รามาฯ แจง "เดลตาครอน" ไม่ใช่ลูกผสม สธ. เปิดแนวปฏิบัติ เมื่อโควิดจะเป็นโรคประจำถิ่น

ที่มาของภาพ, Getty Images
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยแผนการเตรียมรับมือการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น เน้นการชะลอการแพร่ระบาด พร้อมจับตาเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ ๆ ขณะที่แนวโน้มการระบาดหลังระลอกเดือน ม.ค. จะเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้ามาของสายพันธุ์โอมิครอน
ด้านศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กถึงการรายงานอ้างว่ามีการเกิดสายพันธุ์ "เดลตาครอน" ที่ไซปรัสว่า น่าจะไม่ใช่สายพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์เดลตาและโอมิครอน
นพ. เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดแผนรับมือการระบาดระลอก ม.ค. 65 ว่า ด้วยเชื้อกลายพันธุ์ใหม่ระดับความรุนแรงน้อย แพร่กระจายรวดเร็ว แต่อัตราการติดเชื้อต่ำ กรมควบคุมโรคจึงพิจารณาการจัดการการระบาดระลอกนี้เข้าสู่การเป็น"โรคประจำถิ่น"
ด้วยเหตุผลที่ธรรมชาติของเชื้อที่ลดความรุนแรงลง ประกอบกับที่ผ่านมาประชาชนให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีนเป็นอย่างดี
"ยุทธศาสตร์ในปี 2565 คือ การชะลอการระบาด การติดเชื้อมักไม่รุนแรง ไม่ค่อยน่ากลัว แต่เรากังวลคือการแพร่ระบาดที่รวดเร็วเกินไป ก็จะทำให้มีการล้นระบบสาธารณสุขได้ และก็อาจจะทำให้เกิดเชื้อกลายพันธุ์ได้อีก"

ที่มาของภาพ, Getty Images
แนวทางการเข้าสู่ระบบการรักษาหลังโอมิครอนรุกคืบ
ตามแนวทางตามยุทธศาสตร์ปี 2565 ที่ สธ. จะพยายามให้บริการควบคุมโรคโควิด-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่นให้ได้ภายในปีนี้ จึงได้ออกแนวทางสำคัญในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 มาทั้งหมด ตามแนวทาง ดังนี้
1.ตรวจพบที่ รพ. หรือ หน่วยตรวจเชิงรุก ซึ่งเมื่อ ATK เป็นบวก หน่วยตรวจเหล่านั้น จะประเมินอาการทันที โดยไม่ต้องติดต่อ 1330 อีก
2.ตรวจพบเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK ด้วยตัวเองให้ติดต่อโทรศัพท์หมายเลข 1330, Line@สปสช รวมถึงเว็บไซต์ และ สสจ.จังหวัดจะมีศูนย์รับโทรศัพท์ในแต่ละจังหวัด

ที่มาของภาพ, สธ.
หากอาการเล็กน้อยจะเข้าสู่ระบบหรือกักตัวในบ้าน (Home Isolation) หากไม่สะดวกก็เข้าสู่สถานกักตัวในชุมชน (Community Isolation) แทน
แต่หากหน่วยประเมินอาการหนัก หรือมีอาการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งต่อผู้ป่วยยัง รพ. สนาม รพ.หลัก หรือ ฮอสปิเทล
อะไรคือ เกณฑ์ในการส่งต่อผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาล
- เมื่อมีอาการไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส ระยะเวลานานกว่า 24 ชั่วโมง
- หายใจเร็วกว่า 25 ครั้งต่อนาที ในกรณีผู้ใหญ่
- ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดน้อยกว่า 94%
- โรคประจำตัวที่มีการเปลี่ยนแปลง กลุ่ม 608 ที่มีความเสี่ยง หรือ ผู้ติดเชื้อที่จำเป็นต้องติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ตามดุลยพินิจของแพทย์
- สำหรับในกรณีเด็ก หากมีการหายใจลำบาก ซึมลง ดื่มนม หรือทานอาหารน้อยลง
ยังต้องกักตัวรักษาตัวเอง 10 วัน
นพ. สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวย้ำว่า ระยะเวลารักษายังคงอยู่ที่ 10 วัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือยังไม่ฉีดวัคซีน ส่วนหากทำการตรวจ ATK ด้วยตนเองแล้วผลเป็นลบ ก็ขอให้ไปคลินิกใกล้บ้านเพื่อไข้หวัดและทำการตรวจขั้นตอนต่อไป
"ไปสัมผัสกับผู้ติดเชื้อมา ชัดเจนว่าไปสัมผัสกับเพื่อนมา ตรวจครั้งนี้ลบ ไม่มีอาการเสี่ยงสูง ให้กักกันตนเอง (self-quarantine) และตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ซ้ำทุก 3 วัน หรือ เมื่อมีอาการ"

