โควิด-19 : ยอดผู้ติดเชื้อโอมิครอนพุ่ง มาตรการของไทยพร้อมรับมือแค่ไหน แผนวัคซีนปี 2565 เป็นอย่างไร

vaccination

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ใกล้ครบ 1 เดือนนับจากที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เชื้อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอนเป็น "สายพันธุ์ที่น่ากังวล" เมื่อ 26 พ.ย. จำนวนผู้ติดเชื้อโอมิครอนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ รวมทั้งในไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในเกือบ 90 ประเทศทั่วโลกที่ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้

จากผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน 11 รายที่พบก่อนวันที่ 10 ธ.ค. แต่มาในช่วงวันที่ 11-19 ธ.ค. พบเพิ่มขึ้นอีก 52 ราย รวมเป็น 63 รายแล้วในขณะนี้ ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นนี้มีแนวโน้มสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก โดยเฉพาะในภาคพื้้นยุโรป และสหรัฐอเมริกา

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนในไทยรายแรกเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมารายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นหลักสิบ และล่าสุดเมื่อวานนี้ (20 ธ.ค.) นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มอีก 52 ราย รวมเป็น 63 ราย หนึ่งในนั้นเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศรายแรก จากการสัมผัสกับผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ

สนามบินสุวรรณภูมิ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรกที่พบในไทย เป็นผู้ที่เดินทางเข้าประเทศในระบบ Test & Go ซึ่งเป็นการผ่อนคลายมาตรการการเข้าไทยหลังเปิดประเทศเมื่อ 1 พ.ย. 2564

ล่าสุด มติที่ประชุมของ ศบค. ในวันนี้ (21 ธ.ค.) สั่งให้ระงับการลงทะเบียนขอเข้าประเทศไทยในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ และเทสต์แอนด์โก ยกเว้น "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์" เป็นการชั่วคราว โดยเริ่มตั้งแต่ 21 ธ.ค. 2564-4 ม.ค. 2565 เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้ ภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมโรงแรมไทยต่างออกมาให้ความเห็นคัดค้านแนวความคิดการยกเลิกระบบเทสต์แอนด์โกจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้

ก่อนหน้านี้ นายเทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกออกมาเรียกร้องให้ประชาชนยกเลิกหรือชะลอแผนการเฉลิมฉลองและเดินทางในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่อป้องกันตัวเองจากสายพันธุ์โอมิครอนที่กำลังระบาดทั่วโลก

วัดอรุณ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมโรงแรมไทยต่างออกมาให้ความเห็นคัดค้านแนวความคิดการยกเลิกระบบเทสต์แอนด์โกจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้

ท่ามกลางการระบาดของโอมิครอน บีบีซีไทยสนทนากับ นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยการเตรียมพร้อมของรัฐบาลไทย ทั้งในด้านมาตรการป้องกันส่วนรวมและส่วนบุคคล แผนการฉีดวัคซีนรอบใหม่ รวมทั้งอะไรคือบทเรียนที่คนไทยควรเรียนรู้จากการระบาดระลอกใหญ่ของเชื้อกลายพันธุ์ที่ผ่านมา

สถานการณ์การระบาดในประเทศขณะนี้น่ากังวลเพียงใด

นพ. ธีระวัฒน์วิเคราะห์ว่า แม้ว่ายอดการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์หลักในไทย คือเดลตาจะลดความรุนแรงลง หากพิจารณาจากยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ ผู้ป่วยในโรงพยาบาล และผู้เสียชีวิต แต่เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าสายพันธุ์โอมิครอนมีความรุนแรงเพียงใด นี่จึงถือเป็นระยะ "หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ"

นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มาของภาพ, Facebook/ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

คำบรรยายภาพ, นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"ตอนนี้เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งเราไม่รู้ว่าสายพันธุ์เดลตาจะยกระดับขึ้นหรือไม่ และยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่าสายพันธุ์โอมิครอนจะอ่อนกว่าสายพันธุ์เดลตาจริงหรือเปล่า" เขากล่าว

นพ. ธีระวัฒน์ระบุว่าสายพันธุ์เดลตายังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในไทยขณะนี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะลดความรุนแรงลงไปมาก เห็นได้จากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่และผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ลดลง แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสถานการณ์ดีขึ้นเพราะ "ไม่ทราบว่าตัวเลขการตรวจหาเชื้อโควิดที่แท้จริงเป็นเท่าไหร่"

จากการรายงานของ ศบค. ณ วันนี้ พบผู้ป่วยรายใหม่ 2,476 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 32 ราย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

โอมิครอน

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่แพทย์ด้านโรคอุบัติใหม่รายนี้ตั้งข้อสังเกตคือ ขณะนี้ถือเป็นช่วงรอยต่อระหว่างการเข้ามาของสายพันธุ์โอมิครอน แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์หลักในขณะนี้ แต่กลับมีอัตราการติดเชื้อสูงกว่า ดังนั้นอาจจะทำให้มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น ทำให้กลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางและผู้ที่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเมื่อเข้าโรงพยาบาล ในขณะเดียวกันอาจจะนำไปสู่การติดเชื้อในเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอีกด้วย เกิดเป็นผลกระทบต่อเนื่องตามมา

