โควิด-19: ศบค. ผ่อนคลายมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยว เปิดลงทะเบียนระบบเทสต์แอนด์โกอีกครั้ง 1 ก.พ. นี้

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศูนย์บริหารสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (ศบค.) มีมติเปิดรับผู้เดินทางระบบเทสต์แอนด์โก (Test and Go) อีกครั้ง รวมถึงปรับลดพื้นที่สีส้ม เพิ่มพื้นที่สีเหลือง ทำให้สามารถดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ นอกจากนี้ยังขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (ครั้งที่ 16) อีก 2 เดือน มีผลตั้งแต่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป
ประเด็นสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณานอกเหนือจากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ คือ ทรัพยากรทางการแพทย์ ซึ่งขณะนี้มีอัตราการครองเตียง 33% จากจำนวนเตียงทั่วประเทศราว 147,000 เตียง
บีบีซีไทยสรุปมติสำคัญจากที่ประชุม ศบค. ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธานในวันนี้ (20 ม.ค.)
- โควิด-19: สธ. ชง ศบค. เลื่อนเปิด “Test & Go” ถึงสิ้นเดือน ม.ค. หลังผู้ติดเชื้อโอมิครอนพุ่งสูงขึ้น
- โควิด-19: มติ ศบค. เลื่อนเปิดสถานบันเทิง-ปรับทั้งประเทศเป็น “สีส้ม” ยกเว้น 8 จังหวัดนำร่องท่องเที่ยว
- ฉีดวัคซีนโมเดอร์นาเข็มกระตุ้น ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโอมิครอนได้อีก 37-83 เท่า
- WHO ชี้ โอมิครอนระบาดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พบแล้วในเกือบ 80 ประเทศ
เปิดรับนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Test and Go อีกครั้ง
นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ระบุว่า จะเปิดให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกประเทศลงทะเบียนใหม่ด้วยระบบเทสต์แอนด์โก (Test and Go) อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. ที่จะถึงนี้
โดยกำหนดมาตรการที่ต้องปฏิบัติตาม คือ จะต้องมีหลักฐานการจองโรงแรมและชำระเงินเพื่อพำนักที่โรงแรมในวันแรกและวันที่ 5 เพื่อตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 2 ครั้ง ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีระบบติดตามตัวจากการเช็กอินไปยังโรงแรมเหล่านั้นด้วย
กรณีที่ได้รับอนุมัติก่อนวันที่ 22 ธ.ค. และเดินทางตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย แต่หลังจากนั้น ผู้เดินทางจะต้องออกค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง
การประกาศครั้งนี้นับเป็นการผ่อนคลายมาตรการครั้งใหญ่ หลังระบบการเดินทางเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัว หรือที่รู้จักกันในชื่อเทสต์แอนด์โก ถูกระงับไปตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับมาตรการเทสต์แอนด์โกที่ถูกสั่งระงับชั่วคราวนั้น เริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ตามแผนเปิดประเทศของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยอนุญาตให้ผู้ที่เดินทางมาจาก 63 ประเทศ/พื้นที่ ทางอากาศเข้าประเทศไทยได้โดยไม่ต้องกักตัว แต่ต้องมีหลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดส และต้องเลือกจองโรงแรมที่เป็นสถานกักกันทางเลือก (Alternative Quarantine - AQ) หรือ SHA+1 คืน เพื่อรอผลตรวจวิธี RT-PCR
ต่อมา ศบค. มีมติให้ระงับการลงทะเบียนขอเข้าประเทศไทยระหว่างวันที่ 21 ธ.ค. 2564-4 ม.ค. 2565 ทั้งในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ (sandbox) และ เทสต์แอนด์โก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ก่อนที่ สธ. จะชงให้ขยายออกไปจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.
โดยในช่วงที่มีการระงับการเดินทางไม่ได้กระทบกับนักท่องเที่ยวที่ลงทะเบียนมาแล้วก่อนหน้า แต่ปรับมาตรการให้ในวันที่ 5-6 ผู้เดินทางจะต้องเข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR เป็นครั้งที่ 2 (จากเดิมใช้ ATK) ณ สถานที่ที่ทางราชการกำหนด โดยรัฐบาลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้