ที่มาของภาพ, สธ.
อธิบดีกรมการแพทย์อธิบายโดยยกตัวอย่างสถานการณ์ใน กทม. ว่า ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบกักตัวที่บ้านแล้วกว่า 2,682 ราย โดยวานนี้ (9 ม.ค.) เพิ่มกว่า 788 ราย และอยู่ในศูนย์กักตัวในชุมชน 163 ราย ขณะที่สถานการณ์เตียงในโรงพยาบาลมีเตียงว่างกว่า 95.8% และโรงพยาบาลสนามเตียงว่าง 95.1%
"ถ้าดำเนินการตามนโยบายกักตัวที่บ้านและศูนย์กักตัวในชุมชนมาก่อน (HI&CI First) โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามจะมีเตียงเพียงพอ" นพ. สมศักดิ์ กล่าว
กลุ่มเด็กเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้น ต้องทำตัวอย่างไร
สำหรับกรณีผู้ป่วยเด็กที่อายุ 5-11 ปี ซึ่ง นพ. สมศักดิ์ ระบุว่า เป็นไปตามการคาดการณ์ที่จะพบผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้มากขึ้น จึงได้มีการเตรียมยาน้ำฟาวิพิราเวียร์ไว้ ซึ่ง รพ. ส่วนใหญ่สามารถจัดเตรียมได้เองแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
นอกจากนี้ ยังจัดคณะผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยดูแลผู้ป่วยเด็ก ซึ่งจะทำให้เด็กสามารถเข้าสู่ระบบการกักตัวที่บ้านหรือในศูนย์กักตัวในชุมชนได้เช่นกัน
อย่างใน กทม. ได้มีการจัดเตรียมศูนย์กักตัวในชุมชนอย่างน้อยเขตละ 1 แห่ง ที่จะจัดระบบส่งต่อหากมีอาการหนัก และเตรียมเตียงระดับ 3 ใน รพ. เพื่อรองรับเบื้องต้น 100 เตียง เช่นเดียวกับในต่างจังหวัดที่มีการเตรียมลักษณะเดียวกัน
ระลอก ม.ค. มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงตามคาด
ในการแถลงข่าวศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) วันนี้ (10 ม.ค.) พญ. สุมนี วัชรสินธุ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า แนวโน้มผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ และกำลัง "ไต่ในระดับกกราฟเส้นสีเทา" ซึ่งเป็นการคาดการณ์สูงสุดที่ปลาย ม.ค. อาจมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 20,000 ราย และอาจแตะ 30,000 ราย ช่วงปลายเดือน ก.พ.
อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มสูงตาม เป็นผลจากการที่ประชาชนได้รับวัคซีนครอบคลุมมากขึ้น
สำหรับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในวันนี้เพิ่มขึ้น 7,926 ราย โดยประเด็นน่าสนใจของผู้ติดเชื้อในกลุ่ม "นักท่องเที่ยว" ที่เดินทางเข้าราชอาณาจักรถึง 412 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว และเกินกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในระบบ Test & Go นอกจากนี้ในการตรวจ ATK วานนี้ (9 ม.ค.) ยังพบผู้ติดเชื้ออีก 1,262 ราย คิดเป็น 1.23% ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน
พญ. สุมนี ระบุว่า ในการเฝ้าระวังสายพันธุ์โอมิครอน ข้อมูลจากการสุ่มตรวจจนถึงขณะนี้ พบผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 5,397 ราย ใน 71 จังหวัด
แม้ว่าสายพันธุ์เดลตายังคงมีสัดส่วนการระบาดที่มากกว่าอยู่ที่ 64.71% แต่โอมิครอนก็พบเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้นถึง 35.17% และหากเจาะเจาะเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมาในวันที่ 2-8 ม.ค. ก็พบโอมิครอนกว่า 70.3% โดยจำนวนมากกพบจากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, EPA
เดลตาครอน ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามี "สายพันธุ์ลูกผสม"
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ตอบข้อสงสัยของประชาชนที่สอบถามเข้าไปจำนวนมากผ่านเฟซบุ๊กของหน่วยงานถึงประเด็นที่ว่า เกิดสายพันธุ์ลูกผสมขึ้นที่ไซปรัส ว่า "น่าจะไม่ใช่"

ที่มาของภาพ, Getty Images
ศูนย์จีโนมฯ ได้อ้างถึงคำอธิบายโดย ดร. ทอม พีค็อก นักไวรัสวิทยาของอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอนในอังกฤษ ที่ได้ชี้แจงผ่านทวิตเตอร์ว่า เป็นไปได้สูงที่จะเกิดจากการปนเปื้อนระหว่างสารพันธุกรรมของโอมิครอน และเดลตา ในห้องปฏิบัติการ เวลาถอดรหัสพันธุกรรมจึงมีรหัสปนกันออกมาเสมือนเกิดเป็นสายพันธุ์ลูกผสม และจากการนำเอาข้อมูลรหัสพันธุกรรมมาสร้างเป็นแผนภูมิวิวัฒนาการ หรือ Phylogenetic tree พบว่าตัวอย่างทั้ง 25 รายไม่ได้มาจากคลัสเตอร์เดียวกัน ซึ่งแปลกเพราะหากเป็นสายพันธุ์ลูกผสมเพิ่งเกิดใหม่ ยังไม่ระบาดเป็นวงกว้าง ควรจะอยู่ในคลัสเตอร์เดียวกัน
ขณะนี้ศูนย์จีโนมฯ ได้นำรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมจำนวน 25 ตัวอย่างที่ทางไซปรัสได้อัปโหลดขึ้นมาแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิดโลก "GISAID" โลกมาวิเคราะห์และเห็นพ้องกับความเห็นของบรรดผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน และยืนยันว่าหากมีสายพันธุ์ลูกผสมเกิดขึ้นมาจริง หน่วยงานก็สามารถตรวจพบ ด้วยปัจจุบันในการถอดรหัสพันธุกรรมใช้เทคโนโลยีสายยาว (long-read sequencing) ประมาณ 1,000-2,000 ตำแหน่งต่อสาย ดังนั้น หากพบรหัสพันธุกรรมของเดลตา" และโอมิครอน ผสมปนกันอยู่ในสายเดียวกัน ก็แสดงว่าน่าจะเป็นสายพันธุ์ลูกผสม
ขณะนี้ทางองค์การอนามัยโลกคงจะจัดทีมเข้ามายืนยันผลที่ไซปรัส เหมือนกับที่เคยดำเนินการที่เวียดนามก่อนหน้า










