โควิด-19: สธ.ประกาศไทยเข้าสู่การระบาดระลอกที่ 5 ยกระดับเตือนภัยเป็นเกือบสูงสุด

คนเดิน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, บรรยากาศผู้คนคับคั่งในวันแรกของการกลับมาทำงานหลังหยุดยาวปีใหม่เมื่อวันที่ 4 ม.ค. จะหายไปอีกครั้ง เมื่อ สธ.ประกาศยกระดับเตือนภัยโควิด-19 และแนะนำให้คนงดเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะและทำงานที่บ้าน

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยกระดับเตือนภัยการระบาดของโควิด-19 เป็นระดับที่ 4 ซึ่งอาจมีการปิดสถานที่ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด พร้อมกับยืนยันว่าไทยได้เข้าสู่การระบาดระลอกใหม่แล้วจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อก่อโรคโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์โอมิครอน

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. แถลงวันนี้ (6 ม.ค.) ว่าหลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามที่ สธ. คาดการณ์ โดยในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,775 ราย หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2,000 รายจากวันก่อนหน้า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,899 ราย

จากสถานการณ์เช่นนี้ สธ. จึงได้ยกระดับการเตือนภัยโควิด-19 จากระดับ 3 ปรับขึ้นเป็นระดับ 4 ซึ่งอาจมีการปิดสถานที่เสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดการแพร่เชื้อ และมีข้อแนะนำให้ประชาชนงดกิจกรรมบางอย่างเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น งดเดินทางไปต่างประเทศ หลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งสาธารณะโดยไม่จำเป็น แนะนำทำงานที่บ้าน (work from home) ชะลอการเดินทางข้ามจังหวัดและการจำกัดการรวมกลุ่ม เป็นต้น

นพ. เกียรติภูมิ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ จ.ภูเก็ต กล่าวว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ "เป็นสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า มีการระบาดอีกกระลอกหนึ่งแล้ว" และเป็นไปตามฉากทัศน์ที่ สธ. เคยคาดการณ์ไว้ว่าการระบาดจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างรุนแรง จำเป็นต้องมีการควบคุมเข้มงวดขึ้น

ปลัด สธ. ระบุว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นผลมาจากสายพันธุ์โอมิครอนที่เข้ามาในประเทศในช่วงต้นเดือน ธ.ค. แต่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง และอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่ก็ต้องป้องกันให้ได้มากที่สุด โดยในรอบ 24 ชม.ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต 11 ราย

นพ.เกียรติภูมิขอความร่วมมือประชาชนและสถานประกอบการปฏิบัติตามมาตรการ 4 ประการอย่างเคร่งครัด คือ 1.ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ครบตามเกณฑ์ 2. ป้องกันตัวเองตลอดเวลาด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่าง 3. สถานประกอบการมีระบบ COVID-19 Free Settings และ 4. ตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ ATK อย่างสม่ำเสมอ

ต้อง "งด" อะไรบ้างภายใต้การเตือนภัยระดับ 4

นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ระดับว่า เดิมมีการเตือนภัยเป็นระดับ 3 แต่หลังจากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการสาธารณสุขจึงมีมติให้ยกระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับการเตือนภัยและคำแนะนำประชาชนและสถานประกอบการ มีรายละเอียด ดังนี้

1. สถานที่เสี่ยง

  • งดไปรับประทานอาหารร่วม-ดื่มสุราในร้าน
  • งดเข้าสถานที่เสี่ยงทุกประเภท

"สถานที่เสี่ยงก็ได้แก่ สถานที่ที่ระบบระบายอากาศไม่ดี มีคนอยู่รวมกันอย่างแออัด มีคนใส่หน้ากากอนามัยน้อยมาก หรือมีคนไม่ใส่หน้ากากอนามัย ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ ร้านอาหารกึ่งผับบาร์ที่เป็นสาเหตุการระบาดในหลายคลัสเตอร์อย่างที่อุบลราชธานี กาฬสินธุ์" นพ.โอภาสกล่าว

2. การร่วมกิจกรรมที่มีคนจำนวนมาก

  • เลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้อื่นนอกบ้าน
  • งดร่วมกิจกรรมกลุ่ม

3. การเดินทางข้ามพื้นที่/ข้ามจังหวัด

  • งดโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภทโดยไม่จำเป็น

4. การเดินทางเข้า-ออกประเทศ

  • งดไปต่างประเทศ
  • คนที่เดินทางเข้าประเทศ ต้องกักตัว

โรงเรียนไม่เป็นสถานที่เสี่ยง

นพ. โอภาส กล่าวว่า ในสถานที่เสี่ยงที่ยกระดับการเตือนภัยมี 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบระบายอากาศ 2. ความหนาแน่น การรวมตัวของคนจำนวนมากในสถานที่นั้น เช่น 4 ตารางเมตรมี 1 คน หรือเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ถือว่าไม่แออัด แต่สถานที่แออัดจะเป็นลักษณะอย่างเช่น งานคอนเสิร์ต 3. กิจกรรมที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย อย่างเช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน ดื่มสุราร่วมกัน การร้องเพลง ตะโกนขณะที่ถอดหน้ากากออก เมื่อดูทั้ง 3 ปัจจัยนี้ถือว่าโรงเรียนไม่เป็นสถานที่เสี่ยง เพราะตอนนี้โรงเรียนมีมาตรการดูแลเป็นอย่างดี และคัดกรองบุคลากรทางการศึกษาเป็นระยะ ๆ อย่างไรก็ตาม ก็พยายามจำกัดสถานที่ต่าง ๆ ให้มีความเสี่ยงน้อยลงมากที่สุด

