."

"คุณประยุทธ์ที่เจ้าอารมณ์ ที่ใช้การสั่งการ ที่มาบอกอยู่เสมอว่าปัญหานี้แก้ไขไม่ได้เพราะอะไร เขาจะอธิบายเรื่องนี้ได้เก่งมาก แต่คุณชัชชาติไม่มีบุคลิกเหล่านี้ บุคลิกเขาคือการรวมพลัง ไม่โมโห อารมณ์ดี คุยกับคนได้รู้เรื่อง ไม่ใช่สั่งการ แต่ลงไปดูหน้างาน"

การไลฟ์สดภารกิจลงพื้นที่เปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทรของ พล.อ. ประยุทธ์ ผ่านเพจไทยคู่ฟ้าเมื่อ 8 มิ.ย. ถูกนำไปเปรียบเทียบกับไลฟ์ของชัชชาติ ร้อนถึงโฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงว่า "ทำประจำอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2560 ไม่ใช่ลอกเลียนแบบ"

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คำบรรยายภาพ, การไลฟ์สดภารกิจลงพื้นที่เปิดท่าเรือท่าช้าง-สาทรของ พล.อ. ประยุทธ์ ผ่านเพจไทยคู่ฟ้าเมื่อ 8 มิ.ย. ถูกนำไปเปรียบเทียบกับไลฟ์ของชัชชาติ ร้อนถึงโฆษกรัฐบาลต้องออกมาชี้แจงว่า "ทำประจำอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2560 ไม่ใช่ลอกเลียนแบบ"

เมื่อมีผู้นำ 2 คน คนหนึ่งบริหารประเทศอยู่มายาวนานเกือบ 8 ปี อีกคนเพิ่งเข้ารับหน้าที่บริหารเมืองหลวง ทำให้ผู้คนอดเปรียบเทียบถึงบุคลิกภาพของ 2 คนนี้ไม่ได้

"คุณประยุทธ์มาจากระบบราชการ ดังนั้นเขาจะยึดระบบเป็นหลักใหญ่ ถ้าทำตาม 1, 2, 3, 4, 5 ตามระบบเรียบร้อย แปลว่าสำเร็จเรียบร้อย ซึ่งไม่ใช่ ไม่จำเป็นต้อง 1, 2, 3, 4, 5 ถ้า 1, A, B แต่งานสำเร็จก็จบ เขาวัดกันที่ผลสุดท้ายของงานมากกว่า นี่คือวิธีการทำงานที่ผมว่าคุณชัชชาติเอาภาคเอกชนมาใช้... ฉะนั้นอันนี้คือซอฟต์เพาเวอร์อย่างชัดเจนมาก ไม่ต้องทำลายอะไรเลย นุ่ม ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วคนก็เปรียบเทียบ"

"ถ้าชัชชาติทำดีและเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ คนจะนึกถึงเวลาที่มีค่าที่ พล.อ. ประยุทธ์เนี่ย 8 ปีที่ผ่านมา แล้วคนจะรู้สึกว่าเอ้ย อย่าลืมนะคุณชัชชาติเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ถ้าเลือกท่าน ณ วันนั้น แล้วพรรคการเมืองใหญ่สุดได้จัดตั้งรัฐบาล อีกฝั่งหนึ่งไม่มี ส.ว. 250 (คน) หนุนหลังอยู่ ทำให้ทุกพรรคต้องไปรวมกับเขาเนี่ย หมายความว่า 3 ปีที่ผ่านไป ถ้าเรามีนายกฯ ชื่อชัชชาติมันจะเป็นไง ถ้าคนเริ่มฉุกคิดเรื่องนี้เมื่อไร สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึง"

นี่คือ "พลังนุ่มที่รุนแรงที่สุด" และทำลายผู้นำที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 ได้มากที่สุดจากมุมมองของสรกล

ถ้าใช้สมมติฐานข้างต้น นั่นเท่ากับว่าชัชชาติเป็น "หมากตัวที่ฉลาด" ของทักษิณ?

