โควิด-19: ศบค. ผ่อนคลายมาตรการรับเปิดประเทศเฟส 2 ยกเลิกเคอร์ฟิว พื้นที่สีแดงเข้มเป็นศูนย์

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักนายกรัฐมนตรี
ศูนย์บริหารสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 (ศบค.) มีมติยกเลิกคำสั่งห้ามออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) และปรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดเป็นศูนย์ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป ซึ่งนับเป็นการผ่อนคลายมาตรการครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 แต่เห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2565
นอกจากนี้ ศบค. ยังเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการเข้าประเทศเพิ่มเติมสำหรับการเปิดประเทศซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.
บีบีซีไทยสรุปมติสำคัญจากที่ประชุม ศบค. ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธานในวันนี้ (26 พ.ย.)
- พื้นที่สีแดงเข้มเหลือศูนย์
ในการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 ศบค. มีมติประกาศให้พื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด-19 รุนแรงเป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด" หรือ "พื้นที่สีแดงเข้ม" เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ต่อจากนั้นก็ได้มีการปรับเพิ่มและลดจำนวนจังหวัดลงตามสถานการณ์ โดยเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ปรับลดเหลือ 6 จังหวัด (ตาก, นครศรีธรรมราช, นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา และสงขลา) และที่ประชุม ศบค. วันนี้ได้ปรับลดเหลือศูนย์จังหวัด
ทำให้ขณะนี้เหลือเพียงพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) 23 จังหวัด พื้นที่ควบคุม (สีส้ม) 23 จังหวัด พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 24 จังหวัด
นอกจากนี้ ศบค. ยังได้เพิ่มจังหวัดที่เป็นพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (สีฟ้า) จาก 4 เป็น 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี กระบี่ กาญจนบุรี ปทุมธานี พังงาและภูเก็ต
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 6,559 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 5,768 ราย ติดเชื้อในเรือนจำ 752 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 39 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมนับแต่มีการระบาดอยู่ที่ 2,094,886 ราย
ขณะนี้มีผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 80,277 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 1,440 ราย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 341 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 64 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 อยู่ที่ 20,645 คิดเป็น 0.99%
- ยกเลิกเคอร์ฟิว
การปรับลดพื้นที่สีแดงเข้มเหลือศูนย์เท่ากับว่าคำสั่งห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิวซึ่งมีผลบังคับใช้ในพื้นที่สีแดงเข้มในขณะนี้ ถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
จำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 ทำให้ ศบค. ประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่สีแดงเข้มตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. โดยระยะแรกเคอร์ฟิวเวลา 21.00-04.00 น. ก่อนจะปรับลดลงเป็นช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เมื่อวันที่ 1 ต.ค. และในวันที่ 14 ต.ค. ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00-03.00 น. ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย. นี้
- ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ศบค. เห็นชอบให้ขยายเวลาการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 31 ม.ค. 2565 จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 พ.ย. นี้ นับเป็นการต่ออายุการใช้กฎหมายพิเศษนี้เป็นครั้งที่ 15 นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2563
- ผ่อนคลายมาตรการสำหรับผู้เดินทางเข้าประเทศ
ศบค. เห็นชอบมาตการผ่อนคลายการเดินทางเข้าประเทศเพิ่มเติมเพื่อให้การเดินทางเข้ามาในประเทศสะดวกมากยิ่งขึ้น คือ ผู้เดินทางที่มีผลตรวจ RT-PCR เป็นลบภายใน 72 ชั่วโมง เมื่อเดินทางถึงไทยให้ตรวจด้วยชุดตรวจ ATK เท่านั้น หากผลเป็นลบก็เข้าประเทศได้เลย ต่างจากเดิมที่ต้องรอผลตรวจ RT-PCR ก่อน
นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ให้ข้อมูลว่านับตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ย. จนถึงวานนี้ (25 พ.ย.) มีผู้เดินทางเข้าไทยทางสนามบินนานาชาติทั้งหมด 104,065 ราย พบผู้ติดเชื้อ 135 ราย หรือคิดเป็น 0.13% ซึ่งเป็นจำนวนน้อย ศบค. จึงเห็นว่าผ่อนปรนมาตรการได้ เพื่อให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องเสียเวลารอผลตรวจ RT-PCR ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน
นอกจากนี้ ศบค. ยังมีมติให้เพิ่มช่องทางเปิดประเทศที่ด่านพรมแดนหนองคาย เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าประเทศโดยไม่ต้องกักตัวหากฉีดวัคซีนครบและผล RT-PCR เป็นลบภายใน 72 ชั่วโมง
- เปิดสถานบันเทิง 16 ม.ค.
