เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : ชัชชาติชนะ ก้าวไกลไม่ถึงเป้า ประชาธิปัตย์กำลังกลับมา ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ชัยชนะของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะชื่อของเขายืนหนึ่งในโพลสำนักต่าง ๆ ตั้งแต่เปิดตัวโค้งแรกยันเข้าสู่โค้งสุดท้าย และอยู่ตำแหน่งหัวตารางตั้งแต่เริ่มนับคะแนนหลังปิดหีบเลือกตั้งจนการนับคะแนนเสร็จสิ้น 100%
ทว่าคะแนนเสียงที่ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 17 ได้รับอย่างถล่มทลาย หรือแลนด์สไลด์ จำนวน 1,386,215 เสียง ได้ยัดเยียดความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้แก่คู่แข่งขันหลัก ชนิดที่เบอร์รอง ๆ ลงไปอีก 6 คนรวมกัน คะแนนยังห่างไกลจากชัชชาติถึง 279,735 เสียง
จริงอยู่ที่ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่สามารถสะท้อนภาพการเมืองระดับชาติได้ทั้งหมด เนื่องจากวิธีคิดและตัดสินใจเลือกของประชาชนแตกต่างออกไป แต่นักการเมืองจากทุกค่าย-ทุกขั้วยอมรับตรงกันว่าศึกชิงศาลาว่าการ กทม. หนนี้ สัมพันธ์กับศึกเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมาถึงโดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. จึงไม่แปลกหากบางพรรคการเมืองจะทดลองปล่อยคำสำคัญ หรือทดสอบแนวทางการเมืองของตนผ่านสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้ว่าฯ กทม. ผู้คว้าคะแนนเลือกตั้งสูงสุดในประวัติศาสตร์
- ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ : ย้อนเส้นทางมาราธอนของ "บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี"
- เช็กความแข็งแกร่ง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้อาสาสร้างเมืองให้แข็งแรง
- เลือกตั้งผู้ว่าฯ ประชาชนกำหนดชะตากรุงเทพฯ
- บันทึกเหตุการณ์วันเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯ-เมืองพัทยา 22 พ.ค. 2565
บีบีซีไทยวิเคราะห์ฉากต่อไปของการเมืองไทย หลังการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชัชชาติ
ก้าวต่อไปของ "แลนด์สไลด์"
ปรากฏการณ์ชนะแบบแผ่นดินถล่ม ไม่เพียงเกิดขึ้นกับว่าที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ซึ่งลงสมัครในนามอิสระ แต่ยังเกิดขึ้นกับ 2 พรรคฝ่ายค้านคือ พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่ส่งผู้สมัคร ส.ก. ครบทั้ง 50 เขต แล้วสามารถยึดที่นั่งในสภา กทม. รวมกันได้ถึง 34 เขต แบ่งเป็น พท. 20 เขต และ ก.ก. 14 เขต
นักวิชาการและนักการเมืองระบุตรงกันว่า ผลการเลือกตั้ง ส.ก. จะเป็นเครื่องสะท้อนการเลือกตั้ง ส.ส.กทม. ในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย
คำว่า "แลนด์สไลด์" ถูกพูดถึงอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2564 และเป็นแคมเปญหลักที่ พท. จะใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั่วไป ภายหลัง แพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรสาวของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระโจนเข้าสู่โลกการเมือง เปิดตัวเป็นประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และ "หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย"
ในระหว่างจัดประชุม-เปิดเวทีปราศรัยหลายครั้ง แกนนำ พท. ชี้ให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งปี 2562 แม้ พท. ได้ ส.ส. มากที่สุด 136 คน แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมี ส.ว. 250 คนพร้อมโหวตให้กับผู้มีอำนาจ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้า พท. กล่าวว่า บทเรียนครั้งที่แล้วสอนว่าการเลือก พท. ให้ชนะเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การเลือกตั้งครั้งต่อไปไม่ใช่แค่ชนะ แต่ต้องชนะให้ขาด พท. ต้องแลนด์สไลด์ด้วยเก้าอี้ในสภาเกิน 250 ที่นั่ง
พรรคอันดับหนึ่งในสภาซึ่งตกที่นั่งฝ่ายค้านมานานกว่า 3 ปี ทดลองใช้แคมเปญนี้ในสนามเลือกตั้ง ส.ก. ภายใต้คำขวัญที่ว่า "อยากใช้เพื่อไทย เลือกเพื่อไทยให้ชนะขาด" ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่าแลนด์สไลด์จะเกิดขึ้นในสภา กทม. ได้จริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อผู้ดูแลภาค กทม. ของพรรคคือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ยกคณะออกไปตั้งพรรคไทยสร้างไทย และส่งผู้สมัครแข่งทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.