ที่มาของภาพ, Getty Images
สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1-18 ม.ค. สะสม 4,515 ราย จากจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศ 130,335 ราย คิดเป็น 3.46% จำแนกตามประเภท ดังนี้
- เทสต์แอนด์โก ติดเชื้อ 2,402 ราย คิดเป็น 3.70%
- แซนด์บ็อกซ์ ติดเชื้อ 1,724 ราย คิดเป็น 3.76%
- Quarantine ติดเชื้อ 389 ราย คิดเป็น 1.99%
เพิ่มพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว
ศบค. ประกาศเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวเพิ่มเติมในบางอำเภอของจังหวัดที่เป็นพื้นที่แซนด์บ็อกซ์อยู่แล้ว ได้แก่ จ.ชลบุรี (อ.บางละมุง เมืองพัทยา อ.ศรีราชา อ.เกาะสีชัง อ.สัตหีบ เฉพาะ ต.นาจอมเทียน ต.บางเสร่) จ.ตราด (เกาะช้าง)

ที่มาของภาพ, Thiti Foster
นอกจากนี้ ยังเปิดพื้นที่ให้เดินทางเชื่อมโยงในกลุ่ม จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.กระบี่ จ.สุราษฎร์ธานี (เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า) ในช่วง 7 วัน ที่ต้องพำนักในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์
นพ. ทวีศิลป์ ระบุว่า ยังคงใช้มาตรการเช่นเดิม คือ ต้องตรวจวิธี RT-PCR 2 ครั้ง และสามารถพำนักในโรงแรมในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ได้ไม่เกิน 3 โรงแรม ภายในระยะเวลา 7 วัน
ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีก 2 เดือน
ศบค. มีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 16) ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อการป้องกันและควบคุมโรคเป็นสำคัญ
โดยการขยายระยะเวลาครั้งนี้จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ก.พ.-31 มี.ค. 65
ลดพื้นที่ควบคุม เพิ่มพื้นที่เฝ้าระวังสูง
ช่วงการระบาดในระลอกเดือน เม.ย. 2564 ศบค. มีมติประกาศให้พื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด-19 รุนแรงเป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด" หรือ "พื้นที่สีแดงเข้ม" เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ก่อนมีการปรับเพิ่มและลดจำนวนจังหวัดลงตามสถานการณ์จนเป็นศูนย์