แม้จะมีการเคลื่อนไหวกดดันจากกลุ่มคนทำงานและผู้ประกอบการสถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลอนุญาตให้กิจการเหล่านี้กลับมาเปิดบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. เป็นต้นไป แต่ ศบค. ยังยืนยันตามมติเดิมเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ให้สถานบันเทิงเหล่านี้กลับมาเปิดให้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. 2565 เป็นต้นไป แต่ในระหว่างนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจัดทำมาตรการป้องกันโรค
"ถ้าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือ อาจจะเปิดได้เร็วกว่านั้น" นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. กล่าว
โฆษก ศบค. ระบุว่าเหตุผลที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นควรว่ายังไม่ควรอนุญาตให้กลับมาเปิดบริการเนื่องจากสถานบันเทิงเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ (คลัสเตอร์) กล่าวคือ สถานที่เหล่านี้มีัปัญหาเรื่องการถ่ายเทอากาศ, พฤติกรรมของบุคคลที่ใช้บริการมักมีการดื่มแอลกอฮอล์ มีการพูดคุย และใช้บริการนานกว่าการนั่งในร้านอาหารทั่วไป
"ประวัติของการติดเชื้อคลัสเตอร์ใหญ่ ๆ จากสถานบันเทิงตั้งแต่ปี 2563 พบว่ามีไม่ต่ำกว่า 2 คลัสเตอร์" นพ. ทวีศิลป์กล่าว
อย่างไรก็ตาม โฆษก ศบค. ระบุว่าที่ประชุมรับทราบถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานในธุรกิจนี้ จึงเห็นว่าหากผู้ประกอบการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อได้อย่างดี ก็อาจจะกลับมาเปิดได้เร็วกว่าวันที่ 16 ม.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
เมื่อวันที่ 23 พ.ย. กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "สหภาพการทำงาน" ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการสถานบันเทิง นักดนตรี นักร้องและแรงงานภาคธุรกิจบริการกลางคืน รวมตัวกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อเรียกร้องให้ ศบค. อนุญาตให้กิจการของพวกเขากลับมาเปิดได้เร็วขึ้น
สหภาพฯ ระบุว่าในช่วงเกือบ 2 ปี ที่มีการระบาดของโควิด-19 ศบค. มีคำสั่งปิดสถานบันเทิงและห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง หรือมากกว่า 230 วัน โดยไม่มีมาตรการเยียวยาธุรกิจและคนทำงานอย่างเหมาะสม รวมถึงไม่ได้เร่งจัดสรรวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนในช่วงสั่งปิดสถานบริการ ส่งผลให้ธุรกิจสถานบริการกว่าร้อยละ 40-50 ต้องปิดกิจการถาวร
- นำเข้าแรงงานข้ามชาติ
ศบค. รับทราบการดำเนินการของกระทรวงแรงงานที่จะนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 424,703 คน ภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศต้นทาง เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าประเทศและเพื่อให้ง่ายต่อการจัดการควบคุมโรค โดยจะมีการเปิดพื้นที่กักตัวใน 5 จังหวัด คือ ตาก ระนอง หนองคาย มุกดาหาร และสระแก้ว
ศบค. เชื่อว่าการนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมายเช่นนี้จะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานที่นำมาสู่การลักลอบขนแรงงานเข้าประเทศ หรือการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้