บีบีซีไทยได้รับคำอธิบายจากแกนนำพรรคฝ่ายค้านรายหนึ่ง อ้างถึง "โพลภายใน" อย่างน้อย 2 ชุดซึ่งสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครรับเลือกตั้ง กทม. ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค. พบว่า ก.ก. มีโอกาสหิ้ว ส.ก. เข้าสภา 11-15 เขต ส่วน พท. มีโอกาสคว้าชนะขั้นต่ำ 19 เขต ยอดรวมของ 2 พรรคจึงอยู่ที่ 30-35 เขต ทำให้ พท. มั่นใจในการใช้คำว่า "แลนด์สไลด์"
ส่วนโจทย์ที่ ก.ก. ขบคิดอย่างหนักก่อนวันเลือกตั้งคือการเผชิญกับโหวตเตอร์ "สูตรไขว้" ที่พร้อมเลือก ส.ก.ก้าวไกล แต่กาให้ชัชชาติเป็นผู้ว่าฯ และดูเหมือนผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะตอกย้ำสมมติฐานนี้ของพรรคสีส้ม
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นคราวนี้คือชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ ที่สามารถจะนำไปสู่ชัยชนะของ "ฝ่ายประชาธิปไตย" ในการเลือกตั้งระดับชาติที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
"แน่นอน เป็นแลนด์สไลด์ฝั่งประชาธิปไตย ชัดเจน อยู่ที่การเลือกตั้งทั่วไปว่าจะเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะขาดแน่ จะชนะอย่างไร แค่ไหน พูดยาก แต่ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะแน่นอน" อดีตนายกฯ กล่าวกับบีบีซีไทย
ขณะที่กรรมการบริหาร ก.ก. วิเคราะห์ว่า แม้ พท. ครองที่นั่งมากที่สุด แต่อาจไม่ใช่เสียงข้างมากเด็ดขาด ดังนั้นโจทย์ของแลนด์สไลด์คือ "ต้องคิดว่าทำอย่างไร 2 พรรคจะได้เสียงรวมกันเกิน 250 เสียง ไม่ใช่หาเสียงแบบคิดเอาคืนจากก้าวไกล เพราะพรรคการเมืองขั้วรัฐบาลปัจจุบัน อย่างไรก็พร้อมเข้าร่วมรัฐบาลกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่แล้ว หากไม่มีสัญญาณใหม่"
ก้าวไปต่อของคำว่าแลนด์สไลด์ในสนามเลือกตั้งใหญ่ของ พท. คล้ายถูกท้าท้ายด้วยแคมเปญ "เปลี่ยนประเทศไทย ก้าวไกลทั้งแผ่นดิน" ประกาศโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้า ก.ก. เมื่อ เม.ย. 2565 ขอให้ประชาชนเลือก ส.ส.ก้าวไกล ให้กลายเป็นพรรคใหญ่ และเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทย นี่เป็นอีกครั้งที่ 2 พรรคในขั้วเดียวกันต้องช่วงชิงคะแนนจากฐานเสียงใกล้เคียงกัน
อนาคตของ "ยาแรง" ก้าวไกล
การส่ง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ "ผู้มีดีเอ็นเอก้าวไกล" ลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น อยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจที่ว่า "มีโอกาสชนะ หรือไม่ก็ได้คะแนนน้อยไปเลย"
ก่อนปรากฏชัดแจ้งว่าวิโรจน์ได้แรงสนับสนุนชาวกรุงเทพฯ 253,851 เสียง ยืนอยู่ในอันดับที่ 3 เพื่อนร่วมพรรคสีส้มต่างอธิบายตรงกันว่า การนำเสนอชุดนโยบาย/แนวทางทำการเมืองแบบ "ท้าชน-ยาแรง-เปลี่ยนเกม" ของผู้สมัครผู้ว่าฯ ในนาม ก.ก. เพื่อพิสูจน์ว่าประชาชนก้าวข้ามความคิดแบบเดิมในการเลือกผู้บริหาร กทม. มากน้อยแค่ไหน
ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการ ก.ก. ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า พรรคไม่ได้ส่งวิโรจน์ และ ส.ก. ลงสนามเพื่อเช็กเรตติ้งการเมืองภาพใหญ่ แต่ส่งเพื่อต้องการให้คนเห็นว่าการบริหารแบบก้าวไกลมีความแตกต่างอย่างไร จึงเลือกทำแคมเปญส่งท้ายว่า "จบปัญหาเรื้อรัง ได้เวลาเลือกยาแรง" เพื่อทำงานทางความคิดกับโหวตเตอร์ว่าอยากเปลี่ยนคนคือเปลี่ยนผู้ว่าฯ หรือเปลี่ยนกรุงเทพฯ ในเชิงระบบ เพราะมีมายาคติว่าถ้าเลือกวิโรจน์ และ ก.ก. คือพวกตัดสินใจด้วยอุดมการณ์การเมือง แต่ถ้าอยากได้ผู้บริหารเมืองให้เลือกคนอื่น ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะนี่คือการบริหารแบบก้าวไกลที่เข้าไปเปลี่ยนระบบและเปลี่ยนการทำงานใน กทม.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคก้าวไกล
เมื่อการเสนอตัวเป็นรัฐบาลท้องถิ่นของชาวก้าวไกลไปไม่ถึงฝั่งฝัน ซ้ำคะแนนที่ได้รับก็ต่ำกว่าคะแนนที่คาดหวัง-คาดการณ์เอาไว้ 2-3 เท่า โดย ก.ก. ตั้งเป้าหมายเก็บคะแนนขั้นต่ำ 6 แสนเสียง หรือไปถึงขั้นรักษาฐานดั้งเดิม 8 แสนเสียงที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่ "ปักธง" ส.ส.กทม. ได้ 9 คนในการลงสนามเลือกตั้งครั้งแรกของพรรค ทำให้เกิดคำถามว่าแนวทางที่ ก.ก. นำเสนอ เป็นสิ่งที่สังคม กทม. บางส่วนไม่ยอมรับหรือไม่
"ก็เป็นประเด็นให้เรากลับไปคิดได้ แต่ก็มีอีกเหมือนกันที่บอกว่าแบบนี้ควรทำงานการเมืองระดับชาติดีกว่า แต่มันไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้น เพราะมีคนจำนวนหนึ่งที่บอกพร้อมเลือก ส.ส.ก้าวไกล แต่ไม่ขอเลือกวิโรจน์เป็นผู้ว่าฯ เพราะมองภาพผู้ว่าฯ เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าวิโรจน์ไปทำงานการเมืองภาพใหญ่ โอเคเลย" ชัยธวัชกล่าว
แต่ถึงกระนั้นเลขาธิการ ก.ก. ยอมรับว่า ผลการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. ช่วยให้เห็นว่า "ตรงไหนยังไม่ดีพอ" และทำให้พรรคมีโจทย์กลับไปดูมากขึ้น
เมื่อประชาธิปัตย์หวัง "คัมแบ็ก"
เมื่อข้ามขั้วไปดูฟากฝั่งรัฐบาล ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เพียงหนึ่งเดียวที่ลงสนามภายใต้สังกัดพรรครัฐบาลชัดเจน หนีไม่พ้น สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ "ดร.เอ้" จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ทำคะแนนมาเป็นอันดับ 2 ด้วยเสียงสนับสนุน 254,723 คะแนน นอกจากนี้ ปชป. ยังพา 9 ส.ก. เข้าสภาเมืองได้สำเร็จ จนมีการมองกันว่ากระแสนิยมของพรรคสีฟ้าหวนกลับมาแล้วหรือไม่ หลังต้องสูญพันธุ์ในเมืองหลวงสนามเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2562

ที่มาของภาพ, PR ทีมสุชัชวีร์
ก่อนหน้านี้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้า ปชป. ได้ประกาศแคมเปญ "ประชาธิปัตย์ Comeback" ในระหว่างเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคใต้ของพรรคเมื่อ พ.ค. 2565 ตั้งเป้ากวาด ส.ส.ใต้ 40 จากทั้งหมด 50 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เพื่อ "คัมแบ็ก เหมือนที่เคยสำเร็จในอดีต"