"แล้วทำไมไม่คิดว่าคุณชัชชาติจะตั้งพรรคเองบ้าง ถ้าเขาได้ถึงขนาดนั้น" เขาแย้งทันควัน ก่อนขยายความว่า อย่าลืมว่าไลฟ์ที่เห็น ไม่ได้เห็นเฉพาะแค่ กทม. กระแสอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั้งหลายอาจมาจากตรงนี้ก็ได้นะ เพราะคนเห็นว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเป็นอย่างไร นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไร

"กทม. เป็นจังหวัด ๆ หนึ่ง แต่มันเสียงดังมาก มันเสียงดังจริง ๆ และเวลาเสียงดัง มันก่อให้เกิดคลื่นได้เลย ดังนั้นกระแสนิยมของชัชชาติจะไม่เหมือน 10-20 ปีก่อนที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย พอมีโซเชียลมีเดีย มีการไลฟ์ มันคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นความสำเร็จตรงโน้น สำเร็จตรงนี้ สำเร็จไปเรื่อย ๆ นอกจากกระแสอยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ แล้ว ถ้าวันหนึ่งถ้าคุณชัชชาติตั้งพรรคก็ไม่แน่นะครับ หาก้อนหินใส่ชัชชาติแล้ว" เขาพูดทีเล่นทีจริงพลางระเบิดหัวเราะ

ชัชชาติฟีเวอร์

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดและอันตรายที่สุดสำหรับชายผู้ยืนอยู่บน "จุดแห่งความหวัง" ของผู้คน หนีไม่พ้น ความคาดหวัง โดยที่คนแต่ละคน แต่ละรุ่น ก็มีความคาดหวังไม่เหมือนกัน

"คนคาดหวังกับเขาสูงมาก 1.3 ล้านคะแนนเนี่ย ความหวังล้วน ๆ นะครับ" สรกลกล่าว

ชช

ที่มาของภาพ, PR ทีมเพื่อนชัชชาติ

ทว่าความโชคดีประการหนึ่งของชัชชาติจากมุมมองของสรกลคือ การเข้ารับไม้ต่อจาก พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ทำให้ "สร้างผลงานง่ายขึ้น" และยังมีตัวเทียบเคียงที่คนกำลังเบื่ออย่าง พล.อ. ประยุทธ์ ทำให้ "ดูสดใสขึ้น"

"คุณประยุทธ์เนี่ยเหมือนก้อนหินสีดำบนฐานสีเทา ๆ แต่คุณชัชชาติแค่มาทาสีขาวบนพื้นสีเทาเท่านั้นเอง สีดำมันเลยเด่น" เขากล่าว

แล้วการสิ้นสุดของ "ชัชชาติฟีเวอร์" จะเกิดขึ้นเมื่อไร

คำตอบของคอลัมนิสต์อาวุโสที่ความคิดยังเป็นหนุ่มอยู่เสมอ คือ เมื่อชัชชาติทำได้ไม่ตามความคาดหวังของคน หรือเมื่อคนรู้สึกเคยชิน เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงาน

"ถ้าชัชชาติไม่มีจรวดลูกที่ 2, 3, 4 ในการทำ เช่น น้ำท่วม ถ้าฝนตกมาอีกรอบ ต่อให้คุณชัชชาติเดินลุย ตอนแรกก็คนรู้สึกว่าเออ ผู้ว่าฯ ไปสัมผัสปัญหา แต่ถ้าเดินลุยไปสัก 3-4 เดือนแล้วน้ำไม่ลดเลย ปีหน้าก็น้ำยังท่วมเหมือนเดิม ไอ้นี่ก็จะทำลายคุณชัชชาติ กับอันที่สองก็คืออย่าเด่นเกิน ความหมั่นไส้เป็นคำที่อธิบายไม่ได้" เขากล่าวทิ้งท้าย

ข้าม YouTube โพสต์
ยินยอมรับเนื้อหาจาก Google YouTube

บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Google YouTube เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Google YouTube และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Google YouTube ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"

คำเตือน:เนื้อหาภายนอกอาจมีโฆษณา

สิ้นสุด YouTube โพสต์