แนะ สธ. ต้องก้าวนำปัญหา ใช้การระบาดระลอกที่แล้วมาเป็นบทเรียน

การระบาดของเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน กลายเป็นความท้าทายใหม่ของระบบสาธารณสุขทั้งของโลกและไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการวัคซีนต้านโควิด-19 ยารักษาโรค

คำถามก็คือไทยมีการเตรียมการเพียงพอหรือไม่

นพ. ธีระวัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดการของ สธ. มักจะดำเนินการแก้ไขตามหลังปัญหา ซึ่งตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะต้อง "ก้าวนำโควิด อย่างน้อยก้าวหนึ่งหรือสองก้าว" โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นหลัก คือ

1. ระดับภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับวัคซีนไปแล้วเป็นอย่างไร

แม้ว่าไทยจะเพิ่งประสบความสำเร็จในการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ครบ 100 ล้านโดสตามเป้าหมายวานนี้ (20 ธ.ค.) นับตั้งแต่เริ่มฉีดเข็มแรกในวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่ว่า ผอ. ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ว่า อาจจะต้องมาคิดกันใหม่อีกครั้ง เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการได้รับวัคซีนสองเข็มแรกหรือแม้แต่เข็มที่สาม อาจจะไม่เพียงพอต่อการรับมือกับเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ ๆ

ฉีดวัคซีน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

บทเรียนสำคัญที่ผ่านมาของ สธ. ในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 นอกจากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ล่าช้าแล้ว การส่งมอบที่ไม่เป็นตามแผนยังทำให้เกิดปัญหาความขาดแคลนในช่วงเวลาที่ต้องการวัคซีนมากที่สุด ในระหว่างการระบาดระลอกเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา

"การฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนังน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของ สธ. เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนฉีดวัคซีนชนิด mRNA เพื่อฉีดเป็นเข็มที่ 3 มีการศึกษาในต่างประเทศและในไทย เช่น ที่รพ. จุฬาฯ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ใช้วัคซีนโมเดอร์นาน้อยกว่า 1/10 และไฟเซอร์ 1/5 ของปริมาณที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาในแง่ของจำนวนผู้รับวัคซีนที่ครอบคลุมมากขึ้น ยังรวมไปถึงการลดผลข้างเคียงอีกด้วย"

2. มียารักษาโรคทางเลือกอื่นหรือไม่

นพ. ธีระวัฒน์ เคยตั้งคำถามเกี่ยวกับการพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ เข้ามาเสริมการรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระยะเริ่มแรก แทนยาฟาวิพิราเวียและโมลนูพิราเวียร์ ที่อาจจะมีไม่เพียงพอต่อความต้องการหากการระบาดเพิ่มมากขึ้น โดยเขายกตัวอย่างกรณีที่เกิดขึ้นในอินเดีย ที่ใช้ยาฆ่าพยาธิไอเวอร์เม็กติน

เจ้าหน้าที่การแพทย์แสดงกล่องใส่ยาไอเวอร์เม็กติน

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ, ยาไอเวอร์เม็กติน เคยถูกใช้รักษาโรคโควิดในทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังไม่เคยมีการทดสอบทางการแพทย์กับยาตัวนี้

แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะยังเป็นข้อถกเถียงจากนักวิชาการในโลกตะวันตก แต่การใช้ยาดังกล่าวในอินเดียก็สามารถควบคุมอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อได้

นอกจากนี้ยาสามัญประจำบ้านของไทยอย่างฟ้าทะลายโจรควรจะมีการนำมาเป็นหนึ่งในตำรับยาเพื่อช่วยชีวิตผู้ติดเชื้อ

3. ผ่อนคลายให้ รพ. เอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนโมเดอร์นาได้โดยตรง

นอกจากการจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยภาครัฐแล้ว การนำเข้าวัคซีนทางเลือกอย่างโมเดอร์นาโดยโรงพยาบาลเอกชนก็เป็นทางออกหนึ่ง สำหรับกลุ่มประชาชนที่มีกำลังซื้อ โดยอาจจะผ่อนคลายขั้นตอนให้การนำเข้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว หรือสามารถให้นำเข้าวัคซีนโมเดอร์นาได้โดยตรง

ATK ยังใช้งานและตรวจหาเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้หรือไม่

การพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้นทำให้เกิดข้อสงสัยว่า คำถามตามมาคือ นอกจากการตรวจแบบ RT-PCR แล้วการตรวจหาเชื้อแบบรู้ผลเร็วหรือ ATK สามารถตรวจพบสายพันธุ์ดังกล่าวได้หรือไม่

ในการเสวนาวิชาการออนไลน์ในหัวข้อ "เปิดข้อมูล (ไม่) ลับ กับ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ" เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา นพ. ศุภกิจยืนยันว่าทั้ง RT-PCR และ ATK ยังสามารถตรวจพบการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนได้ ส่วนที่มีรายงานเรื่องการเกิดขึ้นของสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน ที่มีชื่อรหัสว่า "โอมิครอน-ไลก์ BA.2" นั้น ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็สามารถตรวจหาโอมิครอน-ไลก์ได้