อดีตนักการเมืองสังกัด ปชป. ผู้ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า แคมเปญ "ประชาธิปัตย์ Comeback" เกิดบนฐานคิดของผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันที่ว่า "ถ้าเวลาของ พล.อ. ประยุทธ์สิ้นสุดลง คนรักประชาธิปัตย์จะกลับพรรค" ทั้งที่ปัจจุบันมีพรรคการเมืองต่าง ๆ ลงไปทำพื้นที่ในภาคใต้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคกล้า, พรรคสร้างอนาคตไทย ฯลฯ
อย่างไรก็ตามสมาชิกพรรคสีฟ้าจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามต่อวิธีคิดดังกล่าวว่า ทำไมคนรัก "ลุงตู่" ถึงต้องเลือก ส.ส.เขตของ ปชป. ทั้งที่มีพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่มีภาพแอบอิงใกล้ชิด พล.อ. ประยุทธ์มากกว่า หรือ ปชป. ได้อะไรเป็นรูปธรรมจากการร่วมรัฐบาลมา 3 ปี เพราะถ้ารัฐบาลทำดี คนก็จะนึกถึงผู้นำรัฐบาลก่อน ไม่ได้นึกว่าเป็นผลงานของพรรคร่วมรัฐบาล
"นโยบายเศรษฐกิจไม่ใช่จุดชี้ขาดในการตัดสินใจของประชาชนที่หนุน 'ลุงตู่' แต่เขาตัดสินใจเพราะอย่างอื่น และถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าพวกเขาต้องเปลี่ยนการตัดสินใจ" อดีต ส.ส.ปชป. กล่าว

ที่มาของภาพ, PR ทีมสุชัชวีร์
ประชาธิปัตย์ก่อตั้งมา 7 ทศวรรษ ต้องตกที่นั่ง "พรรคครึ่งร้อย" ในศึกเลือกตั้ง 2562 เป็นผลให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. จำต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา อภิสิทธิ์ได้ประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ-ไม่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ หัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นนายกฯ อีกสมัย ทำให้เกิดภาวะเสียงแตกในหมู่ผู้สนับสนุนของ ปชป. ที่ตั้งตัวเป็นฝ่ายต่อต้าน "ระบอบทักษิณ"
อดีตนักการเมืองค่าย ปชป. คนเดิมชี้ว่า สนามเลือกตั้งท้องถิ่น กทม. จะเป็นบททดสอบสมมติฐานของทีมจุรินทร์ที่ว่า หากไม่มี พล.อ. ประยุทธ์ คนจะกลับ ปชป. จริงหรือไม่ เนื่องจาก พปชร. ไม่ได้ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.
หากพิจารณาผลการเลือกตั้งที่ออกมา พบว่า ปชป. นำ ส.ก. เข้าสภาได้ 9 เขต ส่วน พปชร. และกลุ่มรักษ์กรุงเทพ ได้ไปพรรค/กลุ่มละ 2 เขต ถ้าดูอย่างผิวเผินคล้ายเป็นสัญญาณว่า ปชป. เริ่มฟื้นตัวในยุคที่ พปชร. ตกต่ำลง แต่ถ้านำคะแนนเสียงที่ เอ้-สุชัชวีร์ ได้รับไปเทียบกับคะแนนที่ต้นสังกัดของเขาได้เมื่อ 3 ปี จะพบว่า ฐานดั้งเดิมหายไปถึง 220,097 เสียง ซึ่งอาจเป็นเพราะกระแสดรามาที่เกิดขึ้นกับตัวของผู้สมัครผู้ว่าฯ เอง และกระแสลบจากพรรค-เพื่อนร่วมพรรคในห้วงที่ผ่านมา
สำหรับผลเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2562 ปชป. ไม่มี ส.ส.กทม. แม้แต่คนเดียว แต่ได้คะแนนมหาชนจากชาว กทม. ไป 474,820 เสียง ส่วน ส.ส.พปชร. แจ้งเกิดในสนาม กทม. ด้วยยอด ส.ส. สูงสุด 12 คน ได้คะแนนรวมกัน 791,893 เสียง
อย่างไรก็ตามผู้นำ ปชป. แถลงว่า "คะแนนที่ออกมาเป็นไปในทิศทางบวกสำหรับพรรค" ถือว่าชาว กทม. ในภาพรวมยังให้โอกาส ปชป.