สถานการณ์โอมิครอน ติดเชื้อทั่วประเทศ 2,062 ราย

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดเผยสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์มิครอน ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. - 5 ม.ค. มีทั้งสิ้น 2,062 ราย พบเมื่อวาน (5 ม.ค.) 282 ราย

ในจำนวนผู้ป่วยสะสมกว่า 2,000 รายนี้ จำนวนมากติดเชื้อมาครบ 14 วันและหายป่วยแล้วส่วนที่เหลือเกือบทั้งหมดอยู่ในระบการรักษาพยาบาลที่ดูแลคนไข้ นพ.ศุภกิจกล่าว

จังหวัดที่ติดเชื้อโอมิครอนสูงสุด

  • กรุงเทพมหานคร 585 (ติดเชื้อในประเทศ 7 ราย)
  • กาฬสินธุ์ 233 (ติดเชื้อในประเทศ 231 ราย)
  • ร้อยเอ็ด 180 (ติดเชื้อในประเทศ 180 ราย)
  • ภูเก็ต 175 (ติดเชื้อในประเทศ 17 ราย)
  • ชลบุรี 162 (ติดเชื้อในประเทศ 70 ราย)
  • สมุทรปราการ 106 (ติดเชื้อในประเทศ 28 ราย)

นพ. ศุภกิจกล่าวเพิ่มเติมว่า การแพร่ระบาดของโอมิครอน ส่งผลให้จำนวนการติดเชื้อในภาพรวมมากขึ้น แต่ยังไม่ส่งผลต่อจำนวนการเสียชีวิต นอกจากนี้ในภาพรวมของประเทศการติดเชื้อยังเป็นสายพันธุ์เดลตาส่วนใหญ่ 70-80% ดังนั้น ต้องระวังกลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรังหรือ "กลุ่ม608" ให้มาก เพราะยังมีโอกาสป่วยหนักและเสียชวิต

ส่วนการตรวจสายพันธุ์จะเริ่มใช้ระบบเฝ้าระวังปกติตามเกณฑ์ เพื่อประเมินสถานการณ์ไม่ตรวจทุกราย

"เราจะไม่ตรวจสายพันธุ์แบบใครส่งมาเท่าไหร่เราตรวจให้หมด ตอนนี้ไม่เอาเช่นนี้แล้ว เพราะว่าการตรวจว่าใครเป็นโควิดเราไม่ได้รักษาต่างกันไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหน แต่จะดูในระบบสัดส่วน สุ่มตรวจ มีเกณฑ์ในกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพื่อดูว่าโอมิครอนมีสัดส่วนเท่าไหร่"

Covid Test

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

สธ. เตรียมเสนอ ศบค. ยกระดับพื้นที่ - เทสต์แอนด์โก ลงทะเบียนวันสุดท้าย 15 ม.ค.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สถานการณ์การติดเชื้อโควิด 19 หลังช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งสธ. พร้อมปรับมาตรการทุกด้าน ทั้งการเข้าเมือง การควบคุมโรค การแยกกัก และการกักตัว โดยกรมควบคุมโรคจะเสนอ ศบค. ให้พิจารณายกระดับพื้นที่เป็นสีส้ม จำกัดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นจุดที่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อมากที่สุด

ส่วนความชัดเจนของการเข้าประเทศผ่านระบบต่าง ๆ นายอนุทิน กล่าวว่า ในจำกัดผู้ที่ลงทะเบียนเข้าประเทศในระบบเทสต์แอนด์โก (Test & Go) จะดำเนินการให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยกำหนดเข้าประเทศวันสุดท้าย 15 ม.ค. 2565 ซึ่งจะรับฟังในมิติทางเศรษฐกิจและด้านอื่นประกอบกัน ก่อนประเมินประเมินศักยภาพอีกครั้ง

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ต้องเฝ้าระวังติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในระลอกนี้ต่อเนื่องอีกประมาณ 7-10 วัน จึงจะทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมทั้งระบบ ยา เวชภัณฑ์ บุคลากรทางการแพทย์ สำหรับกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีอาการ ผู้ป่วยที่ต้องใช้ห้องไอซียูไว้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนักเพิ่มไม่มากเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว หากการติดเชื้อยังมีอัตราเพิ่มขึ้นตามปกติจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้เร็ว