ที่มาของภาพ, ศบค.
และในวันนี้ก็มีการปรับลด "พื้นที่สีส้ม" หรือ "พื้นที่ควบคุม" จาก 69 จังหวัด เหลือ 44 จังหวัด โดยอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ไม่เกิน 500 คน และใช้อาคารสถานศึกษาเพื่อจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ
ส่งผลให้จำนวน "พื้นที่เฝ้าระวังสูง" หรือ "พื้นที่สีเหลือง" จากเดิมที่เป็นศูนย์ เพิ่มขึ้นเป็น 25 จังหวัด โดยอนุญาตให้รวมกลุ่มทำกิจกรรมได้ถึง 1,000 คน และสามารถดื่มสุราในร้านอาหารได้
ในส่วนของ "พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว" หรือ "พื้นที่สีฟ้า" ศบค. ยังคงจำนวนไว้ที่ 8 จังหวัด เช่นเดิม ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี กระบี่ กาญจนบุรี ชลบุรี ปทุมธานี พังงา และภูเก็ต
ไม่ขยาย Work from home
ในการควบคุมโรคนับตั้งแต่เทศกาลปีใหม่ ได้มีการบังคับใช้มาตรการทำงานจากบ้านในส่วนของหน่วยงานราชการ รวมถึงขอความร่วมมือเอกชนให้ร่วมปฏิบัติตามจนถึง 31 ม.ค.
นพ. ทวีศิลป์ ระบุว่า เมื่อพิจารณาสถานการณ์ในตอนนี้ ศบค. จะไม่ขยายมาตรการทำงานจากบ้าน แต่ให้หน่วยงานต่าง ๆ พิจารณาตามความเหมาะสมเอง
ขยายดื่มแอลกอฮอล์ในร้านถึง 23.00 น.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ศบค. เห็นควรปรับมาตรการขยายระยะเวลาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารหรือสถานที่ลักษณะเดียวกัน ทั้งในพื้นที่จังหวัดนำร่องท่องเที่ยวและพื้นที่เฝ้าระวังสูง
โฆษก ศบค. ระบุว่า จะผ่อนคลายให้บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึง 23.00 น. จากเดิมถึง 21.00 น. แต่จำกัดประเภทร้านอาหารเฉพาะที่ผ่าน SHA+ หรือ Thai Stop Covid 2 Plus และปฏิบัติตามมาตรการ Covid-free setting อย่างเคร่งครัดเท่านั้น หากพบว่าละเมิดจะสั่งปิดทันที
นอกจากนี้ สถานประกอบการลักษณะคล้ายสถานบันเทิง ผับ บาร์ ที่มีความต้องการปรับลักษณะเป็นร้านอาหารนั้น ก็ให้ผู้ประกอบการปรับแล้วขออนุญาตคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. โดยไม่กำหนดระยะเวลา
ลดกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเหลือ 7 วัน
นพ. ทวีศิลป์ กล่าวถึง "นิยามใหม่" ของผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงที่จะส่งผลต่อมาตรการการตรวจโรคและกักตัว โดยจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
- ไม่สวมหน้ากากาอนามัยหรือไม่ได้ใส่ PPE ตามมาตรฐานตลอดช่วงเวลาที่สัมผัส
- ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเข้าข่ายยืนยันในวันเริ่มป่วยหรือก่อนมีอาการ 2-3 วัน
- อยู่ใกล้ พูดคุยกับผู้ติดเชื้อในระยะ 2 เมตร นานกกว่า 5 นาที หรือถูกไอจามรดจากผู้ป่วย
- อยู่ในสถานที่ปิด ไม่มีอากาศถ่ายเท ร่วมกับผู้ป่วยนานกว่า 30 นาที

ที่มาของภาพ, Getty Images
ต่อมาหากถูกระบุว่าเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูงแล้ว นพ. ทวีศิลป์ กล่าวว่า จะต้องกักกันตัวที่บ้าน 7 วัน จากเดิม 10 วัน แล้วให้ตรวจด้วย ATK ครั้งที่ 1 ในวันที่ 5-6 และตรวจซ้ำครั้งที่ 2 ในวันที่ 10
สถานการณ์โควิดในรอบ 24 ชม.

สถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชม. จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญ ดังนี้
- ผู้ป่วยรายใหม่ 8,129 ราย แบ่งเป็น ผู้ป่วยจากระบบเฝ้าระวังฯ 7,915 ราย, ผู้ป่วยจากการค้นหาเชิงรุก 85 ราย, ผู้ป่วยภายในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 54 ราย, และผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 214 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมนับจากปี 2563 อยู่ที่ 2,353,062 ราย
- ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 19 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมนับจากปี 2563 อยู่ที่ 21,987 ราย คิดเป็น 0.943%
- ผู้ป่วยรักษาตัวใน รพ./รพ. สนาม 82,734 ราย โดยมี 533 รายที่อาการหนัก และมี 118 รายที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ
ทางด้านของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. กล่าวภายหลังการประชุมว่า การจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมถึงผู้ประกอบการในการปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด แม้จะประเมินแล้วว่ายังสามารถควบคุมไว้ได้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจก็ตาม
"อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีก็ไม่สบายใจ ไม่อยากให้ใครเสียชีวิตแม้แต่เพียงคนเดียว" พล.อ. ประยุทธ์ กล่าวทิ้งท้าย