"ผู้จงรักภักดี" กับ "เลือกเชิงยุทธศาสตร์" ที่ไม่เกิดขึ้นในขั้วรัฐบาล
ขณะที่นักวิชาการและนักการเมืองต่างระบุตรงกันว่า คะแนนเสียงที่ผู้สมัครขั้วรัฐบาลได้รับ สะท้อนว่าการรณรงค์ให้เลือกเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Voting) ไม่เกิดขึ้นจริง แม้ฝ่ายอนุรักษนิยมจะพยายามจะปลุกวาทกรรม "ไม่เลือกเรา เขามาแน่" เนื่องจากมี "เรา" อย่างน้อย 4 คนในขั้วรัฐบาล และไม่มีใครยอมเทคะแนนให้ใคร จนเกิดภาพที่ ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด เรียกว่า "สลิ่มเสียงแตก"
เช่นเดียวกับความพยายามการ "ปลุกผีสองตัว" คือ "ผีทักษิณ" กับ "ผีอนาคตใหม่/ก้าวไกล" และปลุกใจ "ผู้จงรักภักดี" ให้เลือกผู้สมัครรายหนึ่งรายใดที่เป็น "คนดี" แต่ก็ยังไม่อาจรวมคะแนนเสียงของฝ่ายอนุรักษนิยมให้เป็นหนึ่งเดียวได้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ โดยแนะนำประชาชนสั่งสอนให้บทเรียนทั้ง พวกซ้ายจัด-ขวาจัด
ข้อเขียนของไพศาลระบุถึงพวกขวาจัดว่า "แอบอ้างว่าเป็นผู้จงรักภักดีแต่ผู้เดียว คนอื่นไม่จงรักภักดีและ เรียกร้องให้ประชาชนที่จงรักภักดีเลือกตัวเอง นี่คือการแอบอ้างโหนเจ้า ที่สร้างศัตรูให้เจ้า และสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่สถาบัน..."
ส่วนพวกซ้ายจัดตามข้อเขียนของไพศาลคือ "ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับสถาบัน วัน ๆ ดูแคลนเหยียดหยามสถาบัน ถึงขั้นจะไม่ให้มีรูปพระมหากษัตริย์ในกรุงเทพฯ"
ชัยธวัช เลขาธิการ ก.ก. กล่าวว่า แคมเปญที่พยายามนำสถาบันฯ เข้ามาดึงคะแนนนิยมทางการเมือง น่าจะได้ผลน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะผ่านบททดสอบมาแล้วหลายปรากฏการณ์ อย่างการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม.เขต 9 (จตุจักร-หลักสี่) จะเห็นว่าพรรคที่ชูเรื่องนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ความคิดของผู้คนก็เปลี่ยนไปตั้งแต่รัฐประหาร 2549 และ 2557 ทั้งจากประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป ข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนไป มีความคิดใหม่ ๆ เข้ามา แต่ก็ยังมีคนดึงเรื่องนี้มาปั่น

ที่มาของภาพ, Pr ทีมอัศวิน
"ยิ่งความคิดคนเปลี่ยน แล้วคุณยังแคมเปญการเมืองในแบบความคิดเก่า สุดท้ายฝ่ายที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เสียหายมากที่สุด ก็คือสถาบันฯ เพราะในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งใหญ่ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. หรืออะไรก็แล้วแต่ คนเขาเลือกด้วยหลายเหตุผลหลายมุมมอง โดยไม่ได้ต้องไปอิงอยู่กับเรื่องสถาบันฯ แต่คุณกลับเอาสถาบันฯ มาวางเดิมพัน อันนี้มันเท่ากับว่าคนเขาจะเลือกจากนโยบาย จะเลือกจากการบริหาร แต่อยู่ดี ๆ คุณเอาสถาบันฯ เข้ามาเดิมพันกับการเลือกตั้งด้วย คำถามคือ คุณแคมเปญบอกว่า ถ้ารักสถาบันฯ เลือกเบอร์นี้ แล้วถ้าเบอร์นั้นแพ้ เท่ากับว่าคนส่วนใหญ่ไม่เลือกสถาบันฯ หรือเปล่า นี่คืออันตรายที่สุดของแคมเปญแบบนี้ ขอให้เลิกได้แล้ว" เลขาธิการ ก.ก. กล่าว