GETTY IMAGES

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม นพ. ธีระวัฒน์ตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความแม่นยำของชุดตรวจ ATK พร้อมกับแนะนำให้เน้นกลับมาใช้การตรวจแบบ RT-PCR ซึ่งมีความแม่นยำมากกว่า โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อนี้

มาตรการป้องกันแบบ "อยู่ร่วมกับโควิด" ยังใช้ได้หรือไม่

นพ. ธีระวัฒน์เห็นด้วยกับแนวความคิดของ สธ. ในมาตรการป้องกันแบบ Universal Prevention หรือการป้องกันแบบครอบจักรวาลที่มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ โดยประกอบด้วย 10 แนวทางปฏิบัติ เช่น ออกจากบ้านเมื่อจำเป็นเท่านั้น เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตรในทุกสถานที่, สวมหน้ากากอนามัยและทับด้วยหน้ากากผ้าตลอดเวลา, ล้างมือบ่อย ๆ, หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัย, ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อย ๆ, แยกของใช้ส่วนตัวทุกชนิด, ทานอาหารที่ร้านหรือปรุงสุกใหม่ และหากสงสัยว่ามีความเสี่ยง ควรได้รับการตรวจด้วย ATK

พนักงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าทำความสะอาดร้านเตรียมต้อนรับลูกค้า ในวันนี้ (1 ก.ย.)

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พนักงานในร้านอาหารแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าทำความสะอาดร้านเตรียมต้อนรับลูกค้า ตามหลักการ Covid-free setting

นอกจากนี้ยังมีมาตรการตามหลักการ Covid-free setting ที่จะกำหนดรูปแบบการดำเนินการขององค์กรหรือผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมปลอดเชื้อสำหรับผู้รับบริการ

"สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ณ ตอนนี้ ไม่ว่าเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลตาจะกลับมาใหม่ หรือสายพันธุ์โอมิครอนจะรุนแรงขึ้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมาก คือ รูปแบบการกักตัวที่บ้าน หรือ home quarantine อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแบ่งเบาภาระที่จะเกิดขึ้นในโรงพยาบาลสนาม"

วัคซีนโควิดในปี 2565 เพียงพอ รับมือหรือไม่

ที่ประชุม ครม. วันนี้ (21 ธ.ค.) ได้อนุมัติให้ใช้เงินกู้ราว 35,060 ล้านบาท ตาม พ.ร.ก. กู้เงินฉุกเฉินแก้โควิด-19 การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่จะนำเข้ามาในปี 2565 รวมทั้งหมด 90 ล้านโดส แบ่งเป็นวัคซีนไฟเซอร์ 30 ล้านโดส และอีก 60 ล้านโดสเป็นวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า

อย่างไรก็ตาม จากแผนการจัดหาวัคซีนของไทยสำหรับปี 2565 ตามมติที่ประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 27 ก.ย. และที่ประชุม ครม. เห็นชอบเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ตั้งเป้าจัดหาวัคซีนทั้งหมด 120 ล้านโดส ซึ่งนอกจากวัคซีนไฟเซอร์และแอสตร้าเซนเนก้าแล้ว สธ. กำลังเจรจาจัดหาวัคซีน โนวาแวกซ์ (Novavax) / โควาแวกซ์ (Covavax) ซึ่งเป็นวัคซีนในกลุ่มโปรตีน ซับยูนิต อีก 30 ล้านโดสอีกด้วย

Empty vials of Oxford/AstraZeneca"s COVID-19 vaccine

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, ตามแผนการจัดหาวัคซีนโควิดสำหรับปี 2565 วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้าถือเป็นวัคซีนหลักด้วยจำนวนกว่า 60 ล้านโดส คิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดจองทั้งหมด

คำถามคือเพียงพอต่อการรับมือกับกลุ่มไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ๆ และสายพันธุ์โอมิครอนหรือไม่

นพ. ธีระวัฒน์กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการให้น้ำหนักไปที่วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามากไป เพราะขอบเขตการควบคุมการป้องกันโรคของวัคซีนชนิด mRNA มีประสิทธิผลมากกว่าได้

"แต่ก็ถือเป็นข่าวดีที่ สธ. กำลังจะนำเข้าวัคซีนแบบโปรตีน ซับยูนิต ที่จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังมีวัคซีนเทคโนโลยีเดียวกันที่กำลังผลิตในไทยอย่าง วัคซีนจุฬาฯ-ใบยา ที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดสอบระยะที่ 2" นพ.ธีระวัฒน์กล่าว

ผศ.ภญ.ดร. สุธีรา เตชคุณวุฒิ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งร่วม บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า หากแล้วเสร็จ โรงงานผลิตวัคซีน มีกำลังการผลิตจำนวน 1-5 ล้านโดสต่อเดือน และคาดว่าจะสามารถขออนุมัติให้ใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบได้อย่างเร็วที่สุดในไตรมาสที่ 3 หรือ 4 ของปี 2565